เมื่อลูกชายมาเล่าให้เขาฟังว่าสเตซี่ตัดสินใจเช่าเคบินในบริเวณเทือกเขาอปาเช่แห่งรัฐเท็กซัสนั้น เขาก็รีบตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ในฐานะที่เป็เพื่อนสนิทของโจชัวอย่างไรก็ตาม เขาไม่อาจตำหนิแผนการในครั้งนี้ของเธอได้เลย นอกเสียจากว่าเธอจะต้องเดินทางไปที่นั่นแต่เพียงลำพังเท่านั้น
สเตซี่เดินเข้าไปในลิฟต์เมื่อลูกศรชี้ ‘ลง’ ปรากฏขึ้นเนื่องจากเธอหมกมุ่นอยู่กับความคิดต่าง ๆ ในใจ จึงไม่ทันสังเกตเห็นความสนใจที่ผู้ร่วมลงลิฟต์มาด้วยกันบางคนมอบให้ จุดกระที่เกิดอยู่บนจมูกที่โด่งเป็สันนั้นอาจจะทำให้คนที่มองแต่เพียงผิวเผินในตอนแรกไม่สนใจเท่าไหร่นัก แต่ถ้ามองซ้ำอีกครั้ง ก็จะเห็นพวงผมสีน้ำตาลเงาระยับล้อมกรอบใบหน้ารูปไข่กับดวงตาคู่สีน้ำตาลเข้ม ซึ่งขณะนี้มองอยู่ด้วยความทุกข์ตรมไว้
เมื่อลงมาถึงชั้นล่างเธอก็เดินตามคนอื่น ๆ ออกมาและข้ามถนนไปยังบริเวณที่จอดรถซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่ง เมื่อเลื่อนตัวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยรถสปอร์ตคันงาม อันเป็สมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อมอบไว้ให้ก่อนจะตายลงนั้น เธอยังลูกทำพวงมาลัยอยู่เป็ครู่ก่อนที่จะติดเครื่องขึ้นและพารถออกสู่เส้นทางจราจร
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต มันทำให้ชัดเจนซี่ได้คิดว่าแท้จริงแล้วเธอน่าจะให้ความสนใจกับของขวัญราคาแพงที่พ่อสั่งซื้อเข้ามาให้บ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอตั้งสมมติฐานเอาเอง จากความเป็อยู่ของเธอกับพ่อที่เป็ไปอย่างสุขสบายว่า ฐานะการเงินของครอบครัวนั้นขึ้นอยู่กับรายได้ของพ่อฝ่ายเดียว
เพราะฉะนั้น การที่ต้องมารับรู้ว่าความตายที่เกิดขึ้นกับพ่อ ทำให้เธอกลายเป็เศรษฐีย่อย ๆ คนหนึ่งนั้นมันจึงเป็เสมือนความฝันที่เธอยังปรับใจรับไม่ได้ สเตซี่เองก็ยังไม่รู้ว่า ถ้าไม่มีภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นเธอจะทำอย่างไรกับชีวิตของตัวเองต่อไป เพราะเธอแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับสมบัติพัสถานดั้งเดิมของพ่อเลย รู้เพียงว่าไม่ว่าพ่อจะไปไหนเธอจะต้องไปด้วยเท่านั้น
เมื่อมาถึงอพาร์ทเม้นท์ที่พัก สเตซี่ก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นห้า มาหยุดรีรออยู่ตรงหน้าประตูห้อง เมื่อสอดกุญแจไขประตูห้องออกนั้น เธอก็ได้รับการต้อนรับด้วยเสียงร้องอย่างดีอกดีใจของสุนัขพันธุ์เยอรมัน เชฟเฟิร์ด มันะโโลดเต้น ตะเกียกตะกายอย่างดีใจที่สุดเมื่อเห็นเธอกลับมา
