เกิดอะไรขึ้น!ตลอดวันอาทิตย์นั้น!
“นี่ฟ้าครื้มๆ แปลกๆ มาั้แ่เช้าแล้วนะ” เด็กคนหนึ่งพูด
“ตอนเช้าฝนตก มึงไม่รู้เหรอ กว่ากูจะออกจากบ้านได้ ต้องรอตั้งนาน”
“แถวบ้านกูฝนไม่ตกนี่หว่า”
“พักนี้อากาศวิปริต คนก็วิปริต”
“พูดอะไรของมึง”
“ดูข่าวสิ”
“กูเล่นเน็ตไม่เคยอ่านข่าว”
“งั้นกูไม่คุยแล้ว”
บทสนทนาประสาวัยรุ่นกลุ่มนี้เป็ของเด็กนักเรียนมัธยมต้นของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อาจารย์นัดให้มาทำกิจกรรมเสริมในวันหยุดโดยที่เขายังไม่ทราบว่าภายในโรงเรียนตลอดวันนี้เกิดอะไรขึ้นทั้งหมดอาจจะเพราะเริ่มต้นั้แ่ตอนเช้า ด้วยอากาศ หรือด้วยอะไรก็แล้วแต่กำหนดสภาพจิตใจและความเป็ไปตลอดทั้งวัน
พวกเขาไม่รู้ว่ามีเด็กชายวัยเดียวกับพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่และแน่นอนย่อมมีผลกระทบต่อพวกเขาและโรงเรียนของพวกเขา
นั่นก็เพราะเป็วันอาทิตย์ที่อากาศขมุกขมัวมาทั้งวัน ฝนตกปรอยๆ ตลอดเช้า เข้าสายสิบเอ็ดโมงฝนจึงหยุดตก นายก่อพงศ์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อายุ 15 ปี เป็เ้าของร่างผอม สูงโดยประมาณ 160 ซ.ม.สวมแว่นสายตาเพิ่งทำบัตรประชาชนและยังสับสนในตัวตนคนนี้เป็เ้าของเื่เริ่มต้นที่เราต้องจับตามองในยามนั้นเขาคิดว่าตัวเองเป็ผู้ใหญ่แล้ว แต่ในบางขณะก็อยากทำอะไรๆ ที่เด็กวัยเดียวกันเขาทำกันอย่างการสูบบุหรี่ ทั้งรู้ว่าบุหรี่ให้โทษสูบไปก็ไม่มีประโยชน์แต่ก็ยังอยากสูบเหมือนผู้ใหญ่โตๆ เขาทำกันหรือการเที่ยวเตร็ดเตร่ตามผับ กินเหล้าเมายาบ้าอย่างที่เพื่อนๆ หลายคนทำกันก่อพงศ์ก็อยากทำ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่ดี ไม่มีประโยชน์
“ไม่ดีแล้วทำไมถึงยังขายบุหรี่ขายเหล้า เปิดผับอีกล่ะ ถ้าไม่ดีก็ต้องไม่มีสิ” ก่อพงศ์นึกค้านอยู่ในใจตัวเอง
เช่นเดียวกับชีวิตยามนี้ของก่อพงศ์ที่ต้องพบกับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ก่อพงศ์จึงมาโรงเรียนและเที่ยวเดินไปเดินกลับหน้าอาคารเรียนเก่าร้างหลายสิบรอบอย่างไร้ทางออกด้วยท่าทางอมทุกข์ เขาพาความรู้สึกเหล่านี้มาถึงโรงเรียนั้แ่เช้า
แม้จะเป็วันหยุดแต่อาจารย์มีงานกลุ่มให้เด็กนักเรียนช่วยกันทำก่อพงศ์มาถึงหลังจากรายงานตัวกับรุ่นพี่ที่อาจารย์ให้มาดูแลและทำงานที่ตนได้รับมอบหมายจนเสร็จอย่างรวดเร็วก็หลบมานั่งใต้อาคารร้าง หามุมนั่งกัดเล็บขบคิด
