บทที่2 ฝนตกนอกวสันตฤดู
ท้องนภาถูกปกคลุมไปด้วยเมฆฝนอันมืดครึ้มสายฝนเม็ดใหญ่หยาดหยดโปรยปรายลงสู่พื้นดินช่วยชะล้างสิ่งสกปรกโสมมบนโลก ยามนี้แม้มิใช่ยามวสันตฤดูแต่แผ่นดินใหญ่กลับมีฝนกระหน่ำอย่างไม่ขาดสาย ฝนตกแม้ไม่ถ้วนทั่วทุกแห่งหนแต่ก็ไม่พลาดที่จะตกลงยังเก๋งไม้เก่าๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางขึ้นเขาหั่วซานแคว้นซาง เก๋งหลังนี้นั่งไว้ด้วยชายชราสองคน พวกมันทั้งสองต่างเสวนาท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปรายอย่างออกรสออกชาติเสียงเม็ดฝนที่ตกกระทบลงบนหลังคาเก๋งเปรียบดั่งท่วงทำนองแห่งสรวง์ช่วยเสริมประสานให้การเสวนาของทั้งสองดียิ่งขึ้น
ชายชราที่มีเส้นผมขาวดั่งไหมเงินสวมชุดนักพรตสีน้ำเงินเข้ม ปักลวดลายหงส์คู่บินฉวัดเฉวียนอยู่ด้านหลัง ได้กล่าวขึ้น“วสันตฤดูยังไม่มาถึง กลับมีฝนใหญ่กระหน่ำซัดมิขาดสาย ใช่ว่าเป็ลางบอกเหตุอันใดหรือไม่”
หลวงจีนชรารูปร่างสูงใหญ่ หน้าแดงปลั่งคิ้วขาวโพลน นุ่งห่มจีวรสีเหลืองเข้ม ที่ต้นคอมีสร้อยลูกประคำที่แกะสลักรูปธรรมจักรลงบนทุกเม็ดท่านกล่าวตอบ “อมิตตาพุทธ อันดินฟ้ายากกำหนด เราท่านหารู้ได้”
“เรามิรู้ ท่านมิรู้ แต่จูกั๊กม่อรู้?”
“เฮ้อ แม้เฒ่าพยากรณ์จะทำนายเื่ราวได้แม่นยำแต่คนคำนวณ หรือจะสู้ฟ้าลิขิต”
“เช่นนั้นไต้ซือท่านก็มิคาดหวังต่อคำทำนายแล้ว”
“อาตะมาขอกล่าวตามตรง แม้มิได้ปักใจเชื่อว่าคำทำนายจะเกิดขึ้นจริงแต่โอกาสยิ่งยากประสบ ก็ยิ่งต้องรีบไขว่คว้าดูก่อน”
“ไต้ซือกล่าวมิผิด เมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบไขว่คว้า แม้ต้องแย่งชิงก็ตามที”
“อมิตตาพุทธ”
เฟยหลง หลังจากที่วิ่งตามศิษย์พี่ของมันทั้งคืนจนตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยถึงยามสายของวันใหม่แล้ว ตลอดทั้งคืนมันไม่ได้พักผ่อนแม้แต่น้อยและถึงอย่างนั้นมันก็ยังตามร่องรอยของศิษย์พี่ไม่เจออยู่ดี ตอนนี้เองที่มันทรุดกายลงนั่งอย่างอ่อนแรงที่ข้างต้นไม้ใหญ่แล้วสอดส่องสายตาสังเกตโดยรอบ จากนั้นคนพลันตื่นตระหนกเพราะที่แห่งนี้หาได้คุ้นตาใดๆ ไม่ ทุกทิศทางต่างล้อมรอบด้วยต้นไม้ ใบหญ้าใหญ่เล็กคละเคล้ากันไปมองไปหนทางใดยิ่งจับจุดทิศทางไม่ได้ เฟยหลงดีดกายลุกขึ้นพรวดใจคนกระวนกระวายยิ่งเด็กหนุ่มวัยสิบสามขวบหลงทางเข้ามาในป่าลึก