ตอนที่ 9นัดดูตัว
หลังจากที่จางฉุ้ยเหลียนเก็บกวาดทำความสะอาดทุกอย่างภายในบ้านเสร็จเรียบร้อยเธอก็รีบตรงมายังบ้านของคุณน้าเฉินในทันที
จางกว่างฝูนั้นเป็ผู้ชายที่ไม่ทำการทำงานอะไรเลยส่วนเช่าหวาก็เอาแต่อ้างว่าแค่นึ่งซาลาเปาก็เหน็ดเหนื่อยตรากตรำมากพอแล้ว สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็การเลี้ยงสัตว์เื่งานภายในบ้าน ซักผ้า ทำกับข้าวหรือดูแลบ้านทุกอย่างต่างก็ตกมาอยู่ในความรับผิดชอบของจางฉุ้ยเหลียนทั้งสิ้น
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จมันจึงทำให้เธอมาถึงบ้านของคุณน้าเฉินสายไปสักเล็กน้อย จางฉุ้ยเหลียนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาสานเสื่ออยู่ในห้องเธอจึงไม่ได้สนใจเลยว่ามีลูกค้าเข้ามาในร้านหรือไม่
“ฉุ้ยเหลียนเอ๋อ!เข้ามาในบ้านหน่อยสิ น้ามีเื่อยากคุยกับหนูหน่อยน่ะ !” คุณน้าเฉินะโเรียกจางฉุ้ยเหลียนให้เข้าไปหาในบ้านเธอจึงลุกขึ้นจากม้านั่งตัวยาวแล้วเดินเข้าไป
ภายในบ้านของตระกูลเฉินก็คล้ายๆ กับบ้านของเธอ แต่ว่ามีขนาดที่ใหญ่กว่ามากเมื่อเดินทะลุผ่านระเบียงทางเดินเข้าไปในบ้านแล้ว ก็จะเจอเข้ากับห้องที่มีขนาดกว้างขวางและมีแสงแดดส่องทั่วถึง มีกระถางดอกไม้วางเรียงรายอยู่บริเวณริมหน้าต่างมันกำลังเบ่งบานออกดอกสวยงามมากเลยทีเดียว ตรงมุมผนังที่อยู่ตรงข้ามกับประตูก็มีชั้นวางโทรทัศน์ตั้งอยู่ตรงชั้นล่างถัดลงมาจากโทรทัศน์ก็มีงานฝีมือตั้งไว้อยู่ชิ้นหนึ่ง
ถัดกันนั้นก็มีตู้ไม้วางแนบชิดติดกับกำแพงบนตู้ไม้ก็มีแก้วชาต่าง ๆ วางเรียงกันอยู่ ใกล้ ๆ กันก็มีเตียงตั้งอยู่และบนเตียงก็มีโต๊ะเล็กๆ วางตั้งไว้อยู่ตรงกลาง มีหญิงสาววัยกลางคนอายุราว ๆ ประมาณ 40กว่าปีนั่งอยู่บนเตียง ส่วนด้านล่างก็มีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ผิวขาวเกลี้ยงเกลานั่งอยู่และเขาก็กำลังมองพิจารณาเธอั้แ่หัวจรดปลายเท้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ด้วยความที่จิติญญาของจางฉุ้ยเหลียนนั้นอายุ40 ปีแล้ว เมื่อเธอได้เห็นเด็กหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าหล่อเหลาคนนี้ เธอก็คิดได้แค่ว่าเขาเป็เพียงเด็กหนุ่มที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเพียงเท่านั้นดังนั้นเธอจึงได้คลี่ยิ้มกว้างออกมา ไม่ได้แสดงสีหน้าเขินอายออกมาแต่อย่างใดปฏิกิริยานี้จึงทำให้ผู้คนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้พยักหน้าอย่างเป็อันรู้กันว่าพวกเขาคิดว่าจางฉุ้ยเหลียนก็เป็เด็กสาวที่ไม่เลวคนหนึ่งเลย
คุณน้าเฉินคลี่ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า“หล่อนเป็ญาติจากทางฝั่งแม่ของฉันเอง หล่อนกำลังมองหาคนไปช่วยสอนหนังสือให้กับพวกเด็กๆ น่ะ ฉันเห็นว่าเธอเรียนดี เธออยากไปสอนหนังสือเด็ก ๆ ไหม !”