ทว่าบางขณะที่เหมือนเขาจ้องมองหาใครอยู่สีหน้าวิตกกังวลฉาบไปด้วยความไม่สบายใจโดยตลอดเพราะ่เวลาหลายวันนี้มานี้มีคนมาบอกให้เขาทำบางสิ่งบางอย่างที่เขาเองก็พร้อมจะทำในเวลาเดียวกันและก็หวาดกลัวในเวลาเดียวกันเช่นกัน
“เชื่อฉัน ฉันไม่เคยโกหกนายนายก็รู้”
เด็กชายไม่รู้จะหันไปหาใครแม่ก็ไม่เคยสนใจเขา ั้แ่มีน้อง เขากลายเป็หมาหัวเน่า ไม่ต้องพูดถึงพ่อพ่อทำแต่งาน กลับบ้านดึกดื่น มีพี่ชายคนเดียวที่คิดสนิทสนมกันมาั้แ่เด็กพี่ชายก็แยกออกไปเช่าหออยู่เองั้แ่เรียนมหาวิทยาลัย นานๆ จะกลับบ้านทีโทรไปก็ไม่คิดจะรับ ไม่สนใจน้องอย่างเขา ก่อพงศ์จึงรู้สึกโดดเดี่ยว
ั้แ่เห็น 'เขา' ครั้งแรกจนถึงวันนี้ ก่อพงศ์ไม่เคยเหงาทว่าตลอดสัปดาห์มานี้เขาคนนั้นกระตุ้นให้ก่อพงศ์ทำสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตว่าจะทำแต่การตอกย้ำวันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เริ่มคล้อยตามเห็นดีเห็นงามและวันนี้แหละคือวันที่เขาแนะนำว่าคือวันที่ดีที่สุดที่จะลงมือ
ทว่าอีกด้านหนึ่งของโรงเรียน...
ฟ้าก็ยังครึ้มอึมทึมไร้แดดมาตลอดั้แ่เช้า จวบจนตอนเย็น ฟ้าก็ยังเป็สีเทาและบรรยากาศดูทึมเทาไร้สีสันและฟ้าก็เริ่มมืดเข้าเวลากลางคืนั้แ่ห้าโมงเย็นดูท่าอีกไม่นานฝนอาจจะตกหนัก กลุ่มเด็กวัยรุ่นชายหญิงมัธยมศึกษาปีที่สี่กลุ่มหนึ่งที่มาทำกิจกรรมที่โรงเรียน กำลังจะกลับบ้านกันพอดี ขณะเดินผ่านอาคารเรียนหลังใหญ่พบกับเพื่อนรุ่นพี่มอหกสองคนเดินสวนมา
หนึ่งในกลุ่มทักเพื่อนรุ่นพี่“พี่พศิน เสร็จแล้วหรือครับพี่”
เด็กหนุ่มชื่อ 'พศิน' ยิ้มแทนคำตอบ แล้วเดินผ่านไปพร้อมกับแฟนสาวร่วมชั้น พศินมาดูแลรุ่นน้องที่วันนี้มีกิจกรรมกลุ่มทำบอร์ดความรู้เนื่องในวันมาฆบูชา อาจารย์แบ่งให้พี่ๆ ดูแลรุ่นน้องเป็กลุ่มๆ พศินกับแฟนสาวที่ชื่อ 'รวิวาร' ได้มาดูแลน้องอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่กลุ่มนี้ แต่รุ่นน้องรุ่นพี่เหล่านี้รู้จักกันดี
“เหนื่อยเหมือนกันนะดูแลน้องๆ นี่” รวิวารพูด
“อืม เดี๋ยวเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า หิวแล้ว” พศินว่า
ทั้งสองคนคบหากันเป็แฟนั้แ่เริ่มขึ้นชั้นมอห้า พศินตามจีบรวิวารเพราะเขาชื่นชอบในความสดใสสนุกสนาน รักสวยรักงาม แม้จะไม่ช่างคิดและหลายครั้งเธอก็พูดตามใจคิด แต่พศินก็มองข้าม ทางรวิวารเองก็ชอบความมุ่งมั่น ทำเื่ใดทำจริงและนิสัยที่รักเพื่อนพ้องของพศิน สองคนนี้จึงคบหากันล่วงเข้าปีที่สองแล้ว นานกว่าคู่ซิ่งอื่นๆ ในโรงเรียน
