ความเคลื่อนไหวของผู้หมวดอิงอิ้งกับดร.จักรินทร์ไม่พ้นสายตาลูกน้องของรองผู้กำกับนริศ ที่แอบซุ่มในรถคอยตามดูหมวดสาว หลังได้รับรายงานทางโทรศัพท์รองผู้กำกับนริศจึงสั่งลูกน้อง“จับตาดูพวกมันไว้ ว่าทำอะไรกันต่อ ออกไปไหนส่งไลน์มารายงานข้าด้วย”
ขณะกำลังจะวางสายปลายทางก็มีสายเรียกซ้อนเข้ามา เมื่อเห็นเบอร์ปลายทางรองผู้กำกับหน้าเครียด ขมวดคิ้วทันที “ครับนาย ผมกำลังให้ทีมงานแอบสะกดรอยดูความเคลื่อนไหวยัยหมวดสาวตัวแสบอยู่ครับ”
เสียงปลายสายตอบกลับด้วยเสียงเข้มเต็มไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว พร้อมจะะเิอารมณ์ดังูเาไฟกำลังปะทุ“แกต้องจัดการให้ยัยตัวแสบเลิกยุ่งกับการแกะรอยทีมงานส่งยาของชั้นซะที แกรู้มั๊ยเดือนนี้ชั้นเสียโอกาสทำเงินก้อนโตไปเท่าไร..หา...แกตามความเคลื่อนไหวอย่างเดียวมันเวิร์คเหรอนี่มันยังไม่รู้ตัวนะว่าสร้างความปั่นป่วนให้กับเอเย่นต์ค้ายาลูกค้าของชั้นมากแค่ไหน แกต้องให้ชั้นลงมือเองใช่ไม๊..นริศ เอาแบบเฉียบขาดที่ทำกับพ่อของนางไม๊ แกมันไม่ได้เื่” ที่แท้เสียงจากปลายคือเ้าของรอยยิ้มสะใจในงานพระราชทานเพลิงศพของหมวดอิงอิ้งนั่นเอง
รองผู้กำกับนริศถือโทรศัพท์มือสั่นที่ ‘นาย’ โกรธจัด พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบไม่ให้ผิดปกติ “ขอโทษครับนาย ผมเกรงมันจะกลายเป็เื่ใหญ่โตเดี๋ยวเราจะซวยกันหมดครับนาย ผมจะทำให้มันไม่กล้ามายุ่งกับทีมงานขนยาของเราเลยนะครับนาย”
สายปลายทางจากนายตอบกลับอย่างดุดัน “ก็ทำให้มันเด็ดขาดละกัน แต่ถ้าไม่ได้ผล แกต้องรับผิดชอบนะ ชั้นจะไม่ยอมให้สินค้าของชั้นเสียโอกาสทำเงินหลักล้านอีกนะ..โอเคนะ” รองผู้กำกับนริศจำต้องยอมรับคำ “ครับนาย เดี๋ยวรับไปดำเนินการครับ”
เมื่อดาบบุญช่วยพาขุนฟองจากสน. มาหลบในเซฟเฮาส์ ตอนสายวันรุ่งขึ้นขุนฟองสำรวจเซฟเฮาส์ทั่ว ดูละลานตาตะลึงกับรูปแบบบ้านที่ตนไม่คุ้นตา
อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหมู่แจ็คพาไอ้คำตามมาสมทบ ทันทีที่ไอ้คำเห็นขุนฟองนั่งอยู่ ก็รีบผลุนผลันนั่งลงกับพื้นคุกเข่าไหว้ขุนฟองด้วยความคิดถึง และความเป็ห่วง
“อ้ายเป็จะใดพ่อง เจ็บที่ใด มีแผลก่ บ่าวบ่เก่งกล้าที่คุ้มครองอ้ายได้ ปล่อยฮื้ออ้ายถูกจองจำ บ่าวผิดแต๊นัก” ขุนฟองรีบก้มดึงไอ้คำให้ขึ้นมานั่งเสมอกันบนโซฟา เอื้อมแตะบ่าแสดงความห่วงใย พลางแตะสำรวจแผลที่ชายโครงอย่างเบามือ พร้อมส่ายหน้าเบาๆ
