ไป๋เยว่หลิงนั่งจิบชาดูเด็กขอทานโดนรุมต่อย แม้เขาจะพยายามสู้แค่ไหน แต่หมัดและเท้าจากคนจำนวนมากทำให้ตอบโต้ไม่ทัน แถมพออ่อนแรงโดนล็อคแขนแล้วรุมชกอีก
ในที่สุดเด็กขอทานก็หมดสภาพ พวกอันธพาลเอาเงินน้อยนิดในขันขอทานนั้นแล้วเดินจากไป
แววตาเด็กขอทานที่นอนตะแคงหมดสภาพนั้นไม่ร้องไห้ เขากัดฟันกีอดแค้นที่ตัวเองไม่มีกำลังพอจะปกป้องตัวเองได้
เกร๊ง!
ทองคำก้อนโตโยนลงขันขอทานของเขา ทำเอาเด็กขอทานรีบเงยหน้าดูผู้ที่โยนมัน คุณชายชุดขาวผิวเนียนละเอียดใบหน้าราวเทพเซียน ดูปุ๊บบก็รู้เลยว่าเป็นพวกชาติตระกูลดี
"ขายตัวให้ข้า 4 วัน" ไป๋เยว่หลิงพูด
"ได้!" เด็กขอทานมองตาเยว่หลิงเขม็งและตอบ
เลี่ยหยางแพลมมาถามขัดจังหวะ
"เจ้าหนู เจ้าไม่กลัวพวกพี่เอาเจ้าไปทำมิดีมิอร้ายหรือ?"
"แล้วตอนนี้ข้ายังจะมีอะไรต้องเสียอีกล่ะ?"
"คนรวยอย่างพวกเจ้าอยากจะเอาร่างกายนี้ไปทำอะไรก็เชิญ!"
เคร๊ง!
ดาบเลี่ยหยางถูกเยว่หลิงดึงออกมาจากเอวโยนให้เด็กขอทาน
"ข้าต้องยกชาคำนับเจ้าเป็นอาจารย์ไหม?"
"จอกชาแค่พิธี ถ้าใจเจ้าไม่ยอมรับ มันก็แค่พิธีงี่เง่า"
เยว่หลิงหันหลันเดินออกไป
"ถือดาบแล้วตามข้ามา"
ณ สถานที่แห่งหนึ่งของเมืองกว่างโจวที่กว้างใหญ่
ไป๋เยว่หลิงโยนถังน้ำใส่เท้าเด็กขอทาน ให้ยืนทรงตัวบนขอนไม้ผุ
"ยืนไปจนกว่าอาทิตย์จะตกดิน"
เด็กชายขึ้นไปยืน ล้มแล้วล้มอีก แผลปากแตกจากที่ถูกอันธพาลชกเมื่อกี้ เลือดซึมออกนิดหน่อย
แ่ไปเยว่หลิงไม่สนใจ เขานั่งบนหินแล้วหลับตาทำสมาธิ
เลี่ยหยาง พูดเพียง "ถ้าเจ้าอ่อนแอ เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์จะได้ทองก้อนนั้น"
เมื่ออาทิตย์ตกดินแล้ว เด็กชายลงมาจากถังน้ำขาสั่นเทาเพราะยืนนาน
ไป๋เยว่หลิงชักกระบี่แทงไปที่เด็กขอทาน เขามองตาไม่กระพริบ
ดาบโดนร่าง แต่ผ่านใกล้คอไปนิดเดียว
"ไม่กลัวตายหรือ?"
"ชีวิตบัดซบแบบนี้มีอะไรให้ต้องกลัว!"
ค่ำคืน เด็กชายสั่นหนาว ไป๋เยว่หลิงให้เขานั่งฟังเสียงลม พรางพูดพร่ำ
“กระบี่ไม่ฆ่าคน ใจที่ลังเลต่างหากที่ฆ่าเจ้า”
แล้วเยว่หลิงก็เริ่มสอนพื้นฐานการใช้ดาบให้แก่เด็กชายทั้งคืนไม่หลับไม่นอน ส่วนเลี่ยหยางนอนบนต้นไม้ไม่สนใจ
วันที่สอง ตั้งแต่ตีสี่ เด็กชายถูกสะดุ้งตื่นเพราะถูกเยว่หลิงลากขึ้นม้า แล้วควบออกไปนอกเมืองสู่ป่า ในสถานที่ๆมีน้ำตก
เด็กถูกสั่งให้ฟันสายน้ำ
“ถ้าฟันน้ำขาดไม่ได้ ก็จงฟันใจเจ้าให้ขาด”
เด็กยืนในน้ำตกนั้นถูกไป๋เยว่หลิงสั่งเปลี่ยนท่าไม่หยุด กดดันจนเด็กหายใจไม่ทัน
ทุกครั้งที่หยุด คือถูกเยว่หลิงใช้ปราณดีดหินก้อนเล็กๆไปชนอกเจ็บนิดหน่อย
“วิชาดาบข้าไม่ใช่ท่วงท่า แต่คือใจ"
พอตกสายๆเลี่ยหยางมาหาเขาซื้อซาลาเปาอย่าดีมาให้กินกันทั้ง 3 คนอย่างเอร็ดอร่อยๆ
"เจ้าสอนให้เขาฟันน้ำรึ?"