นี่จึงเป็เื่ยุ่งยากอย่างแท้จริงสุดท้ายมันตัดสินใจเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ทิศทาง เดินมาได้ซักพักปรากฏว่าได้ยินเสียงคนดังออกไปไม่ไกลนักมันดีใจยิ่งรีบวิ่งไปยังต้นเสียง เท้าพลันสะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่พื้นจนคนล้มกลิ้งไปข้างหน้าหลายตลบมันร้องอูยออกมาคำหนึ่งก่อนหันไปมองตำแหน่งเมื่อครู่เมื่อเห็นชัดตามันก็อดอุทานออกมามิได้ “ศพคน” เฟยหลงได้คืบคลานเข้าไปดูใกล้ๆพบว่าศพบนพื้นนี้เป็บุรุษหนุ่มที่อายุยังไม่มากนัก ศพนั้นสวมชุดเครื่องแบบของชนเผ่ามารทมิฬซึ่งเป็ชนเผ่าที่กำลังรุกรานชนเผ่าอุยฮูในหลายปีมานี้เอง เฟยหลงเห็นเช่นนั้นรู้สึกสาสมใจยิ่งมันลุกขึ้นแล้วสบถออกมาคำหนึ่ง
“์ยังมิไร้ั์ตาเท่าใดนัก”
คำกล่าวยังไม่ทันจะจบทางด้านหลังกลับมีเสียงอุทาน ตื่นใดังขึ้น
“นั่นๆ มันศิษย์เอกของท่านหมอผีมะมันตายแล้ว”
“บ้านาเมื่อคืนมันยังตามหาคนกับพวกเราอยู่เลย มันหายไปครู่เดียวจะตายได้อย่างไร”
“ใช่มันจริงๆ ด้วย มิผิดแน่”
“เด็กนั่นเป็คนฆ่ารึ”
“จับตัวมันไว้ก่อนค่อยเค้นถามความจริง”
เฟยหลงเพียงสบถออกมาได้คำเดียวกลับมีเสียงคนดังขึ้นมาจากด้านข้างมันหันขวับกลับไปดู คนต้องตื่นตระหนกเพราะผู้มากลับเป็ชายฉกรรจ์เผ่ามารทมิฬถึงเจ็ดคน ณตอนนี้ต่อให้เป็ชายฉกรรจ์เผ่ามารทมิฬเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการมันได้แล้วแต่คนพวกนั้นมีถึงเจ็ดนี่จึงเป็เื่ยากที่จะมีความหวังรอดชีวิตแล้ว เฟยหลงเร่งระงับความแตกตื่นมันใช้ความคิดเพื่อหาวิธีหลบหนี ทันใดพลันมีลมหวือหวาปะทะเข้าทางด้านข้างเฟยหลงมีปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว มันล้มกลิ้งม้วนตัวไปด้านหน้าจากนั้นเหลียวมองเป็ชาวเผ่ามารทมิฬผู้หนึ่งที่คิดหวังพุ่งเข้ามาจับตัวมันนั่นเองเฟยหลงตอนนี้ยังมิใช่คู่มือของคนทั้งเจ็ดคนใดคนหนึ่งมันที่อายุยังเยาว์และการบำเพ็ญวีถีแห่งเต๋ายังเพียงอยู่ขั้นการฝึกรับรู้พลังธรรมชาติยังมิใช่ขั้นแรกเริ่มแห่งวิถีเต๋าด้วยซ้ำ จึงทำได้เพียงหลบหนีเท่านั้นเช่นนี้มันจึงวิ่งตะบึงไปอย่างรวดเร็ว ชายฉกรรจ์เผ่ามารทมิฬก็ะโขึ้นตามหลัง
“ตัวบัดซบ หยุดให้บิดาจับเดี๋ยวนี้”
“พวกเราตาม”
“หยุดนะ”