“บ่เป็หยังจะอู้จะอี้ ข้าเป็ห่วงเ้านักเป็จะใดพ่อง ยังปวดแผลอยู่ก่ ทุเลาแล้วก๋า” ไอ้คำซาบซึ้งในความเป็ห่วงจากผู้เป็นายจนน้ำตาคลอ
“บ่เป็จะใดนักแล อ้ายเหนือหัวของบ่าว ไอ้คำมันด้อยนัก ยังจักฮื้อนายต้องเป็ห่วงข้าแฮ๋ม”สายตาขุนฟองมองไอ้คำด้วยความเมตตา “บ่เป็หยังเน้อ เ้ารอดข้าก็เบาใจ ตอนข้าถูกคุมตัวข้าอยู่ผู้เดียว ต่างถิ่นต่างแดน บ่คุ้นเคยข้ายะจะใดบ่ถูก”
เมื่อได้ยินขุนฟองพูดถึงดินแดนที่ไม่คุ้นเคย จึงสะดุดใจ“นี่เฮาอยู่ที่ใด อยู่ทวีปใดแต๊ ผ่อแล้วบ่ใช่บ้านเมืองของเฮาเลยหนา”
ขุนฟองครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบไอ้คำว่า “เท่าที่ข้ากึ้ด ที่นี่คือชมพูทวีป บ่ใช่ทวีปอื่นที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุแต่ที่ข้าบ่แจ้ง จะใดบ้านเมืองจึงต่างจากบ้านเมืองของเฮาแต๊นักรุ่งเรืองล้ำเหลือ สะดวกง่ายดายนัก ผู้คนแต่งกายงามแต๊ บ่เช่นบ้านเมืองเฮาหนา”
พูดจบไม่ทันไร ดาบบุญช่วยนำอาหารมาให้แขกผู้ไม่ตั้งใจมาเยือนทั้งสอง “รับประทานข้าวมื้อเที่ยงก่อนนะครับ”
“อ้ายที่เอาข้าวมาฮื้อ เปิ้นคือข้ารักษาเวียง ของบ้านเมืองนี้ ตอนที่ข้าถูกกุมตัว ข้าได้ยินผู้คนเรียกเปิ้นว่าตำรวจ คือจะใด แต่งกายแปลกแต๊ กลับดูอาจอง คล่องแคล่วรวดเร็วยิ่งนัก”
ไอ้คำรู้สึกฉงนกับสิ่งที่ขุนฟองบอก จึงพยายามทบทวน “ตำรวจแม่นก่ แม่นางคนงามก้อเป็ตำรวจโตย แม่นก่เฮาวางใจเปิ้นได้แต๊ก๋า ไผซิเป็ไผบ่าวผ่อบ่ออกว่าเป็คนจะใดพ่อง”
่เย็น หมวดอิงอิ้งตั้งใจมาพบขุนฟองเพื่ออธิบายการเดินทางข้ามเวลาจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน จึงพาดร.จักรินทร์เพื่ออธิบายและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหมวดสาวไม่้าให้ขุนฟองและไอ้คำตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น พยายามสร้างบรรยากาศให้เป็การเลี้ยงต้อนรับในฐานะเป็เ้าจึงพาจีมมาด้วย
“สวัสดีค่ะคุณขุนฟองคุณคำ เป็อย่างไรบ้างคะ ความเป็อยู่สบายดีไหม ขาดเหลืออะไรบอกดาบช่วยได้นะคะ หิวข้าวรึยังคะ เดี๋ยวเรามารับประทานข้าวกันนะคะ” แม้ขุนฟองจะไม่รู้คำศัพท์ ‘รับประทาน’ แต่ก็พอเข้าใจสิ่งที่หมวดคนสวยสื่อความได้ “ทุกสิ่งสบายดี บ่เป็หยัง มีอะหยังกินพ่อง มีข้าวนิ่งก่ ข้าเ้าบ่ได้กินข้าวนิ่งมาหลายวันนัก”
