ระหว่างที่สามพี่น้องกำลังเดินทางกลับเรือน พวกเขาก็ตกเป็เป้าบทสนทนาของพวกชาวบ้าน บางคนถึงกับจับกลุ่มคุยกันเป็จริงเป็จัง
อย่างเช่นที่ลานหน้าเรือนของตระกูลซู ่ยามเฉิน(07:00-08:59 น.)หลังจากที่กินอาหารเช้าเสร็จแล้วนั้น คนสูงอายุบ้านใกล้เรือนเคียงก็มารวมตัวกันเพื่อพูดคุยตามประสา
“เ้าเด็กน้อยจื่อหยางนั่นพอโตขึ้นเขาก็ยิ่งได้ดิบได้ดี ได้ยินว่าทุกวันนี้เขาจับปลามาขายได้กำไรวันละหลายตำลึงเงิน”ต่อหน้าผู้คนหญิงชราซูหลี่กล่าวชื่นชมจ้าวหยางจื่อออกหน้าออกตา ทว่าในใจจริงนางรู้สึกอิจฉาจ้าวหยางจื่อไม่น้อยเลย เพราะรายได้ของเ้าเด็กนั่นแค่หนึ่งวันก็เทียบเท่ากับรายได้ของเรือนนางแทบทั้งเดือน
คิดถึงเื่นี้ซูหลี่ยิ่งอิจฉาตาร้อน ปีก่อนลูกชายทั้งสองคนของนางเข้าไปทำงานในเมืองได้เงินมากถึงสิบสองตำลึงต่อเดือน ทำให้นางเป็ที่เชิดชูตาในหมู่บ้านมาก
ทว่าตอนนี้เ้าเด็กที่เพิ่งโต ทำงานแค่หนึ่งวันก็เทียบเท่ารายได้ทั้งเดือนของเรือนนางแล้ว ซูหลี่รู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่โดนเด็กข้ามหน้าข้ามตาเช่นนี้
หนิงเหอหญิงชราอีกคนก็กล่าวชื่นชมออกมาเช่นกัน
“เ้าหนูจื่อหยางไม่ใช่แค่หาเงินเก่ง แต่รูปร่างหน้าตาของเขาหล่อเหลาไม่เบาเช่นกัน ข้าเสียดายนักที่บ้านข้าไม่มีหลานสาววัยเดียวกับเขา ไม่เช่นนั้นข้าจะจับเขาตบแต่งให้ได้เลย”
ซูหลี่ที่ได้ยินหนิงเหอกล่าวก็ดวงตาเป็ประกายดุจดวงดาวยามค่ำคืน เรือนของนางมีหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มอยู่หนึ่งคน บางทีอาจมีโอกาสตบแต่งเ้าเด็กจื่อหยางนั่นเข้ามาที่เรือนได้..และเงินทั้งหมดที่จื่อหยางหามาได้ก็จะเข้าเรือนของนางเช่นกัน..
คิดมาถึงตรงนี่ใบหน้าอันเหี่ยวย่นของซูหลี่พลันคลี่ยิ้มอย่างมีความสุขจนรอยตีนกาปรากฏขึ้นเด่นชัด ขณะเดียวกันแววตาก็หดเล็กลงอย่างชั่วร้าย..
พอจินเยว่หญิงชราอีกคนหนึ่งได้พูดขึ้น รอยยิ้มของซูหลี่ก็หุบลงทันทีเพราะมีคู่แข่ง
“โชคดีที่บ้านข้ามีหลานสาววัยเดียวกันกับเขา ถ้าเช่นนั้นวันนี้ข้าขอลา ข้าจะไปพูดเื่นี้กับผู้ใหญ่บ้านก่อนที่จะมีใครตัดหน้า ยายแก่หนิงเหอขอบใจเ้ามากที่เตือน..” พูดจบหญิงชราก็รีบจากไปทันที พอมีประโยชน์เข้ามาหน่อยร่างกายก็หลงลืม่วัยไปเหมือนกัน
“ยัยเฒ่าจินเยว่! รอข้าด้วย!” ซูหลี่ก็รีบตามไป เื่นี้นางเองก็ช้าไม่ได้เช่นกัน จะปล่อยให้ปลาตัวใหญ่เช่นนี้ไปง่ายๆ ไม่ได้!
มองไปที่หญิงชราทั้งสองคนวิ่งเหมือนกับเด็กๆ หนิงเหอก็พลางถอนหายใจอย่างนึกอิจฉา นางเองก็อยากจะคว้าเ้าหนูน้อยจื่อหยางมาเป็หลานเขยเช่นกัน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมถอยห่าง น่าเสียดายนักที่เรือนของนางไม่มีหลานสาว
..
การจับกลุ่มคุยกันเื่ของจ้าวหยางจื่อไม่ใช่มีแค่กลุ่มของหญิงชราเท่านั้น กลุ่มนักล่าสัตว์อย่างพวกผู้ชายก็จับกลุ่มคุยกัน เื่ที่จ้าวหยางจื่อจับปลามาได้อย่างมากมายเช่นกัน ว่าเขาทำได้อย่างไร
พวกเขาคิดแทบหัวะเิก็คิดไม่ออก พวกเขาในที่นี้ต่างเคยตกปลามาแล้วทั้งนั้น แม้ในแม่น้ำจะมีปลาเยอะมาก เพียงแค่เบ็ดคันเดียวไม่มีทางที่เบ็ดจะจับได้เยอะขนาดนี้อย่างแน่นอน
ยุคสมัยที่อุปกรณ์ต่างๆ ยังไม่พัฒนาเช่นนี้ การล่าสัตว์ป่ายังง่ายกว่าล่าปลาในน้ำเสียด้วยซ้ำ พวกเขาจะไม่เข้าใจก็ไม่แปลก
แต่ถึงอย่างนั้นกลุ่มนักล่าก็เป็กลุ่มของพวกผู้ชาย พวกเขาจะออกความเห็นเกี่ยวกับการล่าสัตว์เพียงเท่านั้น ไม่ได้เหมือนผู้หญิงวัยชราพวกนั้นแต่อย่างใด
ท้ายที่สุดพวกเขาก็มีความเห็นที่ตรงกันว่าจะไปดูเ้าหนูจื่อหยางล่าปลาอย่างไรในวันรุ่งขึ้น เผื่อพวกเขาจะทำตามได้บ้าง..