“เด็กบัดซบ หากยังไม่หยุดบิดาจับได้จะตัดขาให้พิการจนวิ่งไม่ได้อีก”
เฟยหลงไม่สนใจคำขู่ มันวิ่งตะบึงอย่างเต็มที่ยิ่งวิ่งยิ่งรวดเร็ว ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีต้นไม้ โขดหินเล็กใหญ่คอยขัดขวางอยู่เป็ปัญหาต่อผู้มีร่างกายสูงใหญ่นักแต่สำหรับเด็กน้อยอย่างเฟยหลงนั้นกลับวิ่งหนีได้อย่างสะดวกระยะทางของทั้งสองจึงยิ่งมายิ่งห่างมากขึ้นเรื่อยๆ วิ่งมาได้ครึ่งค่อนวันมันก็ได้ทิ้งห่างกลุ่มคนจากชนเผ่ามารทมิฬมาไกลโขแต่ด้วยมันรู้ว่าได้ทิ้งร่องรอยตามรายทางไว้ คนพวกนั้นต้องติดตามมาได้อย่างแน่นอนยิ่งกำลังแรงกายของมันก็หมดไปแล้ว ต้องถูกตามทันเป็แน่ คิดได้เช่นนั้นมันจึงคิดกลอุบายขึ้นโดยเด็ดใบไม้ที่มีขนาดใบใหญ่มาสองใบและเครือไม้มาหลายเส้น แล้วคนก็วิ่งถอยหลังกลับไปตามทางเดิมวิ่งกลับมาได้ซักพักเริ่มได้ยินเสียงคนพูดคุยกันใกล้เข้ามามันจึงหยุดลงแล้วนำใบไม้ห่อหุ้มเท้ามัดด้วยเครือไม้อย่างแ่าทั้งสองข้างจากนั้นมันก็ค่อยๆ ขยับตัวไปด้านข้างแล้วซุกร่างเข้าไปในพุ่มไม้เวลานี้เป็ยามวิกาลแล้วจึงช่วยให้มันอำพรางร่างได้อย่างดียิ่งขึ้น ซักพักชนเผ่ามารทมิฬทั้งเจ็ดก็ผ่านมาถึงจุดที่มันอยู่
“เ้าเด็กน่าตาย หลบหนีได้รวดเร็วยิ่ง”
“แม้มันจะหนีไปได้เร็วเพียงไหนแต่ยังไงซะเด็กก็ยังเป็เด็กอยู่วันยังค่ำป่านนี้มันคงเหนื่อยล้าจนหลับอยู่ที่ไหนซักแห่ง”
“มิผิด ตามรอยนี้ไปคงจับตัวมันได้ไม่เร็วไม่ช้านี้”
“คอยดูเถอะหากจับตัวมันได้ถ้าบิดาไม่สับขามันเป็พันชิ้น ให้เรียกสุนัข”
“ใจเย็นก่อน ไว้ส่งให้ท่านหมอผีสอบสวนเสร็จเ้าอยากทำอะไรก็แล้วแต่ตาม้า แต่ตอนนี้จับตัวเด็กบัดซบนั่นให้ได้ก่อนหากไม่ทราบเื่ราวที่เกิดขึ้น เป็พวกเราที่จะลำบาก”
เสียงพูดคุยห่างออกไปเรื่อยๆตามทางที่เฟยหลงได้ทิ้งร่องรอยไว้ เมื่อแน่ใจว่าคนทั้งเจ็ดได้จากไปไกลแล้ว มันก็คืบคลานออกจากพุ่มไม้แล้ววิ่งย้อนกลับไปตามทางขามา แม้เหน็ดเหนื่อยมันก็กัดฟันสู้วิ่งไปไม่มีหยุดวิ่งมาได้หลายสิบลี้มันพลันเปลี่ยนเส้นทางโดยหันหน้าไปด้านซ้ายแล้ววิ่งตัดผ่านดงไม้ไปวิ่งมาได้ครึ่งค่อนคืนเด็กน้อยพลันทรุดร่างล้มฟุบลงอย่างอ่อนแรงในที่สุดก็เกินขีดจำกัดร่างกายที่มันสามารถทนทานรับได้แล้ว