ทั้งขุนฟองและไอ้คำกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย แม้อาหารเป็แบบล้านนาในยุคปัจจุบัน แต่มีความใกล้เคียงในยุคก่อนสถาปนานครน่านที่พวกเขาจากมา แม้อาหารจะถูกปาก แต่ทั้งสองพยายามกินอย่างสำรวม หมวดอิงอิ้งวางช้อนส้อมให้ชายหนุ่มแต่ทั้งสองใช้มือเปิดข้าวเหนียวด้วยความคล่องแคล่ว
เมื่อทุกคนรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ขุนฟองตั้งคำถามกลางวงสนทนา “เฮาอยู่ที่ใด จะใดต่างจากเมืองย่างของข้าเ้า ที่นี่เป็ชมพูทวีปก่” หมวดสาวจึงต้องอธิบายให้ ดร.จักรินทร์และจีมเข้าใจว่าชมพูทวีปคือดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในสี่ดวงที่โคจรรอบเขาพระสุเมรุไม่ใช่ประเทศอินเดียตามที่เคยเรียนพุทธประวัติในสมัยประถม ดาวอีกสามดวงอปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป
“คุณขุนฟองคะ ที่นี่คือจังหวัดน่านตามที่อิ้งเคยบอกท่านไปเมื่อวาน เป็เมืองที่เกิดภายหลังจากที่ท่านเ้าพญาภูคาสถาปนาเมืองปัวขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 1825ค่ะ คุณขุนฟองกับคุณคำเดินทางข้ามเวลามาอยู่ในปีพ.ศ. 2568 คือปีปัจจุบันนี้ค่ะ”
ขุนฟองรู้สึกแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าเดินทางข้ามเวลาคืออะไรแต่พอเข้าใจเลาๆ ว่าขณะนี้ตนไม่ใด้อยู่ในยุคของบ้านเมืองตน ส่วนไอ้คำงงทำหน้าครุ่นคิดและรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก
“คืองี้พ่อหนุ่มชื่ออะไรนะ ท่านขุนฟองใช่ไม๊ คือปกติเราจะมีเมื่อวานวันนี้ พรุ่งนี้ใช่ไม๊ แต่ละวันเมื่อผ่านไปหลายๆ วันมันก็เหมือนเราค่อยๆ เดินทางจากเมื่อวานผ่านไปทีละวัน จนกลายเป็หลายๆ เดือน หลายๆ ปี นึกออกไม๊..แต่ท่านขุนฟองกับคำ เดินทางไปวันรุ่งขึ้นแบบเร็วมากเหมือนมีพลังบางอย่างมาเร่งให้ผ่านมาเร็วขึ้น เร็วจนข้ามมาเจ็ดร้อยกว่าปี....” ยังพูดไม่จบ.ก็มีเสียงจากหลานสาวตัวแสบแย่งพูด “นึกออกไม๊ 5555” จนดร.ลุงต้องหันไปมองตาคว่ำที่ถูกชัดคอ
“คือข้าเ้ากับไอ้คำเดินทางผ่านวันพรุ่งมาเร็วเกินไปเร็วจนพ้นไปเมินกว่าเจ็ดร้อยปี..ใช่ก่ ข้าเ้ากึ้ดว่าเป็เพราะอานุภาพของดวงแก้วมณีของข้าเ้า”พลางนึกถึงตอนโดนทหารขุนนุ่นระดมยิงธนูใส่แล้วเกิดแสงสว่างเป็ทรงกลมขนาดใหญ่วาบ แล้วมาโผล่ที่วัดปรางค์
