ไป๋ลั่วอิงเพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่ตลาดกลางเมือง หญิงสาวปลอมตัวในคราบสาวใช้จากจวนแม่ทัพใหญ่สกุลไป๋ ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน แม้เสื้อผ้าจะดูธรรมดา แต่ท่วงท่าที่สงบเยือกเย็น กลับสะกดสายตาผู้คนรอบข้างอย่างประหลาด หมวกผ้าสีควันบุหรี่ที่คลุมใบหน้าไว้อย่างชิดชิด ยิ่งเสริมความลึกลับจนคนทั่วไปไม่กล้าสบตาตรง ๆ
“คุณหนูเ้าคะ ระวังนิดนะเ้าคะ คนแน่นมากเลย” เสียงของเสี่ยวเหมยดังขึ้นอย่างตื่นเต้น ขณะพยายามเบียดฝูงชนพาผู้เป็นายเดินลึกเข้าไปในตลาด
แต่ไป๋ลั่วอิงหาได้สนใจไม่ ดวงตาคู่งามภายใต้เงาหมวกกวาดมองรอบตัวอย่างเงียบ ๆ ตลาดแห่งนี้...นางเคยบรรยายมันไว้ในนิยายหลายตอน นางจำได้แม่นทุกซอย ทั้งหมดล้วนออกมาจากจินตนาการของนาง เพียงแต่ในตอนนี้... นางกำลังยืนอยู่ในสิ่งที่นางจินตนาการขึ้นมา จริง ๆ
ในขณะที่ไป๋ลั่วอิงกำลังสำรวจร้านรวงต่างๆ อยู่นั้น ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงฝ่ามือกระทบิัดัง เพี๊ยะ ดังขึ้นกลางตลาด ตามมาด้วยเสียงก่นด่าหยาบคายของชายขี้เหล้า
“ข้าเลี้ยงเ้ามาแต่เล็กแต่น้อย เ้ายังจะมีหน้ามาบอกว่าไม่มีเงินให้ข้าอีกหรือ? ถ้าไม่มีเงิน...ก็ไปขายตัวซะ”
ผู้คนพากันหันขวับมองต้นเสียง และภาพที่เห็นก็ทำเอาเสียงวุ่นวายทั้งตลาดเงียบลงถนัดตา
ร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งทรุดลงกับพื้น รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหวานละมุนคล้ายบุปผาบางในยามเช้า แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยช้ำและฝุ่นดิน เสื้อผ้าธรรมดาเปรอะเปื้อน มือเรียวสั่นระริกขณะพยายามยกขึ้นป้องกันศีรษะจากฝ่ามืออันหยาบกระด้างของผู้เป็บิดา
เสียงของเขาแ่เบา แทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมหยอกใบไม้
“ท่านพ่อ... ข้าถูกไล่ออกจากโรงเตี๊ยมแล้วขอรับ เพราะข้าไม่ยอมให้เ้าของโรงเตี๊ยมแตะต้องเนื้อตัวของข้า… บุรุษผู้นั้นโกรธข้ายิ่งนักเลยไล่ข้าออกมา”
มือเรียวกำชายเสื้อแน่น ร่างทั้งร่างสั่นน้อย ๆ จากความหนาวเหน็บของโชคชะตา
“ตอนนี้... ข้าไม่มีแม้แต่เงินอีแปะเดียว...” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ไม่ใช่แค่เจ็บกาย...แต่เหมือนเจ็บลึกถึงหัวใจ
ผู้คนเริ่มมุงดู แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปห้าม เพราะเด็กผู้นั้น...เป็เพียง “เกอ” คนหนึ่ง และสำหรับคนในตลาด... เกอไม่มีแม้แต่ศักดิ์ศรีพอจะได้รับการช่วยเหลือ
แต่ในสายตาของไป๋ลั่วอิงใต้เงาหมวกกลับคิดต่างออกไปนางที่มาจากโลกยุคปัจจุบัน โลกที่ศักดิ์ศรีมนุษย์ไม่อาจวัดด้วยเพศ ฐานะ ดวงตาคมกริบของนางทอแสงเยียบเย็น ราวกับคมกระบี่ที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก
ไป๋ลั่วอิงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะยกชายกระโปรงก้าวออกมาอย่างเงียบงัน