ร่างคนคว่ำหน้าลงสลบไปมิทราบเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่มันจึงฟื้นตื่นขึ้นมาในสภาพที่เปียกชุ่มเสียงฝนกระหน่ำซัดสาดถูกต้นไม้ ใบหญ้าดังซ่าๆ สายฝนนอกวสันต์ครั้งนี้เปรียบดั่งสรวง์มีั์ตาช่วยส่งเสริมให้มันหลบรอดจากชาวชนเผ่ามารทมิฬทั้งเจ็ดเนื่องเพราะสายฝนช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยที่มันหลบหนีจนหมดสิ้นต่อให้เป็ผู้ฝึกญาณก็ยากจะตามตัวมันพบ ฉะนั้นนักรบชนเผ่ามารทมิฬธรรมดาๆ จะนับเป็ตัวอะไรได้
เฟยหลงค่อยๆ พยุงกายขึ้นค่ำคืนนี้ช่างเหน็บหนาวยิ่ง มันตัวสั่นงันงก ใบหน้าขาวซีด เด็กน้อยเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อมองหาที่หลบฝน มันเหลือบไปเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งพอที่จะหลบฝนได้ จึงขยับร่างกายโซซัดโซเซไปพิงซบที่โคนต้นไม้ใหญ่มันมิทราบจะไปทิศทางไหนดี ได้แต่คิดสำนึกผิดที่แอบติดตามศิษย์พี่ออกมา และคิดว่าป่านนี้อาจารย์มันท่านผู้เฒ่าต้องเป็ห่วงแล้วตามหาตัวมันอยู่เป็แน่ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิดสติคนก็ค่อยๆ เลือนรางลงไปทีละน้อย ปากก็ส่งเสียงพึมพรำอย่างเหม่อลอยแ่เบา
“หากข้ามีพร์ข้าย่อมได้รับคัดเลือกให้เป็ศิษย์แห่งอารามเทพแล้วแท้ๆ”
“หากข้าได้ฝึกฝนั้แ่เด็ก คงพอมีพลังช่วยเหลือคนอื่นได้บ้าง”
“หากข้าช่วยเหลือคนอื่นได้คงไม่เป็ภาระของอาจารย์ ศิษย์พี่ และคนอื่นๆ”
“ข้ามีใจช่วยเหลือผู้คนแต่ท่านมิเห็นใจข้า”
“์ ท่านช่างไร้ั์ตานัก”
กล่าวจบคนพลันสลบไปทันใดนั้นกลับมีเสียงที่แก่ชราดังขึ้นจากด้านหลังต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกันกลับที่เฟยหลงสลบอยู่
“เฮ้อ หาก์ไร้ั์ตาแล้วทำไมจึงนำพาให้เ้ามาพบกับข้า”
ที่แท้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นกลับมีชายชราผู้หนึ่งนั่งหลบฝนอยู่ก่อนแล้วชายชราผู้นี้สวมชุดคลุมสีเทาหม่นจนดูซอมซ่อ ผมเพล้าหนวดเคลาสีขาวยาวรุงรังมีใบหน้าที่แดงปลั่ง ดวงตามีความสุกใสลึกล้ำราวผู้หลุดพ้น ท่านเดินทางสัญจรไปทั่วแผ่นดินและครั้งนี้ได้ผ่านทางมาที่หุบเขาเถาิซานบังเอิญที่ฝนนอกฤดูวสันต์ตกลงมาในตอนที่ท่านกำลังเดินทางผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นนี้พอดีท่านจึงเข้าไปนั่งหลบฝนมาหลายชั่วยามแล้ว