“คาฮุน...เอาใหญ่แล้วนะ ทำไมแกคิดถึงฉันมากขนาดนี้เชียวหรือนี่” สเตซี่ขยี้หัวมันเล่นอยู่ในระหว่างอุ้งมือ มองเห็นแววจงรักภักดีอย่างไม่เสื่อมคลายปรากฏอยู่ในดวงตาของมัน ทำให้เธออดยิ้มออกมาไม่ได้ “ฉันจะทำยังไงน้า...ถ้าไม่มีแกอยู่ที่นี่ด้วยอีกตัวหนึ่ง”
เสียงกริ่งโทรศัพท์ปลุกสเตซี่ให้ตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งความคิด เธอเดินไปที่เก้าอี้นวม คุกเข่าลงบนนั้นและเพื่อนไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถือไว้
“คะ…” เธอกรอกเสียงถามลงไปยังสาย
“สเตซี่...นี่ผมคาร์เตอร์ไงล่ะ” เสียงจากปลายสายบอกมา “พ่อบอกว่าผมพลาดกับคุณนิดเดียวเท่านั้น”
“ใช่ค่ะ ฉันออกมาจากออฟฟิศคุณพ่อคุณสักสีโมงเห็นจะได้” สเตซี่เหลือบตามองนาฬิกาข้อมือก่อนจะตอบออกไป
“แล้วคุณเป็ยังไงมั้งล่ะ” แววแห่งความห่วงใยฉาบอยู่ในน้ำเสียง
“ก็เรียบร้อยดีนี่ ไม่มีอะไรหรอก ตอนนี้ฉันก็เหลือแค่แพ็คของให้เสร็จเท่านั้น” เธอพยายามคลี่คลายบรรยากาศด้วยการเติมเสียงหัวเราะลง “นี่...ฉันอุตส่าห์หอบกระโปรงไปใส่ที่นั่นด้วยนะทั้งที่รู้อยู่ว่ามันเป็เมืองปศุสัตว์ที่เขาจะนุ่งกันแต่กางเกงเท่านั้น”
“ตราบใดที่คุณไม่เกิดติดอกติดใจโคบาลหนุ่มรูปหล่อแล้วก็ขี่ม้าหนีไปกับเขาตอนตะวันตกดินแล้วก็ผมไม่รังเกียจอะไรหรอก” คาร์เตอร์ มิลลส์ ตอบทีเล่นทีจริง
“ถ้าฉันเป็คุณละก็ เห็นจะไม่ห่วงเื่พรรค์นั้นหรอก เพราะว่าโคบาลสมัยนี้ไม่เหมือนกับโคบาลสมัยก่อนแล้ว” สเตซี่หัวเราะกับคำพูดของเขาไม่ได้ “ตอนที่เราเดินทางไปตะวันตกครั้งล่าสุดนั้นน่ะ ฉันเห็นแต่โคบาลแก่ๆ อย่างดีก็อายุกลางคนเท่านั้นแหละที่เดินเพ่นพ่านอยู่ และคนปูนนั้นก็มีครอบครัวที่จะต้องรับภาระเลี้ยงดูอยู่แล้ว”
“แล้วนี่คุณยังคิดจะขับรถไปเองอยู่หรือเปล่า”
“แน่นอน เพราะว่ามีแต่เ้าคาฮุนกับฉันเท่านั้น ส่วนเ้าดิอาโบลนั่นน่ะมันจะต้องไปกลับรถไฟ เห็นว่าไกลที่สุดก็แค่เมืองปีโคสเท่านั้นล่ะ ฉันจะต้องไปรับมันที่นั่นแล้วก็ขับรถต่อไปแม็คเคล้าด์ บ้านที่เช่าไว้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณสามสิบไมล์เห็นจะได้ เพราะฉะนั้นฉันก็คงอยู่ไม่ไกลจากความเจริญสักเท่าไหร่หรอก”
“ผมดีใจอยู่แล้วล่ะที่คุณไม่ได้ชวนผมไปด้วย เพราะให้ไปอยู่ในที่เงียบเหงาอย่างงั้นสงสัยว่าคงจะตะกายฝาแน่ ผมว่าคุณอยู่ที่นั่นได้ไม่เกินอาทิตย์หรอก บรรยากาศของูเาแต่ละรูปมันแตกต่างกันตรงไหน ผมล่ะมองไม่เห็นเลยจริง ๆ”