“คุณหนูจะไปที่ไหนหรือเ้าคะ” เสี่ยวเหมยเอ่ยถามเสียงตื่น ขณะเร่งฝีเท้าเดินตามหลังไปด้วยความเป็ห่วง
ไป๋ลั่วอิงหาได้เอ่ยตอบไม่ นางเพียงเดินตรงเข้าไปยังจุดเกิดเหตุด้วยฝีเท้าหนักแน่น
ร่างอรชรในชุดผ้าฝ้ายสะอาดสะอ้าน ไม่มีแม้กระทั่งปิ่นปักผมหรือเครื่องประดับใด ๆ แต่กลับเปล่งประกายของ “อำนาจ” อันเงียบงันบางอย่างออกมาจากทุกอิริยาบถ
ผู้คนรอบข้างเงียบเสียงลงโดยไม่รู้ตัว ทุกสายตาพลันจับจ้องมายังนางอย่างพร้อมเพรียง
“ผู้ใดใช้เหล้ากลบความอัปยศของตนเอง แล้วยังคิดจะขายเืเนื้อของบุตร… คนผู้นั้น ย่อมไม่คู่ควรให้เรียกว่าบิดา ” เสียงนั้นไม่ได้ดังนัก แต่กลับแทงทะลุความเงียบได้อย่างเฉียบคม
ชายขี้เหล้าที่กำลังเงื้อฝ่ามือขึ้นอีกรอบถึงกับชะงัก หันขวับมามองนางด้วยแววตาเคืองจัด “เ้าเป็ใคร มายุ่งอะไรกับเื่ของข้า”
ไป๋ลั่วอิงเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อย ภายใต้เงาหมวกที่บดบังใบหน้าอันงดงามเอาไว้ เสียงของนางยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“ข้าไม่ชอบเห็นความอยุติธรรม... และในเมื่อท่านไม่มีแม้แต่ความรักให้บุตรของตน ข้าก็ไม่เห็นเหตุผลใดที่เขาควรอยู่กับท่านอีกต่อไป”
นางหยุดชั่วอึดใจ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง “เช่นนั้น...ข้าจะขอซื้อเขาไปจากท่านเอง”
สิ้นคำ ทุกคนในตลาดถึงกับตะลึง บางคนเบิกตากว้าง บ้างอ้าปากค้าง
ชายขี้เหล้านั้นชะงักไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังเหมือนได้ขึ้น์ “ดี ดีมาก อยากได้มันก็เอาไป ข้าจะถือว่า...ขายมันให้เ้า”
“เ้าจะขายเขา...เท่าใด?” ไป๋ลั่วอิงเอ่ยถามเรียบ ๆ ดวงตาภายใต้เงาหมวกมืดนิ่งดั่งบ่อน้ำลึก
ชายขี้เหล้าเห็นทีท่าเช่นนั้น ก็คิดจะฉวยโอกาส รีบะโตัวเลขอย่างหน้าด้าน “สามตำลึงเงิน ต่ำกว่านี้ข้าไม่ขาย”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบตลาด “สามตำลึง นั่นมันราคาเกอชั้นเลิศในหอชั้นสูงเลยนะ”
ไป๋ลั่วอิงกลับไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว นางยกสายตาขึ้นมองอีกฝ่ายเพียงแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบเฉียบ
“ข้าเพียงช่วยเด็กคนนี้... มิได้ซื้อตัวเขาไปเพื่อบำเรอความใคร่ หากท่านคิดจะตั้งราคาในฐานะ ‘สินค้า’ เช่นนั้นก็...ลืมสิ่งที่ข้าพูดเสียเถิด”
สุ้มเสียงของไป๋ลั่วอิงแม้เย็นเฉียบแต่แฝงอำนาจเด็ดขาด นางหมุนกายหมายจะจากไปโดยไม่แม้แต่ปรายตามอง ยังไม่ทันก้าวเท้า ชายขี้เหล้าก็หน้าถอดสี รีบโพล่งออกมาด้วยเสียงร้อนรน
“ดะ...ได้ หนึ่งตำลึง ข้าขายให้เ้าถูกๆ”
ฝีเท้าของนางหยุดลงอย่างสงบ... เพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเยือก “หนึ่งตำลึง… ข้าตกลง”
จากนั้นนางควักถุงผ้าใบเล็กจากแขนเสื้อ หยิบเหรียญเงินหนึ่งตำลึงออกมายื่นต่อหน้าชายขี้เหล้า