ดร.จักรินทร์มีความเห็นว่า “ดวงแก้วมณีน่าจะมีพลังงานบางอย่างผลักท่านทั้งสองให้เดินทางมาในยุคปัจจุบันครับแต่ผมยังไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเดินทางข้ามเวลามาสู่ยุคปัจจุบัน ขอเวลาผมอีกไม่เกินเจ็ดวัน ให้ผมหาข้อมูลก่อนนะ”
บทสนทนาเพิ่งสิ้นสุดลงในขณะที่ฟ้าเริ่มมืด ลมเอื่อย ๆ พัดเย็นสบาย เสียงจิ้งหรีด เรไร ร้องระงม มันน่าจะเป็ค่ำคืนที่สงบแต่ทันใดมีเสียงปืนกลรัวเป็ชุด ปังๆๆๆๆๆ ปังๆๆๆๆๆๆ ตามด้วยะเิ ตูม ตูมตูม ดังสนั่น ด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ถูกฝึกมาอย่างดี หมวดอิงอิ้งจึงโผโน้มร่างจีมเพื่อนรักให้ทรุดตัวลงใต้โต๊ะอาหาร
“ลุงจั๊กก้มหลบค่ะเราโดนซุ่มโจมตี” ดร.จักรินทร์ได้สติหลังได้ยินเสียงของหมวดสาว จึงก้มลงนอนราบกับพื้น
ส่วนขุนฟองและไอ้คำทรุดลงต่ำหาที่กำบัง จังหวะว่างเว้นเสียงปืนเพียงเสี้ยววินาที ทั้งสองต่างทะยานขึ้นคว้าดาบจากโต๊ะรับแขกที่ถอนอายัดมา ชักดาบด้วยิญญาของนักรบ พุ่งตัวไปที่ริมหน้าต่าง นั่งชันเข่าแกว่งดาบไปมาเพื่อหวังปัดะุแต่ทำไม่สำเร็จ เพราะต่างเคลื่อนไหวช้ากว่าะุที่ระดมยิงเข้ามา โชคดีที่ไม่มีใครโดนคมะุ
หมวดอิงอิ้งกลิ้งม้วนหน้าลงกับพื้นเคลื่อนตัวไปที่เข็มขัดปืนพกของตน เมื่อคว้าปืนได้จึงลุกนั่งเข่ายิงปืนตอบโต้ทางหน้าต่างข้างขุนฟอง ยิงสวนไปที่รถของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ จนะุหมดแม็กกาซีน แต่ก็ได้ยินเสียงะเิอีกหนึ่งชุด ตูม ตูม ตูม!! สวนกลับมา สิ้นเสียงะเิก็ได้ยินเสียงจากลำโพงรถ
“หยุดตามสืบเื่แก๊งค้ายา นี่คือคำเตือน” ก่อนได้ยินเสียงรถยนต์ขับออกไปจากบริเวณเซฟเฮาส์
”ยัยจีม ลุงจั๊ก คุณขุนฟอง คุณคำ มีใครเป็อะไรไม๊ าเ็ไม๊” ปรากฏทั้งห้าคนปลอดภัย ไม่มีใคราเ็
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาอันสั้นไม่เกินห้านาที ทิ้งปริศนาให้หมวดสาวครุ่นคิด “ชั้นโดนของแล้วยัยจีม..พวกที่โจมตีต้องเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาที่สองวันก่อนชั้นล้อมจับแน่นอน”
จากการเดินสำรวจหน้าบ้าน หมวดอิงอิ้งพบะุเกลื่อนเฉลียงหน้าบ้าน มีซากะเิควันที่ใช้ปราบการชุมนุมประท้วง กลิ่นไหม้กระจายไปทั่วแม้ควันะเิจางลงแล้ว
