กว่าปารมีจะกลับมาถึงคอนโดที่พักที่ใหม่ ก็ปาไปเกือบจะทุ่มหนึ่งแล้ว เพราะเธอนั้นแวะซื้อมื้อเย็นที่ตลาดสดซึ่งเป็นทางผ่านที่จะมาคอนโด คอนโดที่ใหม่นี้ดูเหมือนจะเป็นส่วนตัวและมีความปลอดภัยมากกว่าที่เก่ามากนัก อีกทั้งยังตั้งอยู่ห่างจากตลาดสดกว่าคอนโดเก่าที่เดินออกมาไม่กี่ก้าวก็ถึง ทำให้ปารมีนั้นต้องหาซื้อวัตถุดิบหรือกับข้าวก่อนที่จะถึงคอนโดเพราะเธอขี้เกียจเดินออกมาหาซื้อกินทีหลัง
หลังจากที่แลกบัตรและเอารถเข้าจอดที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว เธอก็หอบของต่าง ๆ ขึ้นห้องไปรวมถึงกล่องของขวัญเจ้าปัญหานั่นด้วย เมื่อมาถึงหน้าห้องก่อนที่เธอจะแสกนคีย์การ์ดเข้าห้องเธอก็ต้องเอะใจเมื่อเห็นรอยเทปใสที่เธอแปะเอาไว้ที่ขอบประตูด้านล่างมีรอยเหมือนถูกลอกออก
ปารมีค่อย ๆ วางสัมภาระในมือลงตรงหน้าห้องเบา ๆ ก่อนที่จะเอามือล้วงไปจับที่ปืนพกที่เธอเอาติดตัวไว้ตลอดพร้อมกับกระชับปืนเตรียมพร้อม จากนั้นก็แสกนคีย์การ์ดเบา ๆ
ตี๊ด— แกร่ก—
เสียงแสกนคีย์การ์ดดังขึ้นก่อนที่เธอจะค่อย ๆ เปิดประตูออก เผยให้เห็นไฟในห้องที่ถูกเปิดอยู่พร้อมกับแอร์ที่เย็นฉ่ำ เธอเดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงห้องโถงกลาง เมื่อกวาดสายตามองแล้วไม่มีใครเธอก็ขมวดคิ้วมุ่น หัวใจเต้นเร็ว ส่วนหูก็คอยฟังเสียงที่ผิดปกติราวกับจิ้งจอกระวังภัย ทันใดนั้นก็มีเสียงเปิดประตูห้องนอนดังขึ้นมาจากด้านหลัง
ปารมีรีบหันไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็วพร้อมกับเล็งปืนไปที่เป้าหมาย แม้จะยังไม่ปลดเซฟเพื่อความปลอดภัยหากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนร้าย แต่เธอก็เตรียมพร้อมเต็มที่เผื่อเหตุฉุกเฉิน
“เฮ้— คุณผมเอง”
นักรบรีบเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างเพื่อให้ปารมีใจเย็น ๆ ปารมีที่เห็นว่าเป็นใครเธอก็ถอนหายใจโล่งอก ก่อนที่จะเก็บปืนเข้าซอง พร้อมกับเอ่ยตำหนิชายหนุ่มที่ทำให้เธอนั้นเกือบหัวใจวาย
“นี่คุณ!!เข้ามาทำไมไม่บอกก่อนล่วงหน้าหา— ถ้าเกิดฉันเผลอยิงจะทำยังไงเล่า ฉันตกใจหมดเลย...แล้วยังอยู่ในสภาพนี้เนี่ยนะ!!”