คาร์เตอร์พูดอย่างยั่วเย้า
“บางทีคุณอาจจะพูดถูกก็ได้นะ แต่ฉันก็อยากจะไปหาความจริงเื่นี้ด้วยตัวเองมากกว่าอยู่ดีนั่นแหละ”
“นี่ผมจะไม่มีทางพูดจาให้คุณเปลี่ยนใจได้เลยใช่ไหม” เขาย้อนถามกลับมา “เอาล่ะ สเตซี่ คืนนี้ผมยังมีงานจะต้องทำต่ออีกสักหน่อย คิดว่าคงมาหาคุณไม่ได้ แต่เราก็ยังมีนัดหมายกันค่ำพรุ่งนี้ตอนทุ่มตรงใช่ไหม”
“แน่นอน”
“โอเค...งั้นก็ดูแลตัวเองให้ดีนะ แล้วเราค่อยพบกันพรุ่งนี้ บาย…”
“บาย...คาร์เตอร์”
เสียงวางหูโทรศัพท์นั้นแม้จะเบาบาง แต่มันก็กล้องอยู่ในความเงียบที่ติดตามมา อย่างไรก็ตาม สเตซี่ไม่ยอมให้บรรยากาศที่หมองหม่นเข้ามาจิตใจไว้ เธอจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้นวม เดินเข้าไปในห้องนอน สั่งตัวเองว่าให้จัดการเสื้อผ้าลงกระเป๋าเสียให้เสร็จในวันนี้เลย จะได้ไม่ต้องนั่งเหงาอยู่คนเดียวตลอดค่ำ
ค่ำวันรุ่งขึ้น สเตซี่เพิ่งจะติดคลิปสายสร้อยคอที่เป็หินโมราเสร็จตอนที่มีเสียงกริ่งดังขึ้นหน้าประตูห้อง เธอกวาดสายตามองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาอีกครั้งมองกระโปรงชุดสีแดงอ่อนคอตัววี ซึ่งตัวกระโปรงจับพลีตบานรอบ ส่วนตัวเสื้อนั้นเป็แบบไม่มีแขน สีสันของตัวกระโปรงชุดนี้เน้นความงามของสีผิวกับสีน้ำตาลแกมทองให้ดูเด่นขึ้น
เมื่อเธอเปิดประตูต้อนรับคาร์เตอร์นั้น ดวงตาคู่สีเข้มเป็ประกายด้วยความยินดี
“คุณคงไม่ได้รอนานเกินไปใช่ไหมคะนี่”
ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าเรือนผมสีอ่อน กุมมือทั้งสองของเธอไว้และดันล่างให้ออกห่างเล็กน้อย ดวงตาคู่
สีฟ้าของเขาเป็ประกายชื่นชมไม่ได้แตกต่างไปจากเธอเลย
“นี่ผมยังจะต้องพูดในสิ่งที่คุณเองก็รู้อยู่แล้วอีกงั้นหรือผมไม่รังเกียจหรอกถึงแม้ว่าจะต้องรอนานกว่านี้ พอรู้อยู่อยู่แล้วว่าคุณจะต้องสวมกับที่ผมรอคอย ว่าแต่เราไปกันเลยดีไหม” เข้าร่างเธอเข้ามาและประทับจูบลงบนเรือนผม “ผมจองโต๊ะที่เมโดว์ วู้ด คันทรี่ คลับ ไว้ตอนสองทุ่ม”
“เยี่ยมมาก” สเตซี่ตอบยิ้ม ๆ
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนม เมื่อออกเดินไปที่รถของคาร์เตอร์ซึ่งจอดไว้ชั้นล่าง แต่เมื่อเข้าไปนั่งในรถคันนั้นแล้ว คาร์เตอร์ก็สนใจแต่เฉพาะเส้นทางตรงหน้าโดยมีสเตซี่นั่งพิจารณาเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาอยู่อย่างไม่ตั้งใจ