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้ยินดังนั้นเธอก็รีบเดินเข้ามาอย่างกระตือรือร้นในทันที จากนั้นเธอก็ถามขึ้นมาด้วยความดีใจว่า“ไม่ทราบว่ามีเด็กกี่คนคะ ถ้าเยอะเกินไปหนูเองก็ไม่กล้ารับประกันนะคะว่าจะสามารถสอนได้อย่างทั่วถึงรึเปล่ามันจะเป็การถ่วงเวลาของพวกเด็ก ๆ ซะเปล่า ๆ น่ะค่ะ ”
หญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงก็พูดขึ้นมาว่า: “ไม่เยอะหรอกยังไม่ได้เข้าโรงเรียนเลย โรงเรียนอนุบาลอยู่ไกลเกินไป รับส่งไม่สะดวกก็เลยถือโอกาส่ปิดเทอมหาคุณครูไปช่วยสอนให้กับเด็ก ๆ ก่อนพอโรงเรียนเปิดใน่เดือนกันยายนก็ค่อยส่งพวกเขามาเข้าเรียน”
จางฉุ้ยเหลียนรีบพยักหน้ารับหงึกหงักก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับหญิงสาววัยกลางคนโดยอัตโนมัติแล้วถามไถ่เื่อื่นเพิ่มเติมทันที “เอ่อ เด็กคนนั้นรู้จักตัวอักษรบ้างรึยังคะ ?พอจะอ่านพินอินได้ไหม ? นับตัวเลขง่าย ๆ ได้เท่าไหร่แล้วคะ ? ”
หญิงสาวคนนั้นนิ่งงันไปทันทีเธอนึกไม่ถึงเลยว่าจางฉุ้ยเหลียนจะมีความเป็คุณครูได้มากถึงเพียงนี้ แล้วหนุ่มหล่อหน้าใสที่อยู่นั่งข้าง ๆ จึงคลี่ยิ้มแล้วพูดว่า“หลานชายของผมเขายังอ่านพินอินไม่ได้ครับ แต่เขาสามารถบวกลบเลขไม่เกินจำนวน 20 ได้แล้ว ส่วนตัวอักษรก็รู้จักแต่ตัวอักษรชื่อของตัวเองนอกนั้นก็ยังไม่รู้เื่อะไรเลย”
จู่ ๆ คุณน้าเฉินก็นึกขึ้นมาได้หล่อนจึงชี้ไปทางหญิงสาววัยกลางคนนั้นแล้วพูดว่า “ผู้หญิงคนนี้เป็พี่สะใภ้ของฉันเองเธอเรียกหล่อนว่าคุณป้าตามเฉียวอิงก็ได้ !ส่วนนี่คือหลานชายของฉันเขาอายุมากกว่าเธอ 2 ปี ชื่อ จ้าวกั๋วชิ้ง”
จางฉุ้ยเหลียนเรียกพวกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า“คุณป้า พี่กั๋วชิ้ง !”
ป้าจ้าวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจส่วนจ้าวกั๋วชิ้งก็เอาแต่เขินอายเมื่อตนถูกเรียกว่า “พี่กั๋วชิ้ง”ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ส่วนจางฉุ้ยเหลียนก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในเมื่อเด็ก ๆ ไม่ได้เข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลแล้วบ้านของพวกเขาอยู่ที่ไหนกันล่ะ
เมื่อเอ่ยปากถามก็ได้ความมาว่าบ้านของพวกเขานั้นอยู่ในเขตต้าิถุนที่อยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไกลมากขนาดว่าปั่นจักรยานยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว เมื่อมาคิด ๆดูแล้ว จางฉุ้ยเหลียนก็รู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันที
ป้าจ้าวจึงคลี่ยิ้มแล้วถามออกไปว่า“แล้วการสอบของเธอเป็ยังไงบ้าง ? ถ้ามหาวิทยาลัยของเธอเปิดเทอม เธอก็ต้องไปเรียนแล้วใช่ไหม?”