เฟยหลงตื่นขึ้นมาอีกครั้งพบว่าฝนได้หยุดตกไปแล้ว ตอนนี้ก็เป็เวลาบ่ายคล้อยของวันใหม่มันลุกนั่งยืดเหยียดกายกลับรู้สึกปลอดโปร่งมิใช่น้อย
“ฟื้นแล้วเรอะ” เฟยหลงสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงชายชรากล่าวถามขึ้นที่ด้านหลัง มันหันขวับกลับไปก่อนกล่าวถาม
“ท่านเป็ใคร”
“แค่คนที่ผ่านทางมา”
เฟยหลงใช้สายตากวาดมองชายชราเบื้องหน้าอย่างถี่ถ้วนพบว่าไม่คล้ายเป็คนชนเผ่าใดๆ จึงโล่งอกแล้วกล่าวขึ้น”
“เช่นนั้นผู้าุโใช่รู้เส้นทางหรือไม่ข้าหลงทางมาเพียงหวังให้ผู้าุโชี้นำเส้นทางออกจากที่นี่จะเป็พระคุณอย่างสูง”
“นั้นย่อมได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนสองข้อ”
“ข้อแลกเปลี่ยน”
เฟยหลงสำรวจมองชายชราอีกครั้งพบว่าชายชราเบื้องหน้าที่สวมชุดคลุมสีเทาหม่นจนดูซอมซ่อทั้งผมเพล้าหนวดเคลาสีขาวยาวรุงรังคล้ายดั่งขอทานก็มิปาน มันจึงกล่าวต่อ
“ข้าเป็เพียงเด็กรับใช้ผู้หนึ่งหากพูดถึงเื่เงิน หรือของมีค่าใดย่อมหาให้แก่ท่านไม่ได้”
“นั้นย่อมมิใช่”
“ไม่ใช่ของมีค่า แล้วท่าน้าสิ่งใดเล่า”
“ข้อแรก ให้เ้ากราบข้าเป็อาจารย์”
“หา ท่านว่าอะไรให้กราบท่านเป็อาจารย์”
“เ้าได้ยินไม่ผิด”
“ผู้าุโ ผู้เยาว์ต้องขออภัย อันผู้เยาว์นั้นมีอาจารย์ผู้มีพระคุณอยู่แล้วอีกทั้งผู้เยาว์ไม่มีพร์ใดๆ คงทำให้ผู้าุโผิดหวังแล้ว”
“เฮอะแม้ผู้อื่นจะมองว่าเ้าไร้พร์ แต่แท้จริงเ้ากลับมีร่างกายที่เหมาะสมต่อวิชาที่ข้าคิดค้นนักส่วนเื่อาจารย์เ้ามันคงไม่กล้าตำหนิ มันคงจะปิติยินดีด้วยซ้ำหากเ้าสามารถกราบข้าเป็อาจารย์ได้”
เฟยหลงครุ่นคิดว่าชายชราด้านหน้าคงเป็พวกวิกลจริต ไม่ควรเสียเวลาด้วย เช่นนี้มันจึงค่อยๆก้าวถอยหลังประสานมือคารวะ “ลาแล้ว” จากนั้นมันก็วิ่งจากไปชายชราแหงนหน้ามองท้องฟ้า ก่อนพ่นลมออกจากปากอย่างแ่เบา แล้วพึมพรำขึ้น
“เป็เด็กน้อยผู้นี้จริงๆ หรือ”
ที่ชนเผ่าอุยฮู
“ปาอุ่ยเก้อ เ้าหาศิษย์น้องของเ้าพบหรือไม่”
“อาจารย์ ศิษย์ไร้ความสามารถตามหาศิษย์น้องไม่พบ”
“ไม่ใช่ความผิดเ้า”
“เป็ความผิดข้า เพราะข้าแอบออกไปสู้รบเป็เหตุให้ศิษย์น้องต้องติดตามไปห้าม จนหายตัวไป”