..
ระหว่างจ้าวหยางจื่อกำลังเดินกลับเรือน เขาก็คิดได้ว่าที่เรือนของเขาไม่มีอุปกรณ์ขุดดิน เขาก็ได้ให้น้องทั้งสองคนกลับเรือนไปก่อน ส่วนเขาจะไปที่ร้านขายตะกร้าไม้ไผ่เพื่อดูว่าอุปกรณ์การเกษตร ใช้สำหรับขุดดินมีหรือไม่
เดินมาถึงร้านค้าอุปกรณ์จ้าวหยางจื่อก็ถามเ้าของร้านหวังเหล่ยที่กำลังสานตะกร้าอยู่ทันที
“เถ้าแก่ ท่านมีอุปกรณ์ใช้สำหรับขุดดินหรือไม่?”
พอชายชราคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นว่าเป็จ้าวหยางจื่อ เขาก็รู้สึกแปลกใจ สองสามวันมานี่เ้าเด็กนี่มาหาเขาบ่อยครั้งมาก
“จื่อหยางเองรึ? เ้าจะเอาอุปกรณ์การเกษตรไปทำอะไร ผู้ใหญ่บ้านยังไม่แบ่งพื้นที่เพาะปลูกให้เ้าไม่ใช่เรอะ!?”
“ข้าจะซื้อไปทำอะไรก็เื่ของข้าเถอะเถ้าแก่ หรือว่าท่านไม่ขาย งั้นข้าไปซื้อร้านอื่นก็ได้” จ้าวหยางจื่อข่มขู่เพราะเขาค่อนจะสนิทสนมกับหวังเหล่ย
“เดี๋ยวก่อน!! ข้าย่อมขายอยู่แล้ว! เด็กสมัยนี้ช่างใจร้อนนัก! คนแก่เช่นข้าสงสัยนิดหน่อยก็ไม่ได้ รอสักครู่เดี๋ยวข้าไปหยิบออกมาให้” พูดจบชายชราหลังค่อมคนนั้นก็เดินเข้าไปในร้าน
“เร็วเลยเถ้าแก่..”
ความจริงร้านที่ขายอุปกรณ์เครื่องใช้ในหมู่บ้านมีแห่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือร้านของตาแก่หวังเหล่ยแห่งนี้ ถ้าจะไปซื้อที่อื่นก็คงต้องไปอีกหมู่บ้านหรือในเมือง ซึ่งใช้เวลาเดินทางไปกลับกว่าสองชั่วยามเลยทีเดียว ทว่าถ้ามีเกวียนเทียมวัวคงเร็วกว่านั้น
ไม่นานนักเถ้าแก่หวังเหล่ยก็นำอุปกรณ์ขุดดินมาให้จ้าวหยางจื่อ ลักษณะของมันคล้ายกับจอบสมัยใหม่ ทว่ารูปทรงเล็กกว่ามาก
เห็นว่าจ้าวหยางจื่อรับสินค้าไปแล้วไม่จ่ายเงิน หวังเหล่ยก็เอ่ยขึ้นเสียงแข็ง
“หนึ่งตำลึงเงิน!”
“่นี้ข้าวยากหมากแพง 8,000อีแปะขาดตัว” จ้าวหยางจื่อกล่าวต่อรองด้วยท่าทีสบายๆ
“เ้ายังจะต่อคนแก่เช่นข้าอีกรึ!? ราคาที่ข้าให้ข้าก็ได้กำไรไม่มากด้วยซ้ำ”
“ยังได้กำไรอยู่เช่นนั้นรึ? สินค้าชิ้นนี้ขึ้นสนิมแล้วขอเป็ชิ้นใหม่..”
“ใจจืดใจดำแม้กระทั่งกับคนแก่ ข้าลดให้ก็ได้ 9950อีแปะ!” หวังเหล่ยกัดฟันพูด เขาไม่อยากลดไปมากกว่านี้แล้ว
ทันใดนั้นจ้าวหยางจื่อก็ยื่นอุปกรณ์ไปให้หวังเหล่ย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า
“งั้นท่านรอสักครู่ เดี๋ยวข้าจะไปเรียกซวนเอ๋อร์มา..”
ได้ยินชื่อของซีซวน หวังเหล่ยก็ร้อนรน เขายังจำเหตุการณ์นั้นได้ไม่ลืม กล่าวขึ้นทันทีว่า
“8000ก็8000 นำเงินมาวางไว้แล้วรีบไสหัวจากร้านของข้า!!”
จ้าวหยางจื่อรีบนำเงินไปให้หวังเหล่ย กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
“คราหน้าข้าจะพาซวนเอ๋อร์มาด้วย!”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะปิดร้านไปตลอดกาล เพราะขายไปก็ไม่ได้กำไร แถมยังเข้าเนื้ออีกต่างหาก!” หวังเหล่ยกล่าวราวกับระบายความในใจออกมา เนื้อตัวเขายังไม่หยุดสั่นเครือเมื่อได้ยินเชื่อของซีซวน
“ฮ่าฮ่าฮ่า เช่นนั้นไว้ข้ากลับมาใช้บริการใหม่”
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็พระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel