นางยืนประคองร่างงามเปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยู่ใต้แสงจันทร์สลัวราง เชยดวงตาทดท้อไปยังท้องฟ้าสีเทาดำ สายลมราตรีโชยพัดเรือนผมแ่พลิ้ว ชุดบางเบาที่สวมใส่สะบัดไหวไปตามกระแสลม ความเย็นลอดผ่านเสื้อผ้าเข้ามาลูบไล้ผิวกายหอมกรุ่นอ่อนละมุน ปลดปล่อยเื่ราวในอดีตให้ไหลผ่านความนึกรู้ไปประดุจสายน้ำไหลผ่านทุ่งเวิ้งว้าง แล้วตัดใจยกกระบี่ในมือขวาขึ้นแนบปรางแก้มผุดผ่อง ปลายกระบี่ชี้ตรงไปข้างหน้า มือซ้ายประกบนิ้วชี้และนิ้วกลางแนบกับคมกระบี่ เรือนร่างกระตุกสั่นระรัว มุมปากบางมีโลหิตไหลซึมออกมา สีแดงของเืตัดกับสีผิวขาวนวลเปล่งปลั่งราวครั่งแต้มจานหยก ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ลมปราณแตกซ่านมิรวมรั้ง ขอเพียงเป็ชาวยุทธทั่วไป ก็ทราบว่านางได้รับาเ็กระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและนี่คงเป็การดิ้นรนครั้งสุดท้าย
ทว่า รองเ้าสำนักเฒ่ายังคงชำเลืองมาที่นางด้วยแววตาเ็าเรียบเฉย ไม่แยแสสนใจ ไม่เคียดแค้นชิงชัง ไม่สงสารเวทนา ความว่างเปล่าที่ครอบคลุมใบหน้าเหี่ยวย่น ทำให้ััได้ว่าการเข่นฆ่านางมิมีสิ่งใด เป็เสมือนพ่อครัวใหญ่ลงมือเด็ดผักฆ่าปลาเท่านั้น แต่นั่นไม่สร้างความประหลาดใจให้แก่นาง ด้วยทราบดีว่ามันเป็เพียงหนึ่งในบุรุษไม่กี่คน ที่ไม่ลุ่มหลงเพ้อฝันต่อความงามของอิสตรี สิ่งที่ทำให้ขุ่นเคืองคือ นางเชื่อมั่นมาตลอดว่าระดับฝีมือของมันไม่เหนือกว่าตนเท่าใด บัดนี้ จึงทราบว่ามันสามารถเอาชนะนางได้ไม่ยากเย็น หลายกระบวนท่าที่ประมือกัน มันมีโอกาสปลิดชีพนางอย่างน้อยสามครั้ง ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ เพียงเพราะมันพึงใจกับการไล่ล่าสังหารอิสตรี ให้หวาดกลัวตกตายอย่างช้าๆ ประดุจแมวหยอกล้อเล่นกับมุสิก ก่อนที่จะกลืนกินเป็อาหาร นี่แม้ทารุณโหดร้าย แต่ก็เป็ชะตากรรมที่นางเตรียมใจรับไว้อยู่แล้ว เมื่อแยกตนออกจากสำนัก ยากที่จะตกตายอย่างรวดรัด
“เหมยฮวามีวาสนาใด จึงได้รับการสั่งสอนจากไม้เท้าทลายผาชี่หยวนเฟิง”
หากฝ่ายตรงข้ามจะเป็บุรุษอื่น คำกล่าวจากเช่นนี้จากโฉมงามสุดหล้าฟ้าดินเช่นนาง ย่อมมีผลให้หวั่นไหวใจอยู่บ้าง แต่กับวิสัยของรองเ้าสำนักเฒ่า นี่กลับดูพิรี้พิไร ทำให้หงุดหงิดรำคาญเท่านั้น
แก้วตาของมันหดเล็กลง ผมเผ้าชี้ชัน เส้นเืบริเวณหลังมือขยายใหญ่ เท้าจมลึกลงไปในพื้นดิน แสดงถึงการเกร็งลมปราณที่รุนแรงรูปแบบหนึ่ง
มันจะลงมือฆ่านางแล้ว
ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุด เสียงะเิก้องกระหึ่มก็ดังขึ้น คล้ายอสนีบาตฟาดลงมาเบื้องหน้า จนรู้สึกได้ว่าพื้นดินสั่นะเื ไม้เท้าในมือชี่หยวนเฟิงพลันกระจายออกรอบทิศทาง เป็เงาแน่นขนัดล้อมรอบร่างของนางไว้ พลังที่แผ่พุ่งหนักหน่วงรุนแรงนับพันชั่ง ขอเพียงถูกกวาดใส่ ย่อมประกันความตายในชาตินี้ แต่สำหรับนางผู้มาสุดทาง ไม่มีเจตจำนงจะถอยหนีอีก กระบี่ในมือวาดเป็วงกลมช้าๆ ก่อนจะเร็วขึ้นตามลำดับ คล้ายกับนางกำลังผลักกงล้อสีเงินออกไปด้านหน้า พร้อมกับลอยตัวมุ่งเข้าหาศูนย์กลางของไม้เท้าคร่าชีวิต ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ แววตาเปี่ยมประกายสดใส ราวหญิงสาวแรกรุ่นะโเข้าหาอ้อมกอดของชายคนรัก เด็ดเดี่ยวงดงาม กระบวนท่าดรุณีไม่คืนกลับนี้ ชั่วชีวิตอาจใช้ได้เพียงครั้งเดียวและมักจะเป็ไปเพื่อฝากนามไว้ในยุทธภพอันหว้าเหว่โหดร้าย
ไม้เท้าของชี่หยวนเฟิงทำด้วยไม้ แต่เสียงที่ดังขึ้นกลับเป็เสียงโลหะกระทบกัน จากนั้นกำลังภายในอันแข็งกร้าวของมัน ชำแรกกำลังภายในอ่อนหยุ่นของนางเข้ามาจนขาดริ้ว สมองอื้ออึงมึนงง มือเท้าอ่อนแรง ปล่อยกระบี่คู่กายหลุดจากมือแตกกระจายออกราวกับเศษแก้ว ร่างกระเด็นไร้ทิศทางหมุนคว้างกลางอากาศ หยาดน้ำตาไหลริน ตระหนักดีว่า เมื่อทอดกายลงกับพื้น เื่ราวทุกประการจะไม่เกี่ยวกับนางแล้ว
อย่างไรก็ตาม กระบวนท่าแลกชีวิตนั้นมิเสียไปเปล่า รองเ้าสำนักเฒ่าถึงกับหน้าแปรเปลี่ยนเป็ครั้งแรกของคืนนี้ ยี่สิบปีที่ผ่านมา มันกรำศึกเหนือใต้ เมื่อไม้เท้าฟาดออก อาวุธของศัตรูมักจะถูกทำลายย่อยยับ อย่าว่าแต่นางเป็สตรีแบบบาง ซึ่งปกติมีจุดเด่นที่กระบวนท่า ด้อยกำลัง โลหิตย่อมอาบชโลมหัวไม้เท้าในการจู่โจมเพียงครั้งเดียว ครานี้ ลมปราณอ่อนหยุ่นประสานกับวงกระบี่ที่งดงาม สามารถยับยั้งกำลังภายในของมันจนชะงักไปวูบหนึ่ง ไม่อาจกระแทกกระทั้นฝ่ายตรงข้ามให้จบชีวิตในทันที ถึงอย่างไร นี่มิควรให้มันตระหนก ด้วยแสงแห่งความหวังของเหยื่อริบหรี่ลงมากแล้ว ภายหลังเสร็จกิจ มันจะสรรหาเด็กหนุ่มมาต้มน้ำร้อนขัดผิวกาย
แต่รอยยิ้มยังไม่ทันปรากฏที่มุมปาก
บุรุษหนึ่งมาจากที่ใดมิทราบ อยู่ ๆ ก็ลอยตัวมาเคียงข้าง ใช้แผ่นอกรองรับนางไว้ มือหนึ่งโอบเอวบางอ้อนแอ้น อีกมือโบกพัดผ้าไหม รั้งร่างของนางให้หมุนตัวไปพร้อมกัน ความงดงามของกระบวนท่า มองดูคล้ายหงส์คู่รักร่ายรำกลางอากาศ แต่ละรอบของการหมุน พลังแข็งกร้าวจากไม้เท้าถูกดึงออกจากเรือนร่างของนางไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็หมดสิ้น เมื่อััพื้น ชีวิตน้อย ๆ ยังคงอยู่ แม้าเ็สาหัส แต่ไม่ล้มลง เพียงแต่เรี่ยวแรงอ่อนล้าเต็มที จึงเอนคอระหงลงแนบซบกับไหล่ของผู้มาเยือน สองตาหลับพริ้ม ลมหายใจแ่บาง รับรู้ถึงลมปราณอันนุ่มนวลที่ถ่ายทอดเข้ามาเชื่อมต่อจุดชีพจรรักษาชีวิตไว้ได้ทันท่วงที ผู้ใดกันมีฝีมือถึงเพียงนี้