“เฮ้อ เป็ข้าผิดเองที่ไม่ควบคุมพวกเ้าให้ดี เอาเถอะไปพักผ่อนซะ เ้าก็ยังไม่หายดีเต็มที่ห้ามออกไปสู้รบอีก จนกว่าอาการาเ็จะดีขึ้น....อุ่ยเก้อเ้าเป็ความหวังของที่นี่ หากเ้ารักษาตัวจนหายดีเ้าจะเป็กำลังที่กล้าแข็งของชนเผ่า แต่ถ้าเ้าดื้อดึงที่จะออกไปสู้รบในตอนนี้อีกเ้ามีแต่จะาเ็กลับมา ผู้อื่นต้องคอยพะวงห่วงเ้า นี้จึงถือว่าเป็ภาระของชนเผ่าแล้วเ้าเข้าใจหรือไม่”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
เฟยหลงวิ่งหลบชายชรามาได้ครู่หนึ่งก็หยุดลงมันสำรวจมองรอบข้างไม่เห็นมีคนตามมาก็โล่งใจ มันแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าจากนั้นก็กำหนดทิศทางที่จะไปโดยมันเลือกที่ไปตามทางทิศตะวันตกซึ่งมันคิดว่าทิศตะวันตกน่าจะเป็ตำแหน่งที่ออกจากที่แห่งนี้ได้ตัดสินใจเช่นนั้นมันก็ออกเดินทางไป เวลาหิวก็เก็บผลไม้ป่ากินประทังชีวิตเป็เช่นนี้ถึงสองวันเฟยหลงก็ยังไม่พบเห็นหนทางที่จะกลับชนเผ่าได้มันยิ่งเกิดความรุ่มร้อนในใจ หรือว่ามันจะติดป่าไปจนตาย คนคิดฟุ้งซ่านทันใดพลันมีเสียงลมหวือมาจากทางด้านหลัง เท้าข้างหนึ่งพลันถีบหลังของมันจนล้มกลิ้งกระแทกไปด้านหน้าเฟยหลงเงยหน้าขึ้นเห็นคนที่ถีบตนเองกลับเป็ชายจากเผ่ามารทมิฬทั้งเจ็ดที่ไล่ล่าตนนั่นเองมันใเตรียมวิ่งหนีไปอีกทางกลับถูกเตะขัดขวางไว้ ที่แท้มันถูกล้อมอยู่ตรงกลางไร้หนทางหนี
“ไอ้เด็กบัดซบปล่อยให้บิดาตามหาตั้งนาน”
“บิดาจะระบายโทสะให้สาสม”
“ให้ข้าตัดขามันก่อน ค่อยจับตัวมันไป”
“ไม่ได้หากมันทนพิษาแไม่ไหวตายไปก่อน พวกเราจะแย่เอา”
“เ้าเด็กนี้มันอดทนนัก มันไม่ตายง่ายๆหรอก มาบิดาจะสับเท้าเ้าเป็ชิ้นๆ”
กล่าวจบชายชนเผ่ามารทมิฬผู้หนึ่งก็ชักดาบพุ่งเข้าหาเฟยหลงมันตวัดเท้าเตะเฟยหลงจนล้มลงจากนั้นเงื้อดาบในมือขึ้นแล้วฟันลงอย่างรวดเร็ว เฟยหลงแตกตื่นจนขวัญเสียร้องเสียงหลงออกมา
“หยุดนะ”
ฟิ้ว ฟุบ!!!!!!! เสียงแหวกฝ่าอากาศของบางสิ่งบางอย่างทำให้บริเวณโดยรอบต้องหยุดชะงัก ดาบที่ฟันลงยังตำแหน่งเท้าของเฟยหลงเองก็หยุดค้างกลางอากาศเฟยหลงรับรู้ได้ว่าร่างกายไม่ได้เ็ปอะไรจึงลืมตาขึ้นมองไปยังชายชนเผ่ามารทมิฬคนยิ่งตื่นตระหนกเพราะบริเวณหน้าอกด้านซ้ายของชายคนดังกล่าวกลับมีรูโหว่ขนาดเท่ากำปั้นและรูโหว่นั้นก็มีไฟสีทองเรืองรองลุกไหม้อยู่ ชาวชนเผ่ามารทมิฬที่เหลืออีกหกคนต่างแตกตื่นใพวกมันพากันทำหน้าเลิ่กลัก มีเพียงเฟยหลงที่ลุกขึ้นยืนแล้วหัวเราะอย่างสาสมใจ
“ฮ่าๆๆๆ ์ได้ลงทัณฑ์ชนชั้นชั่วช้าอย่างพวกเ้าแล้ว”