วันนี้ทั้งสองคนนัดเจอกันที่ร้านเบเกอรี่หน้าโรงเรียนตอนเช้า รวิวารเห็นพศินท่าทางเหน็ดเหนื่อยั้แ่เริ่มต้นวันเช่นนี้ จึงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง “เป็อะไรหรือเปล่าสิน หน้าตาดูเนือยๆ เหมือนคนอดนอน”
“อดนอนจริงๆ แหละวิ เมื่อคืนฝันร้ายสะดุ้งตื่นทั้งคืนเลย ั้แ่เด็กแล้ว ถ้าเราฝันร้ายวันไหน วันนั้นต้องเจอเื่ไม่ดี วันนี้ก็สังหรณ์ใจแต่เช้า” พศินตอบ
“อย่าคิดมากเลยก็แค่ความฝัน”
“เราก็หวังให้มันเป็แค่ฝันร้ายในความฝัน” พศินตอบแล้วเอ่ยชวนรวิวารให้รับประทานเค้กที่เขาเลือกให้
ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเย็นรวิวารจึงพูดกับพศิน“เห็นไหม วันนี้มีแต่เื่ดีๆ มาตลอด น้องๆ ไม่มีปัญหา บอร์ดก็เสร็จเร็วกว่าที่คาด ฝนก็ไม่ตก อากาศก็ไม่ร้อน ดีจะตาย”
“ยังไม่หมดวันเลย”พศินครวญ
“สินก็ดูไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย เราไม่เห็นสินพูดถึงเลย ฝันร้ายน่ะ”
“ก็คิดแต่ทำงานๆไม่สนอะไร แต่ข้างในใจเราคิดอยู่ตลอด” พศินเอ่ย ก่อนจะชวนไป “กินขนมรองท้องก่อนดีไหม แล้วค่อยๆ กินข้าวกัน วิอยากกินอะไรวันนี้”
ทางด้านเด็กมอสี่กลุ่มนั้นเดินส่งเสียงหยอกล้อกันอยู่ ผ่านหน้าอาคารเรียนหลังเก่าที่บัดนี้กลายเป็อาคารร้างและใช้เก็บของชั่วคราว ทางโรงเรียนกำลังเตรียมทุบทิ้ง่ปิดเทอมที่จะถึงนี้ เด็กๆ ชอบใช้เป็ที่รวมกลุ่มและแอบทำกิจกรรมลับๆ ของกลุ่มตน
เวลานั้นเองที่ใครคนหนึ่งในกลุ่มร้องขึ้นพลางชี้นิ้วไปยังอาคาร้า “เฮ้ดูไอ้แว่นสิ มันไปทำอะไรของมันบนชั้นสี่”
คนอื่นๆ ในกลุ่มปรายตามองบ้าง แต่ออกไปทางไม่สนใจมากกว่า มีเพียงอนุชิตที่หันมองตามเสียงของคนพูด เพราะอนุชิตเป็เพื่อนที่สนิทพอสมควรกับแว่น หรือก่อพงศ์ชื่อจริงของแว่นที่มักไม่ค่อยมีเพื่อนเรียกด้วยชื่อนี้
“ดูๆ อะอ้าว ไอ้แว่นท่าจะบ้าหรือเปล่านั่นไปนั่งบนระเบียงห้อยขาลงมาอย่างนั้นไม่กลัวตกหรือ” อนุชิตร้อง
เด็กที่เห็นคนแรกพูดขึ้น “มันหาเื่ให้ตัวเองเปล่าๆ”
“กูว่า พักนี้ไอ้แว่นมันแปลกๆ นะ” อนุชิตบอก
“มันก็แปลกของมันมานานแล้วไม่ใช่หรือ มึงเคยบอก อีกอย่างมึงซี้กับมันมากที่สุดในห้อง มึงว่ามันแปลกๆ คนอื่นยิ่งไม่รู้สึกแปลกกว่ามึงหรือ”
“กูซี้กับมันก็จริงอยู่แต่ไม่มากอะไร แค่พอสมควร ขนาดนี้กูยังเดาใจมันไม่ถูกเลย อย่าพูดถึงเอ็งเลย ท็อป คนอื่นด้วย”
เด็กชื่อท็อปหัวเราะหลังจากเพื่อนพูดจบ
อนุชิตพูดต่อ “กูว่ามันเงียบๆ ของมันไม่ยุ่งกะใครก็แปลกอยู่แล้ว แต่ที่แปลกมากขึ้น คือพักนี้มันชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว กูชวนมันไปไหนมันก็ไม่ไป”
