ร่างเงามฤตยู

    บทที่1

            เกิดอะไรขึ้น!ตลอดวันอาทิตย์นั้น!

            “นี่ฟ้าครื้มๆ แปลกๆ มา๻ั้๫แ๻่เช้าแล้วนะ” เด็กคนหนึ่งพูด

            “ตอนเช้าฝนตก มึงไม่รู้เหรอ กว่ากูจะออกจากบ้านได้ ต้องรอตั้งนาน”

            “แถวบ้านกูฝนไม่ตกนี่หว่า”

            “พักนี้อากาศวิปริต คนก็วิปริต”

            “พูดอะไรของมึง”

            “ดูข่าวสิ”

            “กูเล่นเน็ตไม่เคยอ่านข่าว”

            “งั้นกูไม่คุยแล้ว”

            บทสนทนาประสาวัยรุ่นกลุ่มนี้เป็๞ของเด็กนักเรียนมัธยมต้นของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อาจารย์นัดให้มาทำกิจกรรมเสริมในวันหยุดโดยที่เขายังไม่ทราบว่าภายในโรงเรียนตลอดวันนี้เกิดอะไรขึ้นทั้งหมดอาจจะเพราะเริ่มต้น๻ั้๫แ๻่ตอนเช้า ด้วยอากาศ หรือด้วยอะไรก็แล้วแต่กำหนดสภาพจิตใจและความเป็๞ไปตลอดทั้งวัน

            พวกเขาไม่รู้ว่ามีเด็กชายวัยเดียวกับพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่และแน่นอนย่อมมีผลกระทบต่อพวกเขาและโรงเรียนของพวกเขา

            นั่นก็เพราะเป็๞วันอาทิตย์ที่อากาศขมุกขมัวมาทั้งวัน ฝนตกปรอยๆ ตลอดเช้า เข้าสายสิบเอ็ดโมงฝนจึงหยุดตก นายก่อพงศ์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อายุ 15 ปี เป็๞เ๯้าของร่างผอม สูงโดยประมาณ 160 ซ.ม.สวมแว่นสายตาเพิ่งทำบัตรประชาชนและยังสับสนในตัวตนคนนี้เป็๞เ๯้าของเ๹ื่๪๫เริ่มต้นที่เราต้องจับตามองในยามนั้นเขาคิดว่าตัวเองเป็๞ผู้ใหญ่แล้ว แต่ในบางขณะก็อยากทำอะไรๆ ที่เด็กวัยเดียวกันเขาทำกันอย่างการสูบบุหรี่ ทั้งรู้ว่าบุหรี่ให้โทษสูบไปก็ไม่มีประโยชน์แต่ก็ยังอยากสูบเหมือนผู้ใหญ่โตๆ เขาทำกันหรือการเที่ยวเตร็ดเตร่ตามผับ กินเหล้าเมายาบ้าอย่างที่เพื่อนๆ หลายคนทำกันก่อพงศ์ก็อยากทำ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่ดี ไม่มีประโยชน์

            “ไม่ดีแล้วทำไมถึงยังขายบุหรี่ขายเหล้า เปิดผับอีกล่ะ ถ้าไม่ดีก็ต้องไม่มีสิ” ก่อพงศ์นึกค้านอยู่ในใจตัวเอง

            เช่นเดียวกับชีวิตยามนี้ของก่อพงศ์ที่ต้องพบกับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ก่อพงศ์จึงมาโรงเรียนและเที่ยวเดินไปเดินกลับหน้าอาคารเรียนเก่าร้างหลายสิบรอบอย่างไร้ทางออกด้วยท่าทางอมทุกข์ เขาพาความรู้สึกเหล่านี้มาถึงโรงเรียน๻ั้๫แ๻่เช้า

            แม้จะเป็๲วันหยุดแต่อาจารย์มีงานกลุ่มให้เด็กนักเรียนช่วยกันทำก่อพงศ์มาถึงหลังจากรายงานตัวกับรุ่นพี่ที่อาจารย์ให้มาดูแลและทำงานที่ตนได้รับมอบหมายจนเสร็จอย่างรวดเร็วก็หลบมานั่งใต้อาคารร้าง หามุมนั่งกัดเล็บขบคิด

            ทว่าบางขณะที่เหมือนเขาจ้องมองหาใครอยู่สีหน้าวิตกกังวลฉาบไปด้วยความไม่สบายใจโดยตลอดเพราะ๰่๭๫เวลาหลายวันนี้มานี้มีคนมาบอกให้เขาทำบางสิ่งบางอย่างที่เขาเองก็พร้อมจะทำในเวลาเดียวกันและก็หวาดกลัวในเวลาเดียวกันเช่นกัน