จางฉุ้ยเหลียนเพิ่งจะมาสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นั้นค่อนข้างดูจะเป็กังวล เธอจึงมองไปทางเขาด้วยความแปลกใจก่อนที่เธอจะตอบกลับไปว่า “มันเป็โอกาสที่ดีของหนูค่ะหนูสมัครเรียนสาขาคุรุศาสตร์ไว้ ถ้าสอบเข้าได้ก็จะสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ทันทีเลยแต่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยค่ะว่าทางบ้านของหนูจะส่งหนูเรียนได้รึเปล่า ! ”
ป้าจ้าวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “เื่นั้นไม่ต้องเป็ห่วงเลย ! หลังจากที่เธอสอบเข้าเรียนสาขาครุศาสตร์ได้แล้วเธอค่อยกลับมาเป็คุณครูสอนเด็กอนุบาลที่บ้านก็ได้ ยังไงก็มีปิดเทอมภาคฤดูหนาวกับปิดเทอมภาคฤดูร้อนอยู่แล้วก็ไม่ถือว่าเหนื่อยมากนัก!”
คุณน้าเฉินนั้นเข้าใจเป็อย่างดีจึงได้พูดกับจางฉุ้ยเหลียนว่า : “ฐานะทางครอบครัวของเธอก็ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่สิ่งที่น้าจะพูด เธอก็อย่าโกรธน้าเลยนะ !”
จางฉุ้ยเหลียนคลี่ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เป็ไรค่ะ คุณน้าเฉินพูดมาได้เลยค่ะ !”
“ครอบครัวของเธอก็ยังมีลูกชายอยู่อีกคนจริง ๆ แล้วในละแวกนี้ใครเป็ยังไงทำอะไรทุกคนต่างก็รู้ดีเธอบอกว่าเธอต้องออกมาทำงานหาเงินเป็ค่าเล่าเรียน แล้วเมื่อไหร่เธอถึงจะเก็บเงินได้พอกันล่ะ? ไม่สู้เท่าเธอแต่งงานกับครอบครัวดี ๆ สักครอบครัวหนึ่ง ที่เขาสามารถส่งเธอเรียนได้แล้วหลังจากที่เธอเรียนจบ เธอก็ยังมีงานดี ๆ ทำ แล้วก็มีครอบครัวมีสามีที่ดี แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือเขาเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยนะ !”
เมื่อคุณน้าเฉินพูดจบจางฉุ้ยเหลียนก็เข้าใจในทันที บวกกับที่ตัวเธอเองนั้นได้ยินบทสนทนาของเฉินเฉียวอิงและจางฉุ้ยหลินพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเธอมาก่อนหน้านี้มันก็ยิ่งตรงกับเหตุการณ์ในตอนนี้พอดี ใบหน้าของจางฉุ้ยเหลียนจึงแดงระเรื่อและพูดอะไรไม่ออก
เมื่อเห็นว่าจางฉุ้ยเหลียนเข้าใจในสิ่งที่น้าเฉินพูดในทันทีและรีบก้มหน้าที่แดงระเรื่อลงป้าจ้าวก็รู้สึกใจเต้นรัวขึ้นมาทันที หล่อนหันไปมองลูกชายที่นั่งทำหน้าเขินอายด้วยความดีใจอยู่ข้างๆ จากนั้นจึงหันมามองจางฉุ้ยเหลียนที่แสนฉลาดคนนี้ หล่อนก็เกิดความลังเลขึ้นมา
“เด็กคนนี้นี่หยุดเขินได้แล้ว น้าของเธอก็พูดกับเธอไปตรง ๆ แล้ว ญาติของเราก็มีตั้งเยอะตั้งแยะแถมครอบครัวเราก็ยังมีเด็กหนุ่มที่หน้าตาดีอีกมาก ไว้ฉันจะกลับไปถามที่บ้านให้ถ้าพ่อแม่ของเธอตกลง ฉันก็จะเป็แม่สื่อให้เอง !” ป้าจ้าวพูดแบบนี้ทำให้จางฉุ้ยเหลียนถึงกับต้องลูบศีรษะเลยทีเดียว
ส่วนคุณน้าเฉินและจ้าวกั๋วชิ้งก็มองไปทางหล่อนด้วยสีหน้าทึ่งๆ ป้าจ้าวส่งเสียงไอแห้ง ๆ ออกมา ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “บ้านของเราอยู่ไกลมากถ้าเธอตกลงที่จะมาช่วยสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ ล่ะก็ เธอปั่นจักรยานมาที่บ้านของเราทุกวันก็ได้นะมีข้าวมื้อเที่ยงให้กิน ทำงานค่าจ้างเดือนละ 20 หยวน ตกลงไหม ? ”
จางฉุ้ยเหลียนคลี่ยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า“หนูขอกลับไปคิดดูก่อนนะคะ ยังไงเื่นี้หนูก็ต้องไปปรึกษากับพ่อแม่ของหนูก่อนค่ะ!”