ปารมีรีบเบือนหน้าหนีเมื่อสภาพของนักรบนั้นอยู่ในสภาพที่เปลือยท่อนบน สวมกางเกงนอนผ้าฝ้าย ส่วนที่หัวก็มีผ้าขนหนูผืนเล็กคลุมหัวซึ่งเปียกหมาด ๆ อยู่
“ก็ผมโทรไปตั้งหลายสายคุณก็ไม่รับเลยถือวิสาสะเข้ามารอข้างใน...รอตั้งนานคุณยังไม่มาผมก็เลยไปอาบน้ำรอคุณไง”
นักรบอธิบายอย่างนิ่ง ๆ ด้วยท่าทีสบาย ๆ ทำราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ถ้าปารมีตกใจจนลั่นไกปืนละก็ เขาอาจจะไปสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อได้ยินนักรบพูดแบบนั้น ปารมีก็รีบล้วงเอามือถือขึ้นมาดูก็พบกับสายที่ไม่ได้รับจากนักรบถึงห้าสาย ทำให้เธอนั้นต้องยอมรับความผิดพลาดนี้แต่โดยดี
“ฉันขอโทษละกัน— แต่ว่าก่อนหน้านั้น คุณไปใส่เสื้อให้มันดีดีเลย จะมาถอดเสื้อเดินไปเดินมาอย่างนี้ไม่ได้นะ!!”
ว่าแล้วปารมีก็ดันหลังนักรบให้กลับเข้าไปในห้องนอนซึ่งเป็นห้องนอนแยกคนละห้องกับเธอ ที่นักรบนั้นเตรียมเอาไว้ให้ตัวเขาเอง เมื่อเห็นว่านักรบเข้าไปแล้ว ปารมีก็เดินออกไปหยิบของที่วางเอาไว้หน้าห้อง แล้วก็เอากับข้าวที่ซื้อมาแกะใส่จาน และเตรียมข้าวเย็นเอาไว้สองที่เผื่อนักรบด้วย จากนั้นก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะออกมาทานมื้อเย็น
หลังจากที่ทั้งคู่ทานมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็พากันมานั่งดูทีวีที่โซฟาห้องโถงกลาง นักรบก็หันไปเห็นกล่องของขวัญสีชมพูที่ปารมีเอาวางไว้ที่เคาท์เตอร์บาร์อย่างสงสัย
“นั่นกล่องอะไร”
ปารมีหันไปตามกล่องก็เพิ่งนึกได้ว่าลืมเก็บ จึงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจเดินไปหยิบกล่องนั้นมาให้นักรบดู ทันทีที่ได้เห็นของในกล่องนั้นนักรบก็มีสีหน้ามืดครึ้มทันที
“ใครมันส่งมา”
เสียงเย็นเยียบของเขาเอ่ยถามปารมี ส่วนนัยน์ตานั้นก็จ้องมองของในนั้นตาไม่กระพริบ
“ถ้าจะให้ฉันเดา น่าจะเป็นนายพลท่านนั้นแหละ เพราะมันโจ่งแจ้งซะขนาดนั้น”
คำตอบของปารมีนั้น ทำเอานักรบนั้นมีสีหน้าเย็นชามากกว่าเดิมหลายเท่า แววตาลุ่มลึกจนปารมีต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง เธอไม่อยากให้เขานั้นโฟกัสกับเรื่องนี้มากเกินไป เพราะเธอตัดสินใจแล้วว่าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเธอเอง
“เรื่องของฉันเอาไว้ก่อนเถอะ ว่าแต่วันนี้คุณมาทำไมไม่ทราบ ไหนบอกว่าจะมาศุกร์เสาร์ไง นี่มันเพิ่งวันพฤหัสอยู่เลยนะ”
นักรบที่เห็นสีหน้าท่าทางของปารมีที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็น เขาก็รู้ทันทีว่าเธอนั้นคิดจะทำอะไร แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อยากจะขัดจึงได้แต่ถอนหายใจและตามน้ำไป
“ผมเป็นห่วง— แล้วก็อยากเห็นหน้าคุณ”
คำตอบของนักรบเรียกเลือดสูบฉีดให้กับปารมีได้อย่างดี ใบหน้าขาวเนียนไร้เครื่องสำอางถึงกับแดงก่ำโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยทีเดียว
“พูดอะไรไร้สาระ!!”
เธอรีบเบือนหน้าหนีสายตาที่จ้องมาที่เธออย่างไม่ปกปิดความต้องการนั้นทันที ไม่รู้เป็นเพราะอะไร พอสถานการณ์นี้ทีไรเธอนั้นไม่สามารถที่จะสบตาตรง ๆ กับนักรบได้เลยสักนิดเดียว นักรบลอบมองปารมีอย่างประเมินพักหนึ่งก่อนที่จะเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจัง
“ปาม...”