“ในถุงนั้นมีเงินหนึ่งตำลึง ข้าจ่ายเพื่อแลกกับอิสรภาพของเด็กผู้นี้ ต่อไปนี้เ้ามิอาจเรียกตนเป็บิดาเขาได้อีก และเขา...ก็มิใช่บุตรของเ้าอีกต่อไป”
เสี่ยวเหมยซึ่งยืนอยู่ข้างผู้เป็นายรีบก้มหน้าโค้งเล็กน้อย ก่อนหยิบกระดาษหนังสือสัญญาสีหม่นออกจากแขนเสื้อ ยื่นไปตรงหน้า “โปรดลงชื่อและปั๊มนิ้วมือลงที่นี่ด้วยเ้าค่ะ... หลังจากนี้ ท่านจะไม่มีสิทธิ์ข้องเกี่ยวกับเขาอีก”
ชายขี้เหล้าหน้าเสียชั่วครู่ มองกระดาษในมืออย่างลังเล แต่เมื่อั์ตากวาดไปเห็นถุงเงินในมือของสาวใช้ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันตา ใจโลภที่หมักหมมด้วยเหล้าเริ่มตีตื้นขึ้นมาแทนความลังเล
“ฮึ...ได้ ข้าจะเซ็น จะปั๊ม จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น หากได้ตำลึงพวกนี้จริง ๆ” ชายขี้เหล้าพูดขณะคว้าหมึกปั๊มแล้วกดนิ้วโป้งเปื้อนหมึกลงบนกระดาษเสียงดัง “ปึ่ก”
จากนั้นก็เขียนชื่อของตนอย่างรวดเร็ว ตัวหนังสือยึกยือหากแต่มองออกว่าเป็ลายมือจริง
ร่างบางเพียงพยักหน้าช้า ๆ พลันสะบัดปลายแขนเสื้อเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยกับสาวใช้คนสนิท “ส่งเงินไปให้เขา แล้วไล่ชายผู้นี้ออกไปให้พ้นสายตาของข้าซะ”
เสี่ยวเหมยยื่นถุงเงินไปตรงหน้าชายขี้เหล้า ซึ่งคว้าไปทันทีราวกับกลัวใครจะแย่ง แล้วรีบถอยหลังหายลับไปในฝูงชนอย่างไม่คิดหันกลับมามองแม้แต่เสี้ยวสายตา
นางหันไปทางเด็กหนุ่มผู้ยังนั่งสงบนิ่ง น้ำเสียงนางอ่อนลง “เ้าจงลุกขึ้นเสีย ต่อไปนี้เ้าเป็อิสระแล้ว” เมื่อสิ้นวาจา นางก็ยื่นแผ่นหนังสือสัญญาที่เปื้อนรอยนิ้วมือเืให้เด็กหนุ่ม
“นี่คือสิ่งยืนยัน ว่าเ้ามิใช่สิ่งของ มิใช่สมบัติของผู้ใดอีกต่อไป”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตแดงเรื่อจากหยาดน้ำตาและความสับสน มือเรียวกำชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ชั่วขณะนั้นเอง...เด็กหนุ่มค่อย ๆ คุกเข่าลงต่อหน้านางอย่างเงียบงัน
“ข้าขอขอบพระคุณ...คุณหนูที่ช่วยเหลือข้าไว้ยามทุกข์ยาก...” เขาสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ คล้ายรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาที่เคยอ่อนแอสั่นไหว...กลับเปลี่ยนเป็แววแน่วแน่และมุ่งมั่น
“บัดนี้ข้าไร้บ้าน ไร้ที่พึ่ง... หากคุณหนูไม่รังเกียจ ข้าขอฝากตัวติดตามท่าน ขอรับใช้อย่างสุดกำลัง...ข้าไม่หวังสิ่งใด นอกจากได้ตอบแทนคุณความเมตตาครั้งนี้”
เด็กหนุ่มค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อม หน้าผากแทบจะแตะพื้นดิน “ขอได้โปรด... ให้ข้าได้ติดตามคุณหนู ข้ายินดีทำทุกอย่าง แม้จะเป็เพียงข้ารับใช้ก็มิขอปริปากบ่น”
ไป๋ลั่วอิงมองเด็กหนุ่มตรงหน้าเนิ่นนาน ดวงตาภายใต้เงาหมวกยังคงนิ่งสงบ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่งในใจ นางมิได้กล่าวถ้อยวาจาอันอ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้เ็าเฉกเช่นเดิม ริมฝีปากอ่อนบางขยับเอื้อนเอ่ยถาม
“เ้ามีนามว่าอะไร?”