เมื่อพูดจบเธอก็ยืนขึ้นก่อนจะยิ้มแล้วพูดต่อว่า “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวออกไปทำงานก่อนนะคะ !”
คุณน้าเฉินรีบพยักหน้า“ได้สิ ไปเถอะ ถ้าเธออยากจะทำงานนี้จริง ๆ พรุ่งนี้เธอค่อยมาบอกน้าก็ได้ น้าจะพาเธอไปที่บ้านของป้าจ้าวเอง!”
เมื่อพูดจบหล่อนก็มองไปทางจางฉุ้ยเหลียนที่เดินออกไปจากห้องหล่อนอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ว่า “พี่สะใภ้ ที่พี่พูดเมื่อกี้หมายความว่าอย่างไรหรือคะ? ”
จ้าวกั๋วชิ้งก็บ่นพึมพำว่า“ใช่ ผมว่าเธอก็ดูดีมากเลยนะ !”
จางฉุ้ยเหลียนไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกมา เธออ้างว่าขอตัวไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นเธอก็เดินลัดจากห้องน้ำมาถึงสวนผักด้านหลังแล้วจึงค่อย ๆ เดินย่องเบา ๆ มาจนถึงหน้าต่างด้านหลัง เธอคุกเข่าลงเพื่อแอบฟังการกลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้ เธอกลายเป็คนที่ชอบแอบฟังคนอื่นเขาคุยกันไปแล้วอย่างนั้นหรือ
“ว่ายังไงคะ พี่กลัวว่าจะได้มานั่งเสียใจภายหลังหรือ? ” คุณน้าเฉินถามด้วยเสียงต่ำ ๆ ป้าจ้าวจึงได้แต่ทอดถอนใจออกมา “จะทำยังไงได้ล่ะฉันก็อยากให้หล่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หลังจากที่หล่อนจบมาเป็คุณครูแล้ว เราค่อยมาว่ากันอีกทีก็ยังไม่สายนะ!”
คุณน้าเฉินนิ่งงันไปชั่วคณะเธอไม่รู้ว่าพี่สะใภ้ของเธอจะคิดแบบนี้ : “แล้วจะเอาไงล่ะเด็ก ๆ ก็ไม่ได้ชอบพอกันด้วย ? ”
ป้าจ้าวส่ายหน้า“หน้าตาก็ดี ฉันมองดูแล้วหล่อนก็ดูสะอาดสะอ้านดี เธอเห็นพวกหญิงแก่ด้านนอกนั่นไหมล่ะเนื้อตัวของพวกหล่อนทั้งสกปรกแล้วก็เต็มไปด้วยละอองต้นอ้อหล่อนเป็คนเดียวที่ยังสวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ยังดูสะอาด ผูกผ้ากันเปื้อนรอบเอวตอนที่จะเข้ามาก็ถอดผ้ากันเปื้อนไว้ข้างนอก เพราะกลัวว่าจะสร้างความสกปรกในบ้านฉันเห็นแวบแรกก็ถูกมากชะตามากเลยทีเดียว !”
จ้าวกั๋วชิ้งก็อดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้ว่า“แล้วทำไมล่ะครับ?”