ชาวชนเผ่ามารทมิฬผู้หนึ่งตะคอกใส่เฟยหลง
“เ้าเด็กบัดซบ หุบปากสุนัขของเ้าซะ”
ชาวชนเผ่ามารทมิฬอีกคนกล่าวขึ้น
“เป็ยอดคนจากสารทิศใด เราท่านมิได้มีความบาดหมางกันเหตุใดจึงลงมือด้วยอำมหิต”
เสียงแก่ชราเสียงหนึ่งหัวเราะขึ้นที่ด้านหลังเฟยหลงผู้มากลับเป็ชายชราที่สวมชุดคลุมสีเทาหม่นดูซอมซ่อผมเพล้าหนวดเคลาสีขาวยาวรุงรังคล้ายดั่งขอทาน เฟยหลงเห็นเช่นนั้นต้องอดอุทานออกมามิได้
“เป็ท่าน”
ชายชราท่าทางดั่งขอทานกล่าวขึ้น
“เป็พวกเ้าข่มเหงศิษย์เรา”
“ศิษย์ของท่านต่างหากที่ฆ่าคนของเราก่อนเราจึงต้องจับตัวมันเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง”
“ศิษย์ของข้าอ่อนแอถึงเพียงนั้นมันไม่สามารถฆ่าคนของพวกเ้าได้เป็แน่”
“แต่ว่ามัน......”
ชาวชนเผ่ามารทมิฬผู้หนึ่งกล่าวยังไม่ทันจบบรรยากาศรอบข้างพลันเย็นเยียบลง ให้ความอึดอัด และกดดันคนยิ่ง พวกมันทุกคนต่างตื่นตระหนกรู้ว่ามิใช่คู่มือของชายชราผู้นี้แน่ มันจึงกล่าวขึ้น
“พวกข้าแม้สู้ท่านไม่ได้แต่หนี้บัญชีในครั้งนี้พวกเราเผ่ามารทมิฬย่อมไม่ลืมเลือนแน่....... พวกเรากลับ”
กล่าวจบชาวชนเผ่ามารทมิฬที่เหลืออีกหกคนก็พุ่งทะยานไปด้านหลังก่อนวิ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
เฟยหลงมองดูชายชราอีกครั้งอย่างลึกซึ้งก่อนโค้งกายประสานมือคารวะ แล้วกล่าวจากใจจริง
“ขอบพระคุณผู้าุโที่ช่วยเหลือผู้เยาว์ขอลาแล้ว”
กล่าวจบมันก็ก้าวเท้าเตรียมเดินออกไป
“เ้าไม่้าพลังแล้วรึ”
เฟยหลงชะงักเท้า ยืนครุ่นคิด จากนั้นมันก็ได้ยินเสียงของชายชรากล่าวต่อ
“เมื่อครู่เรียกว่าเอกดรรชนีผลาญสุริยัน เ้าเป็บุคคลที่สองที่มีร่างกายรองรับการฝึกวิชาดั่งกล่าวนี้”
ซ่าๆๆ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ปลอดโปร่งเมื่อครู่แต่ตอนนี้อยู่ดีๆ ก็มีฝนตกโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ชายชราแหงนหน้ามองท้องนภาและมองเม็ดฝนที่ตกลงมากระทบใบหน้า แล้วกล่าวต่อ
“เ้าเห็นหรือไม่ ฝนยังตกนอกวสันตฤดูได้แล้วทำไมผู้ที่ไร้พร์จะเป็ยอดคนมิได้...เ้าเคยบ่นว่า์ไร้ั์ตามิใช่รึ ตอนนี้์ได้ส่งเสริมเ้าแล้ว”
เฟยหลงหลังจากที่ปิดปากเงียบมานานในที่สุดมันก็เอ่ยขึ้น
“ข้อแลกเปลี่ยนสุดท้ายเล่า”
ชายชรายกยิ้มที่มุมปาก ก่อนกล่าวตอบ
“นั่นยังไม่ถึงเวลา”