เสียงเรียกชื่อเธอที่ไม่คุ้นเคย ทำให้ปารมีถึงกลับหันไปมองนักรบด้วยสีหน้างุนงง ที่อยู่ ๆ เขาก็เรียกชื่อเล่นเธอออกมาแทนที่จะเรียกสรรพนาม
“มีอะไรเหรอคุณ”
“เรามาคบกันจริง ๆ เถอะนะ...ผมชอบคุณ”
ประโยคถัดมาของนักรบทำเอาปารมีถึงกับตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าร้อนฉ่า แดงลามเลียมาจนถึงใบหู สีหน้าจริงจังของนักรบที่มองมายังปารมีนั้นเป็นเครื่องการันตีว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นหาใช่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นสิ่งที่เขาพูดออกมาจากใจจริง ๆ แววตาที่แน่วแน่มุ่งมั่นนั้น มันทำให้ปารมีอยากจะเบือนหน้าหนีแววตานั้น ทว่ากลับทำไม่ได้อย่างที่ใจคิด
“เอ่อ— คือ....”
“ผมรู้ว่ามันกะทันหันไปหน่อย แต่ว่าพอเห็นจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ผมไม่อยากให้มันค้างคา อยากทำให้ชัดเจนไปเลยเรื่องระหว่างเรา....”
ปารมียังคงช็อคกับสิ่งที่นักรบเอ่ยขึ้น นักรบที่เห็นดังนั้นเขาก็หัวเราะขึ้นเบา ๆ ทันที เขาไม่คิดว่าผู้หญิงที่ดูมาดมั่น พร้อมลุยทุกสถานการณ์อย่างปารมี จะมีด้านแบบนี้ด้วย เขาเอื้อมมือไปลูบแก้มปารมีเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่เธอเคยบอกเขาเมื่อนานมาแล้ว
“คุณเป็นคนบอกผมเองไม่ใช่หรอว่า ‘ถ้าไม่พูดออกมา ก็ไม่มีวันเข้าใจหรอก’ ผมก็กำลังพูดออกมาเพื่อให้คุณเข้าใจไง...”
สัมผัสเย็น ๆ จากนิ้วมือของนักรบที่ตอนนี้ลามมายังริมฝีปากของเธอนั้นทำเอาสติที่มันเตลิดเปิดเปิงไปแล้วของปารมีกลับเข้าร่างจนเริ่มจะมีสติตอบโต้ชายหนุ่มที่กำลังหยอกเย้ากับริมฝีปากเธออยู่ตอนนี้
“มันก็— ใช่ แหละ....แต่มันไม่เร็วไปหน่อยหรือไงคุณ....”
“แต่เราทำแบบนั้นกันแล้วนะ”
“ฮึ่ม!! คุณอย่าพูดให้เข้าใจผิดได้มั้ย...นั้นมันเป็นแค่อุบัติเหตุต่างหาก”
นักรบยังคงลูบไล้ที่ริมฝีปากนิ่มของปารมีไม่ห่าง เขายกยิ้มก่อนที่จะคว้าเอวของปารมีและโน้มตัวเข้าหาเธอจนใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ
“ถ้างั้นเรามาทำให้มันเป็นเรื่องจงใจกันดีมั้ย”
ว่าแล้วนักรบก็ประกบริมฝีปากเขากับเธออย่างอ่อนโยน ปารมีที่ได้ยินดังนั้นก็จะอ้าปากแย้งทว่ากลับเป็นโอกาสให้นักรบได้มอบจุมพิตที่ลึกซึ้งให้เธอแทน เนิ่นนานที่ทั้งคู่ต่างมอบจุมพิตที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาซึ่งกันและกัน ปารมีที่ถูกล่อลวงจากจุมพิตที่อ่อนโยนและร้อนแรงผสมผสานกันทำให้เธอนั้นไม่สามารถต่อต้านได้อีกต่อไป เรี่ยวแรงและวิชาป้องกันตัวที่เคยเรียนมาหายใจจากหัวหมดเกลี้ยง เหลือไว้แต่แรงเพียงนิดเอาไว้เกาะบ่านักรบเท่านั้น