ป้าจ้าวถลึงตาใส่ลูกชายแวบหนึ่ง: “แล้วทำไมอย่างนั้นหรือ?เพราะหล่อนดูเฉลียวฉลาดเกินไปยังไงล่ะแกก็เห็นว่าตอนแรกหล่อนคิดว่าเรา้ามาหาครูสอนหนังสือเด็กจริง ๆ ถามแต่สถานการณ์ของเด็ก ๆ อย่างเดียว แต่ตอนที่หล่อนได้ยินที่น้าของแกพูด หล่อนก็เข้าใจได้ในทันที ถ้าเป็คนอื่นจะเข้าใจได้ในทันทีแบบนี้หรือ”
สิ่งที่คุณน้าเฉินคิดก็คือถ้าเธอเป็พี่สะใภ้เธอก็คงจะคิดไม่ถึงอย่างแน่นอน แผนในตอนแรกของเธอก็คือการจงใจที่จะข้ามสองสามีภรรยาตระกูลจางนั่นไปก่อนให้พี่สะใภ้ของเธอมาดูตัวจางฉุ้ยเหลียนเสียก่อน สิ่งที่เธอคิดไว้ก็คือหากว่าพี่สะใภ้ของเธอชอบหลานชายเธอชอบ จากนั้นเธอจึงค่อยพาพวกขาไปเจอสองสามีภรรยาตระกูลจางสองสามีภรรยาตระกูลจางมีนิสัยที่เห็นแก่เงิน พวกเขาคงจะไม่มีทางยอมพลาดการแต่งงานครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน
“แม่นี่มันจริงๆ เลย ! ถ้าไม่ฉลาด หล่อนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ยังไงกันล่ะครับ? ถ้าแม่จะหาคนโง่ แม่ก็ต้องหาคนที่มีการศึกษาด้วยสิจะไปหาคนแบบนี้ได้ที่ไหนอีกล่ะครับ ? ” จ้าวกั๋วชิ้งคงจะชอบจางฉุ้ยเหลียนเข้าแล้วจริง ๆ เมื่อได้ยินว่าการแต่งงานครั้งนี้ต้องพังทลายลงก็อดที่จะโมโหขึ้นมาไม่ได้
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้ยินประโยคนี้เธอก็เข้าใจได้ในทันที ถ้าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้น ก็คงจะเป็เื่ที่แปลกเอามากๆ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบจ้าวกั๋วชิงหรอกนะ แต่คำพูดของจ้าวกั๋วชิงเมื่อสักครู่นี้ มันเป็การฝืนโชคชะตาของเธอและเขาอย่างไรอย่างนั้น
แล้วยังไงล่ะตอนแรกป้าจ้าวก็พูดกับคนอื่นว่าจางฉุ้ยเหลียนเป็เด็กดีมากคนหนึ่งอย่างโน้นอย่างนี้แต่หล่อนก็ไม่ยอมให้ลูกชายของหล่อนแต่งงานกับจางฉุ้ยเหลียน แม่คนไหนเขาจะยอมกันล่ะ ยิ่งไปกว่านั้นป้าจ้าวก็ยังเป็แม่สามีที่เข้มงวดมากคนหนึ่งอีกด้วย
“คนที่มีการศึกษาหาจากไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ถ้าได้สะใภ้แบบนี้แกก็จะไม่สามารถควบคุมหล่อนได้” ดวงตาของป้าจ้าวแข็งกร้าวขึ้นมาทันทีจากที่ดูจางฉุ้ยเหลียนทำงานหาเงินเพื่อที่จะส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัยแล้วหลังจากนี้ถ้าเธอได้แต่งงานเข้ามาในตระกูลของหล่อนจริง ๆ ล่ะก็ คนที่จะเป็ใหญ่ในบ้านก็คงจะไม่ใช่ลูกชายของหล่อนอย่างแน่นอน
“ใครจะเป็ใหญ่ในบ้านแล้วยังไงล่ะครับคนที่เป็ใหญ่ในบ้านก็เป็แม่อยู่ดีไม่ใช่หรือ ! ” จ้าวกั๋วชิ้งพูดประโยคนี้ออกไปยิ่งไปกระตุ้นความโกรธของแม่เขาได้เป็อย่างดี : “แกยังไม่มีอนาคตเลย ถึงยังไงฉันก็ไม่ถูกใจค่อยหาใหม่แล้วกัน คนนี้ไม่ผ่าน !”