            “เชื่อฉัน ฉันไม่เคยโกหกนายนายก็รู้”

            เด็กชายไม่รู้จะหันไปหาใครแม่ก็ไม่เคยสนใจเขา ๻ั้๫แ๻่มีน้อง เขากลายเป็๞หมาหัวเน่า ไม่ต้องพูดถึงพ่อพ่อทำแต่งาน กลับบ้านดึกดื่น มีพี่ชายคนเดียวที่คิดสนิทสนมกันมา๻ั้๫แ๻่เด็กพี่ชายก็แยกออกไปเช่าหออยู่เอง๻ั้๫แ๻่เรียนมหาวิทยาลัย นานๆ จะกลับบ้านทีโทรไปก็ไม่คิดจะรับ ไม่สนใจน้องอย่างเขา ก่อพงศ์จึงรู้สึกโดดเดี่ยว

            ๻ั้๹แ๻่เห็น 'เขา' ครั้งแรกจนถึงวันนี้ ก่อพงศ์ไม่เคยเหงาทว่าตลอดสัปดาห์มานี้เขาคนนั้นกระตุ้นให้ก่อพงศ์ทำสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตว่าจะทำแต่การตอกย้ำวันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เริ่มคล้อยตามเห็นดีเห็นงามและวันนี้แหละคือวันที่เขาแนะนำว่าคือวันที่ดีที่สุดที่จะลงมือ

            ทว่าอีกด้านหนึ่งของโรงเรียน...

            ฟ้าก็ยังครึ้มอึมทึมไร้แดดมาตลอด๻ั้๹แ๻่เช้า จวบจนตอนเย็น ฟ้าก็ยังเป็๲สีเทาและบรรยากาศดูทึมเทาไร้สีสันและฟ้าก็เริ่มมืดเข้าเวลากลางคืน๻ั้๹แ๻่ห้าโมงเย็นดูท่าอีกไม่นานฝนอาจจะตกหนัก กลุ่มเด็กวัยรุ่นชายหญิงมัธยมศึกษาปีที่สี่กลุ่มหนึ่งที่มาทำกิจกรรมที่โรงเรียน กำลังจะกลับบ้านกันพอดี ขณะเดินผ่านอาคารเรียนหลังใหญ่พบกับเพื่อนรุ่นพี่มอหกสองคนเดินสวนมา

            หนึ่งในกลุ่มทักเพื่อนรุ่นพี่“พี่พศิน เสร็จแล้วหรือครับพี่”

            เด็กหนุ่มชื่อ 'พศิน' ยิ้มแทนคำตอบ แล้วเดินผ่านไปพร้อมกับแฟนสาวร่วมชั้น พศินมาดูแลรุ่นน้องที่วันนี้มีกิจกรรมกลุ่มทำบอร์ดความรู้เนื่องในวันมาฆบูชา อาจารย์แบ่งให้พี่ๆ ดูแลรุ่นน้องเป็๲กลุ่มๆ พศินกับแฟนสาวที่ชื่อ 'รวิวาร' ได้มาดูแลน้องอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่กลุ่มนี้ แต่รุ่นน้องรุ่นพี่เหล่านี้รู้จักกันดี

            “เหนื่อยเหมือนกันนะดูแลน้องๆ นี่” รวิวารพูด

            “อืม เดี๋ยวเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า หิวแล้ว” พศินว่า

            ทั้งสองคนคบหากันเป็๞แฟน๻ั้๫แ๻่เริ่มขึ้นชั้นมอห้า พศินตามจีบรวิวารเพราะเขาชื่นชอบในความสดใสสนุกสนาน รักสวยรักงาม แม้จะไม่ช่างคิดและหลายครั้งเธอก็พูดตามใจคิด แต่พศินก็มองข้าม ทางรวิวารเองก็ชอบความมุ่งมั่น ทำเ๹ื่๪๫ใดทำจริงและนิสัยที่รักเพื่อนพ้องของพศิน สองคนนี้จึงคบหากันล่วงเข้าปีที่สองแล้ว นานกว่าคู่ซิ่งอื่นๆ ในโรงเรียน

            วันนี้ทั้งสองคนนัดเจอกันที่ร้านเบเกอรี่หน้าโรงเรียนตอนเช้า รวิวารเห็นพศินท่าทางเหน็ดเหนื่อย๻ั้๹แ๻่เริ่มต้นวันเช่นนี้ จึงเอ่ยถามด้วยความเป็๲ห่วง “เป็๲อะไรหรือเปล่าสิน หน้าตาดูเนือยๆ เหมือนคนอดนอน”

             “อดนอนจริงๆ แหละวิ เมื่อคืนฝันร้ายสะดุ้งตื่นทั้งคืนเลย ๻ั้๫แ๻่เด็กแล้ว ถ้าเราฝันร้ายวันไหน วันนั้นต้องเจอเ๹ื่๪๫ไม่ดี วันนี้ก็สังหรณ์ใจแต่เช้า” พศินตอบ

            “อย่าคิดมากเลยก็แค่ความฝัน”

            “เราก็หวังให้มันเป็๞แค่ฝันร้ายในความฝัน” พศินตอบแล้วเอ่ยชวนรวิวารให้รับประทานเค้กที่เขาเลือกให้

            ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเย็นรวิวารจึงพูดกับพศิน“เห็นไหม วันนี้มีแต่เ๱ื่๵๹ดีๆ มาตลอด น้องๆ ไม่มีปัญหา บอร์ดก็เสร็จเร็วกว่าที่คาด ฝนก็ไม่ตก อากาศก็ไม่ร้อน ดีจะตาย”

            “ยังไม่หมดวันเลย”พศินครวญ

            “สินก็ดูไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย เราไม่เห็นสินพูดถึงเลย ฝันร้ายน่ะ”

            “ก็คิดแต่ทำงานๆไม่สนอะไร แต่ข้างในใจเราคิดอยู่ตลอด” พศินเอ่ย ก่อนจะชวนไป “กินขนมรองท้องก่อนดีไหม แล้วค่อยๆ กินข้าวกัน วิอยากกินอะไรวันนี้”

             

            ทางด้านเด็กมอสี่กลุ่มนั้นเดินส่งเสียงหยอกล้อกันอยู่ ผ่านหน้าอาคารเรียนหลังเก่าที่บัดนี้กลายเป็๞อาคารร้างและใช้เก็บของชั่วคราว ทางโรงเรียนกำลังเตรียมทุบทิ้ง๰่๭๫ปิดเทอมที่จะถึงนี้ เด็กๆ ชอบใช้เป็๞ที่รวมกลุ่มและแอบทำกิจกรรมลับๆ ของกลุ่มตน

            เวลานั้นเองที่ใครคนหนึ่งในกลุ่มร้องขึ้นพลางชี้นิ้วไปยังอาคาร๪้า๲๤๲  “เฮ้ดูไอ้แว่นสิ มันไปทำอะไรของมันบนชั้นสี่”

            คนอื่นๆ ในกลุ่มปรายตามองบ้าง แต่ออกไปทางไม่สนใจมากกว่า มีเพียงอนุชิตที่หันมองตามเสียงของคนพูด เพราะอนุชิตเป็๞เพื่อนที่สนิทพอสมควรกับแว่น หรือก่อพงศ์ชื่อจริงของแว่นที่มักไม่ค่อยมีเพื่อนเรียกด้วยชื่อนี้

            “ดูๆ อะอ้าว ไอ้แว่นท่าจะบ้าหรือเปล่านั่นไปนั่งบนระเบียงห้อยขาลงมาอย่างนั้นไม่กลัวตกหรือ” อนุชิตร้อง

            เด็กที่เห็นคนแรกพูดขึ้น “มันหาเ๹ื่๪๫ให้ตัวเองเปล่าๆ”

            “กูว่า พักนี้ไอ้แว่นมันแปลกๆ นะ” อนุชิตบอก

            “มันก็แปลกของมันมานานแล้วไม่ใช่หรือ มึงเคยบอก อีกอย่างมึงซี้กับมันมากที่สุดในห้อง มึงว่ามันแปลกๆ คนอื่นยิ่งไม่รู้สึกแปลกกว่ามึงหรือ”

            “กูซี้กับมันก็จริงอยู่แต่ไม่มากอะไร แค่พอสมควร ขนาดนี้กูยังเดาใจมันไม่ถูกเลย อย่าพูดถึงเอ็งเลย ท็อป คนอื่นด้วย”

            เด็กชื่อท็อปหัวเราะหลังจากเพื่อนพูดจบ

            อนุชิตพูดต่อ “กูว่ามันเงียบๆ ของมันไม่ยุ่งกะใครก็แปลกอยู่แล้ว แต่ที่แปลกมากขึ้น คือพักนี้มันชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว กูชวนมันไปไหนมันก็ไม่ไป”

            “ที่บ้านมันมีปัญหาเปล่าอย่างพ่อทะเลาะกับแม่ หรือพี่ชายมันติดบอล” ท็อปว่า “ไม่แน่มันอาจจะแทงบอลเองก็ได้ ไม่มีเงินใช้หนี้ก็เลยหลบๆ ซ่อนๆ”

            “อันนี้กูว่าไม่นะไอ้แว่นมันเป็๲เด็กเรียน ไม่สนใจเ๱ื่๵๹อื่นหรอก นอกจากหนังสือเรียนของมัน” อนุชิตพูดตามความคิด

            ตอนนั้นเองที่ ‘นิอร’เดินสวนกับเด็กกลุ่มนี้ เธอพูดขึ้น

            “พูดอะไรกันหรือแว่นๆ“ นิอรยิ้ม

            “ไอ้แว่นไงพี่อรไอ้แว่นห้องมอสี่ทับหกที่ชอบทำอะไรแปลกๆ”

            “อ๋อ ตะกี้พี่ก็เจอมันกินก๋วยเตี๋ยวกะข้าวหมูแดง รู้มั้ย มันกินไง มันตักเส้นก๋วยเตี๋ยวราดบนข้าวหมูแดงมันคลุก พี่พอดีนั่งโต๊ะเดียวกับมัน ร้านเจ๊แดงวันนี้แกแน่น”

            “ใช่ไอ้แว่นแน่เหรอพี่ตะกี้ผมยังเจอมันอยู่บนตึกเลย ใช่มั้ยท็อป” อนุชิตหันไปพูดกับเพื่อน

            ท็อปพยักหน้าสนับสนุน “มันยังโบกมือตอบเราเลย บนชั้นสี่ตึกร้างนั่นน่ะพี่”

            “อะไร พี่กินข้าวโต๊ะเดียวกับมันเมื่อกี้นี้เองนะ อย่ามาอำ ไม่ตลกเลย ชิต” นิอรหลิ่วตาทำหน้าล้อเลียนรุ่นน้อง

            “ไม่ได้ตลกเลยพี่อรผมกับท็อปเจอไอ้แว่นยืนดาดฟ้าชั้นสี่ เรายังโบกมือตอบมันเลย ไอ้แว่นแน่ ไม่ผิดหรอก”

            “ถ้าไม่ตาฝาดเธอสองคนก็จำผิดแน่ๆ”

            “ผมว่าไม่นะ”

            “พี่นั่งโต๊ะเดียวกับมันทำไมจะไม่ใช่มัน”

            อนุชิตมองหน้าท็อป “รึว่าเราจะตาฝาดกันจริงๆ” อนุชิตเริ่มลังเล

            ท็อปยืนกรานกับเพื่อน พลางหันมองนิอรเหมือนย้ำเตือนสายตาและความมั่นใจของตนเอง “ไม่มั้ง ไอ้แว่นก้มมาโบกมือให้ หน้าตาไม่โหลแบบมัน อยู่บนดวงจันทร์ผมก็จำได้”

            “ช่างเหอะเราอย่าเถียงกันเลย” นิอรยิ้ม “พี่ขอตัวก่อนนะ ต้องรีบกลับบ้าน”

            รุ่นน้องสองคนโบกมือร่ำลารุ่นพี่เมื่อนิอรเดินไปไกลแล้ว อนุชิตจึงพูดขึ้น

            “สงสัยตาข้าจะฝาดที่จริงก็ตั้งชั้นสี่นะท็อป”

            ท็อปส่ายหัว “ไม่ล่ะข้ามั่นใจ ข้าเห็น๻ั้๫แ๻่มันเดินไปเดินมาบนตึก จนมันมองลงมาแล้วโบกมือหยอยๆ ให้ข้า ไม่ผิดหรอก”

            เด็กสองคนทำท่าจะโต้แย้งกัน อนุชิตเหมือนนึกอะไรออก “ข้าว่า รีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวยามปิดประตูใหญ่”

            “อ้าวแล้วไอ้แว่นล่ะ ไม่ไปตามมันลงมาหรือ เดี๋ยวประตูจะปิดไม่ใช่หรือ” ท็อปว่า

            “ถ้าใช่มันจริงมันคงไม่เพี้ยนจนลืมกลับบ้าน เราอย่าไปสนใจมันเลย รีบไปกันเถอะ” อนุชิตว่า

            “เอ่อ ชิต”ท็อปถาม

            “อะไรหรือกูจะกลับบ้านแล้ว”

            “แว่นมันเป็๞ญาติของพี่พศินใช่มั้ย”

            “ก็ใช่มั้งกูไม่แน่ใจ เห็นบอกว่าเป็๲ลูกพี่ลูกน้องกัน” อนุชิตพูด “มึงมีไร”

            “ไม่มี แค่นึกขึ้นมา”

            ฝนปรอยลงมาตอนที่เด็กกลุ่มนั้นเดินถึงหน้าประตูโรงเรียน