หมวดอิงอิ้งขมวดคิ้วแววตาครุ่นคิด “ดูจากร่องรอยแล้ว เป็การขู่อิ้ง ไม่ได้หมายเอาชีวิต เตือนให้เลิกตามสืบพวกมัน”
จีมถามเพื่อนรักด้วยความกังวล“แล้วนี่เธอจะทำไง ต้องแจ้งความไม๊จ๊ะ”
“สถานการณ์มันเป็แบบนี้ ชั้นจะไม่ยอมมัน จีมเธอรู้จักชั้นดีว่าคนแบบชั้นกลัวคำขู่ไม๊ ถ้าแจ้งความก็แสดงว่าชั้นกลัวมันสิ พวกมันก็ยิ่งได้ใจ อีกอย่างถ้าแจ้งความ ข่าวก็จะแพร่ออกไปว่าคนร้ายขู่เ้าหน้าที่ตำรวจได้ เสียศักดิ์ศรีตำรวจไทยหมด ชั้นขอรายงานเื่นี้กับท่านผบ.ภาคปราบปรามยาเสพติดก่อนนะ”
“อิงอิ้งหนูต้องระวังตัวให้มากขึ้นนะ”ดร.จั๊กมองอิงอิ้งความเป็ห่วง
แม้ขุนฟองกับไอ้คำยังไม่เข้าใจเื่ราวตามที่ทั้งสามพูดกัน แต่แววตาขุนฟองกลับเกิดเมฆหมอกแห่งความไม่ปลอดภัย ความรู้สึกโดนคุกคามจู่โจมอีกครั้งหนึ่ง ส่วนไอ้คำหวนคิดถึงภาพการโดนทหารของขุนนุ่นระดมยิงธนูใส่ที่ตำหนักขุนฟอง ทั้งสองต่างรู้สึกหดหู่จนสุดบรรยายออกมา
การโดนถล่มเตือนครั้งนี้ทำให้หมวดอิงอิ้งต้องย้ายแขกผู้มาเยือนและตนเอง จากเซฟเฮาส์ของปราบปรามยาเสพติดมาเป็บ้านของดร.จักรินทร์ ซึ่งมีสุนัขพันธ์เยอรมันเชฟเพิร์ด สองตัวที่คอยเฝ้าระวังคนแปลกหน้า ยังมีหมู่แจ็ค และหมู่ดล ดาบบุญช่วยคอยซุ่มในรถเพื่อป้องกันคนร้ายในรัศมีโดยรอบบ้าน
เพื่อไม่ให้ดูแปลกจนเป็ที่สังเกตอิงอิ้งจึงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายขุนฟอง และไอ้คำเป็ชุดปัจจุบัน ด้วยเสื้อยืดคอกลมบ้างบางวันเป็เสื้อยืดสไตล์โปโล สวมกางเกงยีนส์ กางเกงกีฬาบ้าง และปรับทรงผมมวยเป็การรวบผมแบบครึ่งหัวให้ดูเป็หนุ่มศิลปิน โดยอ้างว่าเป็ลูกศิษย์ดร.จักรินทร์มาช่วยทำวิจัย ทั้งสองต่างรู้สึกเก้ๆ กังๆ กับชุดใหม่จนเดินไม่สะดวก
ในระหว่างนี้หมวดอิงอิ้งพยายามเก็บหลักฐานทางชีวภาพที่อาจพบจากเศษวัสดุวัตถุะเิ ะุต่างๆเพื่อสืบค้นที่มา ซึ่งต้องรายงานต่อต้นสังกัด ปรากฏไม่สามารถหาที่มาของแหล่งวัตถุต่างๆ ที่ใช้ถล่มได้ จากการตรวจสอบไฟล์ที่บันทึกกล้องวงจรปิด พบรถกระบะสีดำที่เป็พาหนะ ไม่มีเลขทะเบียนติดฟิล์มดำ และไม่สามารถตรวจสอบใบหน้าบุคคลจากคลิปได้ เนื่องจากคนร้ายลงมือในตอนค่ำแม้เสียงที่บันทึกได้จากกล้อง ตรวจพบว่าเป็เสียงที่สร้างจาก AI บ่งว่าคนร้ายเตรียมการเป็อย่างดี นอกจากนั้นสายสืบไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆจากแก๊งค้ายา