คำถามธรรมดา ทว่าแฝงด้วยความหมายอันลึกล้ำ ราวกับเป็การยอมรับ...อย่างเงียบงัน เด็กหนุ่มเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความตื้นตัน ก่อนจะตอบเสียงแ่
“ข้า... ยังไม่มีชื่อที่แท้จริงขอรับ ท่านพ่อมิได้ตั้งชื่อให้ข้า เรียกเพียงว่า ‘ไอ้เกอ’ มาโดยตลอด…”
เสียงนั้นแฝงความเจ็บลึกแต่ไร้ความโกรธเคือง คล้ายเป็ความเคยชินที่กลายเป็าแซึ่งฝังลึกจนด้านชา
ไป๋ลั่วอิงมิได้กล่าวอะไรในทันที หากแต่นางค่อย ๆ ลดสายตามองเด็กหนุ่มผู้คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า แล้วเอ่ยถ้อยคำสั้น ๆ
“ในเมื่อเ้ากำเนิดใหม่ภายใต้การคุ้มครองของข้า... เช่นนั้นต่อแต่นี้ไป เ้าจงมีชื่อว่า ‘หลินอวี่’ ”
“หลิน คือผืนป่า... อวี่ คือหยกอันมั่นคง”
“ข้าหวังว่าเ้าจะเติบโตดั่งไม้ใหญ่ในพงไพร แข็งแกร่งงามสง่า... แม้ตกในเงามืดก็ยังคงคุณค่ามิแปรเปลี่ยน”
เสียงของนางนิ่งเรียบ แต่กลับอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด ราวแสงตะเกียงยามค่ำคืนในวันที่ไม่มีใครเหลียวแล
หลินอวี่ตัวสั่นไปทั้งร่าง ริมฝีปากเผยอยิ้มสั่นเครือ ดวงตาแดงจัดคล้ายจะมีหยาดน้ำรื้นขึ้น
เขาคำนับอีกครั้งอย่างสำนึกในบุญคุณ “ขอบพระคุณ...คุณหนู ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแม้เพียงครึ่งลมหายใจ”
ไป๋ลั่วอิงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนหมุนกายอย่างสงบ “ลุกขึ้นเถิด หลินอวี่... จงเดินตามข้ามา”
พริบตานั้นเอง เด็กหนุ่มผู้เคยถูกทอดทิ้ง กลับมีชีวิตใหม่ในฐานะคนของไป๋ลั่วอิง
เขาก้าวตามหลังนางไปเงียบ ๆ ราวเงาสะท้อนของเงาอีกเงาหนึ่ง ส่วนเสี่ยวเหมยก็รีบจ้ำตามผู้เป็นายไปอย่างเร่งรีบ
โดยที่ไป๋ลั่วอิง...มิรู้เลยว่า ขณะที่นางเก็บเด็กเกอผู้นั้นมาอย่างใจดี นางก็ได้เก็บ "ตัวเอก" ของโลกนิยายเข้ามาไว้ในเรือนของตัวเองไว้เป็ที่เรียบร้อยแล้ว
...และหนทางของตัวประกอบแสนจะเรียบง่ายอย่างที่นางตั้งใจไว้ ก็มลายหายไปกับลมหายใจในยามเช้านั้นเอง

ขำน้องอยากใช้ชีวิตแบบราบเรียบแต่ฟ้าดันส่งแต่ตัวบั๊กหาของเทพๆมาให้น้อง
มาลุ้นกันว่านายเอกที่น้องเก็บได้จะทำให้น้องเทพแค่ไหน