จ้าวกั๋วชิ้งโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ“ก็ผมชอบเธอ แต่แม่กลับบอกว่าไม่ดี ! ”
ป้าจ้าวยิ้มอย่างเ็าแล้วพูดว่า“ฉันพูดผิดตรงไหน ไม่เชื่อแกก็ลองดูสิ ถ้าฉันไม่ให้เงินแก ฉันจะคอยดูว่าแกจะแต่งงานกับหล่อนได้ไหม? ”
คุณน้าเฉินเห็นสองแม่ลูกเริ่มทะเลาะกันหล่อนจึงอดที่จะหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “เอาล่ะๆ ทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ไปได้ จะมาทะเลาะกันทำไม ไม่กลัวคนข้างนอกจะมาได้ยินเอาหรือ!”
หลังจากนั้นจางฉุ้ยเหลียนก็ไม่ได้กลับเข้าไปในบ้านของตระกูลเฉินอีกเธอเดินไปพลางเอามือลูบกำแพงไปพลางด้วยความรู้สึกแย่ อีกทั้งเงินที่เธอหามาได้จากตระกูลเฉินก็ไม่ได้มากมายอะไรสิ่งเดียวที่เธอคิดได้ก็คือการนึ่งซาลาเปาให้พ่อกับแม่ และเธอก็คิดได้อีกวิธีหนึ่งแต่พอคิดไปคิดมาแล้วเธอก็ทำได้เพียงแค่ต้องเข้าไปดูในเมืองด้วยตัวเองเพียงเท่านั้น
จางฉุ้ยเหลียนเดินไปตามถนนเมื่อเห็นเช่าหวาและจางกว่างฝูกำลังขายซาลาเปากันอยู่ที่ริมถนน เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหาพวกเขาเมื่อเช่าหวาเห็นลูกสาวเดินเข้ามา ประโยคแรกที่หล่อนถามออกมาก็คือ : “ทำไมแกไม่ไปทำงาน ? ”
จางฉุ้ยเหลียนจึงพูดขึ้นมาว่า“งานมันได้เงินน้อยเกินไป หนูอยากเข้าไปงานในเมืองทำ ไปเป็พนักงานเสิร์ฟก็ได้ !”
เช่าหวาเบะปาก“เพ้อเจ้อ แกเนี่ยนะจะไปเป็พนักงานเสิร์ฟ ? ฉันว่าแกี้เีจะตายไป ถ้าทำไม่ได้ก็มาขายซาลาเปากับฉัน!”
จางฉุ้ยเหลียนเข้าใจพ่อกับแม่ของตัวเองดีถ้าให้เธอมาช่วยขายซาลาเปาล่ะก็ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสองสามีภรรยาก็ต้องกลับไปนอนที่บ้านอย่างแน่นอนหลังจากนั้นก็คงคอยแต่จะเก็บเงินจากการขายซาลาเปาของเธอเท่านั้น
เธอส่ายหน้า“เงินที่ขายซาลาเปามันจะพอกับค่าเรียนมหาวิทยาลัยของหนูหรือ ? ไม่ต้องให้หนูออกไปหาเงินก็ได้อย่างนั้นหรือ? ”
เช่าหวาที่ถูกลูกสาวไล่ต้อนจนมุมหล่อนจึงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา “อยากไปก็ไป พอเห็นแกอยู่แต่ในบ้านไม่ทำงานทำการอะไรแล้วมันก็รู้สึกขัดใจ”
ดังนั้นจางฉุ้ยเหลียนจึงได้ขึ้นรถประจำทางเพื่อเดินทางเข้าไปในเมืองจนกระทั่งรถมาถึงในตัวเมือง เธอก็ลงจากรถและเริ่มเดินไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ทำงานพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารก็ได้ค่าจ้างน้อย
จางฉุ้ยเหลียนเดินมาจะ4 ชั่วโมงเต็มแล้ว ในที่สุดเธอก็เห็นประกาศรับสมัครของโรงงานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มันเป็โรงงานเกี่ยวกับกล่องกระดาษพวกเขารับสมัครคนติดกล่องกระดาษ ค่าจ้างต่อชิ้น ที่สำคัญสามารถเอามันกลับไปทำที่บ้านของตัวเองได้ด้วย!