พัดในมือของบุรุษหนุ่มโบกแ่เบา สายลมอบอุ่นละมุนละไม
ทุกสรรพสำเนียงพลันเงียบลง
รองเ้าสำนักเฒ่ากระชับไม้เท้าแน่น เดินลมปราณก่อตั้งกระบวนท่าต่อสู้ขึ้นมาใหม่ พินิจจากการสลายพลังของร้อยไม้ป่นศิลาเมื่อครู่ มิใช่มันประเมินฝืมือของคนแปลกหน้าไม่ออก แม้การเดินทางของมันครานี้ เพียงเพื่อเข่นฆ่าผู้คน มิใช่ให้ตนถูกเข่นฆ่า แต่หากจะให้กลับไปโดยไม่ลงมือ ย่อมมิอาจรอดพ้นโทษทัณฑ์ นี่แสดงถึงความเข้มแข็งแห่งกฎเกณฑ์ ที่แม้แต่บุคคลในตำแหน่งระดับสูงเช่นมัน หากเหลวไหลอ่อนแอ ก็ไม่อาจละเว้น นี่จึงเป็สำนักใหญ่อย่างแท้จริง มิใช่โอ่อ่ากลวงใน
นางยืนระทดระทวยอยู่ด้านหน้า ย่อมเป็เป้าหมายแรก ขอเพียงสังหารมารน้อยตนนี้ได้ ก็นับว่าทำงานสำเร็จ
แก้วตาที่หดเล็กเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็เบิกกว้าง เส้นผมเสื้อผ้าถูกดูดแนบชิดกับลำตัว โดยไม่มีเสียงดังหรือพลังที่แผ่พุ่ง มันชักไม้เท้ากลับไปด้านหลัง แล้วทิ่มแทงออกมาด้านหน้าอย่างทื่อด้าน ปราศจากความพลิกแพลงใด ๆ ดูเหมือนเชื่องช้า แต่พริบตาหัวไม้เท้าก็จ่อที่ทรวงอกนาง ไม่ว่าบุรุษหนุ่มจะหลีกหนีหรือปะทะด้วย ไม้เท้าก็จะทะลุร่างของนางไป เช่นนี้ ย่อมเป็การใช้ความได้เปรียบของอาวุธขนาดใหญ่ บีบบังคับฝ่ายตรงข้ามให้สู้ด้วยกำลัง โดยไม่มีทางเลี่ยง
หนึ่งไม้ทะลวงผา
นี่เป็กระบวนท่าที่ผ่านการคัดสรรไตร่ตรองมาเป็อย่างดี
พัดในมือของบุรุษหนุ่มหุบลง ควงรอบข้อมือแล้วสะบัดออกไปเคาะกับหัวไม้เท้าอย่างอ้อยอิ่ง พร้อมกับรั้งร่างของนางจนแนบชิด ลอยตัวห่างออกมา เมื่อััพื้นดินอีกครั้ง ต้นคอระหงยังคงพิงกับไหล่ของมัน
ไม้เท้ากลับหักสะบั้น
ทั้งที่กำลังภายในของมันกำลังพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ชี่หยวนเฟิงรู้สึกคล้ายโดนท่อนซุงั์ฟาดใส่ มันถือไม้เท้าด้วยมือขวา นิ้วมือและกระดูกแขนขวาจึงแตกร้าว ชีพจรและกล้ามเนื้อซีกขวาพังทลาย จำต้องปล่อยไม้เท้าหักตกลงพื้น โซซัดโซเซล่าถอย ทุกย่างก้าวที่เหยียบลง ปรากฏโลหิตไหลทะลักออกจากปาก ดังเืสุนัขหกบนจานกระเบื้อง แต่มันไม่หยุดยั้ง ผนึกลมปราณสะกดอาการาเ็ได้ ก็พุ่งตัวจากไปทันที มิยอมเสียเวลาแม้สักเศษเสี้ยว ท่ารางยามหลบหนี รวดเร็วจนแทบไม่เชื่อสายตา การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ แสดงว่ามันมิใช่มีแต่ชื่อเสียงจอมปลอม หรือทระนงโง่เขลา นับว่าเป็ผู้ยกขึ้นวางลงได้คนหนึ่ง ทิ้งไว้เพียงไม้เท้าหักที่เคยสร้างชื่อเสียงเกียรติภูมิ
มันพ่ายแพ้ในหนึ่งกระบวนท่า
นางอาจตื่นเต้นสงสัย หากมิสลบไสลไปก่อน
ถนนราตรีแห่งลั่วหยางขวักไขว่ด้วยผู้คน แสงโคมไฟสว่างเรืองทิ้งเงามืดไว้ไกลตา นุ่มนวลซ่อนเร้น ชาวบ้านผู้ตรากตรำทำงานหาเลี้ยงปากท้อง ลากสังขารอันกะปรกกะเปรี้ยกลับที่พักซ่อมซ่อ ซึ่งภริยาปรุงมื้อค่ำง่าย ๆ ไว้รอท่า อบอุ่นธรรมดา ชาวยุทธละเลงเือาบคมกระบี่ นั่งลิ้มรสสุราอาหารตามโรงเตี๊ยมซึ่งปลูกสร้างอยู่ทั่วไป เวลานี้ แม้การศึกายังมีอยู่บ้าง แต่ชีวิตสามัญชนยังพอกล้อมแกล้มดำรงอยู่ได้
โรงเตี๊ยมเถี่ยนหยา (สุดขอบฟ้า) ขึ้นชื่ออยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ไม่ใหญ่โตโอ่อ่า แต่สวยงามสะอาดสะอ้าน สุราอาหารโอชะ ดีที่สุดคือเสี่ยวเอ้อไม่ปากมาก กลางฤดูร้อนคืนนี้ นอกจากอากาศจะไม่อบอ้าว ยังมีสายลมเย็นอ่อนพัดพลิ้ว โต๊ะอาหารจึงคึกคักไปด้วยชาวยุทธดื่มกินกันอย่างสำราญ มีบ้างที่ยกจอกสุราเงียบ ๆ แต่ส่วนใหญ่พูดพร่ำเื่การต่อสู้ฆ่าฟันที่เพิ่งผ่านพ้น แน่นอนที่สุดว่าเพลงยุทธของฝ่ายตรงข้ามต้องลึกล้ำสุดหยั่งคาด กำลังภายในก้าวแกร่งอาจหาญ แต่ภายหลังการประมือกันนับร้อยท่ากระบวนเพลง มันสามารถเอาชนะมาได้อย่างเฉียดฉิว
“นับถือ ๆ”
เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังขึ้นเป็ระยะ คละเคล้าเสียงจอกกระทบกัน แท้จริงแล้ว มีผู้ควรค่าแก่การนับถือสักกี่คน
ท่ามกลางความสับปลับครื้นเครง บุรุษหนึ่งอุ้มสตรีงามเดินเข้าโรงเตี๊ยมมาช้า ๆ
เสี่ยวเอ้อผู้ช่ำชองเข้ารับหน้า
“เปิดห้องหับห้องหนึ่ง น้ำร้อนสะอาดโถหนึ่ง สุราอู่เหลียงเย่ไหหนึ่ง ตับเป็ดผัดกุยช่ายจานหนึ่ง”
“เชิญนายท่าน”
เสี่ยวเอ้อแสดงปมเด่นของโรงเตี๊ยมออกมาด้วยคำพูดเดียว แล้วหันกลับไป ราวกับไม่สังเกตเห็นสตรีงามสุดหล้าในอ้อมอกของมัน
เพียงชั่วน้ำเดือด นางก็นอนหลับอยู่บนเตียงอันอ่อนนุ่ม ลมหายใจแ่เบาสม่ำเสมอ สุราอาหารจัดวางอยู่บนโต๊ะ มันนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ทอดตาไปยังราตรีมืดมิด แยกไม่ออกว่ากลิ่นหอมจางนั้น เป็ของดอกโบตั๋นหรือกายนาง ทำได้เพียงร่ำสุราชมจันทร์
นวลนางาเ็อ่อนแอ สุราเข้มข้นร้อนแรง
รอน้ำอุ่นลงค่อยเช็ดใบหน้าละมุน
รุ่งอรุณมาเยือนเมื่อนางลืมตาตื่น
บุรุษหนุ่มไปแล้ว