"ใช่"
"เจ้าบ้าไปแล้ว เด็กเรียนพื้นฐานมาแค่วันเดียว จะให้เข้าใจจิตกระบี่ขั้นสูงได้ยังไง?"
เยว่หลิงหันไปมองเด็กชาย
"ทำได้สิ"
แววตาที่เย็นชานั้นกลับปรากฏความเชื่อใจบางอย่าง จนเด็กชายรีบกินซาลาเปาให้หมดแล้วจับดาบไปฝึกต่อทันทีโดยไม่ต้องสั่ง
...ม่านน้ำจากน้ำตกโถมลงจากผาด้านบนไม่รู้จบ
เด็กขอทานยืนบนหินลื่น มือกำดาบของเลี่ยหยางแน่นจนเส้นเอ็นปูด
สายน้ำกระแทกร่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาไม่ถอย
เขาฟันด้วยแรงจนน้ำแตกกระจาย แต่แรงสะท้อนกลับทำให้แขนชา
ไป๋เยว่หลิงมองและพุดสอนว่า
"ดาบหนักเพราะใจเจ้า"
เด็กชายพยักหน้า เขาฟันอีกครั้งด้วยความเร็ว คมดาบแหวกสายน้ำ แต่สายน้ำก็สมานตัวในพริบตา
เลี่ยหยางหัวเราะ "เจ้าหนู นั่นยังเร็วไม่พอ"
เด้กชายฟันน้ำไม่รู้จักเหนื่อยจนถึงพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน
ไป่เยว่หลิงยังนั่นดูอย่างใจเย็น ส่วนเลี่ยหยางนอนหนุนตัดเล่นและเผลอหลับไป แถมมีเสียงกรนหน่อยๆด้วย
เด็กชายนิ่ง ปล่อยให้น้ำฟาดใส่ใบหน้า ลมหายใจค่อยๆ กลืนไปกับเสียงตกกระทบ หัวใจสงบลงทีละจังหวะ
เขาไม่มองน้ำ แต่พยายามมองช่องว่างระหว่างหยดน้ำ แล้วฟัน การฟันน้ำไม้ได้จะแยกน้ำแต่แค่ผ่านน้ำเฉยๆ
คมดาบเคลื่อนช้า ทว่าตรงสายน้ำแตกออกเป็นสองสาย
ในชั่วขณะนั้น เด็กขอทานเข้าใจ น้ำไม่เคยแพ้ดาบ มีแต่ดาบที่ต้องเรียนรู้จะเป็นน้ำ...
"ข้า....ข้าทำได้แล้ว"
เยว่หลิงลุกขึ้น ทำให้เลี่ยหยางที่นอนหนุนตักอยู่สะดุ้งตื่น
เขาไปที่น้ำตก ชักกระบี่ของตัวเองออก
ใช้เพียงปลายกระบี่สัมผัสน้ำมา 1 หยด น้ำกลิ้งบนกระบี่ เยว่หลิงเริ่มหมุนควงเป็นวงกลม ท่วงท่าและจังหวะขานั้นช่างงดงามและได้จังหวะกันเสียเหลือเกิน
ตูม!
น้ำแค่หยดเดียว พุ่งตามแรงดาบไปชนตัดจนมีรอยแตกได้
เด็กชายอ้าปากค้าง คุณชายผู้นี้ไม่ใช่จอมยุทธธรรมดาแล้ว
"หันหลังและถอดเสื้อ"
เด็กชายหันหลังตามที่เยว่หลิงพูด และถอดเสื้อออก
เยว่หลิงใช้เข็มจิ้มไปตามจุดต่างๆ ก่อนที่จะปล่อยพลังปราณตัวเองลงไป
เด็กชายมีอาการทรมานขึ้นมานิดหน่อย
ใช้เวลาสักพัก เด็กชายก็สะบัดแขนทั้ง 2 ข้างออก น้ำทางซ้ายและทางขวาระเบิดกระจายตูมใหญ่
เยว่หลิงดึงเข็มออก และหันหลังเดินกลับมา
เด็กชายมองตามด้วยแววตาสำนึกบุญคุณ นี่เป็นการได้รับความรักความเมตตาของเขาจากคนแปลกหน้า
แล้วเขาก็ฝึกใช้ดาบตัดสายน้ำต่อจนดึกดื่น ก่อนที่เลี่ยหยางจะงอแง ทุกคนจึงได้เลิกฝึก และเข้านอนแถวนั้น (ดีที่เลี่ยหยางเตรียมซื้ออาหารเย็นมาด้วยแล้ว ไม่งั้นคงได้อดกินกันทั้ง 3 คน)