“ที่บ้านมันมีปัญหาเปล่าอย่างพ่อทะเลาะกับแม่ หรือพี่ชายมันติดบอล” ท็อปว่า “ไม่แน่มันอาจจะแทงบอลเองก็ได้ ไม่มีเงินใช้หนี้ก็เลยหลบๆ ซ่อนๆ”
“อันนี้กูว่าไม่นะไอ้แว่นมันเป็เด็กเรียน ไม่สนใจเื่อื่นหรอก นอกจากหนังสือเรียนของมัน” อนุชิตพูดตามความคิด
ตอนนั้นเองที่ ‘นิอร’เดินสวนกับเด็กกลุ่มนี้ เธอพูดขึ้น
“พูดอะไรกันหรือแว่นๆ“ นิอรยิ้ม
“ไอ้แว่นไงพี่อรไอ้แว่นห้องมอสี่ทับหกที่ชอบทำอะไรแปลกๆ”
“อ๋อ ตะกี้พี่ก็เจอมันกินก๋วยเตี๋ยวกะข้าวหมูแดง รู้มั้ย มันกินไง มันตักเส้นก๋วยเตี๋ยวราดบนข้าวหมูแดงมันคลุก พี่พอดีนั่งโต๊ะเดียวกับมัน ร้านเจ๊แดงวันนี้แกแน่น”
“ใช่ไอ้แว่นแน่เหรอพี่ตะกี้ผมยังเจอมันอยู่บนตึกเลย ใช่มั้ยท็อป” อนุชิตหันไปพูดกับเพื่อน
ท็อปพยักหน้าสนับสนุน “มันยังโบกมือตอบเราเลย บนชั้นสี่ตึกร้างนั่นน่ะพี่”
“อะไร พี่กินข้าวโต๊ะเดียวกับมันเมื่อกี้นี้เองนะ อย่ามาอำ ไม่ตลกเลย ชิต” นิอรหลิ่วตาทำหน้าล้อเลียนรุ่นน้อง
“ไม่ได้ตลกเลยพี่อรผมกับท็อปเจอไอ้แว่นยืนดาดฟ้าชั้นสี่ เรายังโบกมือตอบมันเลย ไอ้แว่นแน่ ไม่ผิดหรอก”
“ถ้าไม่ตาฝาดเธอสองคนก็จำผิดแน่ๆ”
“ผมว่าไม่นะ”
“พี่นั่งโต๊ะเดียวกับมันทำไมจะไม่ใช่มัน”
อนุชิตมองหน้าท็อป “รึว่าเราจะตาฝาดกันจริงๆ” อนุชิตเริ่มลังเล
ท็อปยืนกรานกับเพื่อน พลางหันมองนิอรเหมือนย้ำเตือนสายตาและความมั่นใจของตนเอง “ไม่มั้ง ไอ้แว่นก้มมาโบกมือให้ หน้าตาไม่โหลแบบมัน อยู่บนดวงจันทร์ผมก็จำได้”
“ช่างเหอะเราอย่าเถียงกันเลย” นิอรยิ้ม “พี่ขอตัวก่อนนะ ต้องรีบกลับบ้าน”
รุ่นน้องสองคนโบกมือร่ำลารุ่นพี่เมื่อนิอรเดินไปไกลแล้ว อนุชิตจึงพูดขึ้น
“สงสัยตาข้าจะฝาดที่จริงก็ตั้งชั้นสี่นะท็อป”
ท็อปส่ายหัว “ไม่ล่ะข้ามั่นใจ ข้าเห็นั้แ่มันเดินไปเดินมาบนตึก จนมันมองลงมาแล้วโบกมือหยอยๆ ให้ข้า ไม่ผิดหรอก”
เด็กสองคนทำท่าจะโต้แย้งกัน อนุชิตเหมือนนึกอะไรออก “ข้าว่า รีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวยามปิดประตูใหญ่”
“อ้าวแล้วไอ้แว่นล่ะ ไม่ไปตามมันลงมาหรือ เดี๋ยวประตูจะปิดไม่ใช่หรือ” ท็อปว่า
“ถ้าใช่มันจริงมันคงไม่เพี้ยนจนลืมกลับบ้าน เราอย่าไปสนใจมันเลย รีบไปกันเถอะ” อนุชิตว่า
“เอ่อ ชิต”ท็อปถาม
“อะไรหรือกูจะกลับบ้านแล้ว”
“แว่นมันเป็ญาติของพี่พศินใช่มั้ย”
“ก็ใช่มั้งกูไม่แน่ใจ เห็นบอกว่าเป็ลูกพี่ลูกน้องกัน” อนุชิตพูด “มึงมีไร”
“ไม่มี แค่นึกขึ้นมา”
ฝนปรอยลงมาตอนที่เด็กกลุ่มนั้นเดินถึงหน้าประตูโรงเรียน