นักรบเห็นว่าหญิงสาวในอ้อมกอดนั้นเหมือนกำลังจะขาดใจ เขาก็ผละออกมาครู่หนึ่งให้เธอได้สูดอากาศเข้าปอดก่อนที่จะอุ้มปารมีขึ้นมานั่งที่ตักเขาโดยหันหาเข้าหาซึ่งกันและกัน พร้อมกับมอบจุมพิตที่ดูดดื่มให้ไปอีกครั้ง
“ต่อจากนี้ มันอาจจะมีเรื่องที่อันตรายเกิดขึ้น ผมไม่อยากเก็บเอาไว้พูดตอนที่เราไม่มีโอกาสได้พูดมันออกไป...มันเป็นเพราะคุณที่ทำให้ผมตระหนักถึงสิ่งนี้ได้ มันจึงทำให้ผมต้องพูดและแสดงออกมันออกมา”
ปารมีได้ยินสิ่งที่นักรบพูดนั้น มันทำให้เธอนั้นนึกถึงสถานการณ์ตอนนี้ที่มันเริ่มจะอันตรายมากขึ้นอย่างที่นักรบบอก ตั้งแต่ที่เธอตัดสินใจจะสู้กลับ เธอก็พอจะคาดเดาได้ว่าหนทางข้างหน้าที่เธอกำลังจะก้าวไป มันเต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตรายทั้งนั้น
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับเธอตอนนี้คือ เธอไม่แน่ใจเลยว่าความรู้สึกที่เธอมีให้นักรบนั้นมันเป็นแบบไหนกันแน่ มันเป็นความรัก หรือเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการที่พึ่งพิงชั่วคราวยามที่อ่อนแอหรือเปล่า เธอก็ยังไม่แน่ใจ เธอไม่อยากตอบรับความรู้สึกของเขา ทั้ง ๆ ที่ความรู้สึกของเธอนั้นยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
“เอ่อ— ฉัน— ....”
“คุณไม่ต้องรีบตอบหรอก....ผมแค่อยากจะบอกในสิ่งที่ผมอยากบอกเท่านั้น....เผื่อไม่มีโอกาสได้บอก”
“คุณพูดอะไรออกมาน่ะ!!”
ปารมีตกใจกับสิ่งที่นักรบเอ่ยมาตอนท้าย มันทำให้เธอนั้นรู้สึกใจคอไม่ดี สีหน้าจากที่แดงก่ำด้วยความเขินอาย แปรเปลี่ยนไปซีดเผือดทันที จนนักรบนั้นต้องรีบอธิบาย
“ผมไม่ได้พูดเพื่อให้คุณรู้สึกไม่ดีนะ ผมแค่ไม่รู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่อยากเสียใจภายหลัง”
เธอเข้าใจในสิ่งที่นักรบนั้นพยายามจะสื่อออกมาเป็นอย่างดี เพราะมันก็เป็นสิ่งที่เธอยึดถือมาตั้งแต่แรก แต่พอได้ยินออกมาจากปากเขา ปารมีไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องรู้สึกโหว่งในใจแบบนี้ด้วย
“ฉันเข้าใจแล้ว....แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่อยากจะให้คำตอบคุณ ถ้าฉันยังตอบตัวเองแบบชัดเจนยังไม่ได้...หวังว่าคุณจะเข้าใจนะ”
นักรบยิ้มอ่อนโยนก่อนจะลูบศีรษะของปารมีเบา ๆ
“ถ้างั้นผมมีอะไรที่อยากจะขอคุณอย่างหนึ่งได้มั้ย”
“หืม— อะไรเหรอ”
“ต่อไปเรียกผมว่าเสือนะ...นั่นคือชื่อเล่นผม....เพราะผมก็จะเรียกคุณว่าปามเหมือนกัน”
ปารมียกยิ้มขึ้นก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูนักรบแล้วซบลงบนไหล่ของชายหนุ่มไปทั้งอย่างนั้น
“ค่ะ— คุณเสือ”
นักรบยิ้มกว้างพร้อมกับกระชับอ้อมกอดปารมี ก่อนที่เขาจะหันไปจ้องกล่องของขวัญสีชมพูที่วางข้าง ๆ ด้วยแววตาคมกริบอ่านยาก โดยที่ปารมีไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
โปรดติดตามตอนต่อไป