พ่อบ้านรายงานทุกอย่างที่ตนรับรู้มาจนสิ้นทว่าบนใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อกลับปรากฏร่องรอยของความจนใจ“อาหยาง เื่เขาเล่นเกมน่ะไม่ใช่เื่แปลกอะไรเลยวันไหนที่เขาเลิกเล่นขึ้นมาสิถึงจะเรียกว่าเื่ประหลาด”
พ่อบ้านหัวเราะแห้งๆ“นั่นก็จริงครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะเบือนหน้ากลับไปมองที่สวนดูเหมือนว่าเขามีเื่บางอย่างที่ทำให้รู้สึกว้าวุ่นใจไม่น้อย
“คุณชายใหญ่ครับ เ้าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นนั่นมันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
สองวันที่ผ่านมานี้คุณชายใหญ่ทั้งเช็กภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งลงไปรื้อค้นในสวนด้วยตัวเองความทุ่มเทพลุ่งพล่านขนาดนี้ทำให้พ่อบ้านเริ่มจะตามความคิดไม่ทันเสียแล้ว
“ถ้ามันเป็แค่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นธรรมดา แน่นอนว่ามันไม่สำคัญหรอก” แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเคร่งขรึม
“แต่มันกลับสามารถจับและแยกแยะอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วเกินพิกัดถ้าเป็อย่างนั้น มูลค่าของระบบชิปในตัวมันก็ยากที่จะประเมินได้”
เขาส่งคลิปจากกล้องวงจรปิดคืนนั้นไปให้หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของห้องปฏิบัติการอัจฉริยะหลังจากที่หวังเหมี่ยนได้รับไปไม่ถึงสิบนาทีอีกฝ่ายก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้องทำงานของเขาทันที
ทั้งสองใช้เวลาสนทนากันตลอดทั้งบ่ายหวังเหมี่ยนลองคำนวณความเร็วในการประมวลผลดูคร่าวๆแล้วพบว่ามันช้ากว่าระบบการรับรู้ทางอารมณ์ของมนุษย์แบบมัลติโมดัล [1]ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางเพิ่งจะพัฒนาขึ้นเมื่อเดือนก่อนเพียงนิดเดียวเท่านั้น
ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือเ้าเครื่องทรงกลมแป้นนั่นกลับใช้เลนส์ไลก้า [2] ที่แกะออกมาจากโทรศัพท์มือถือเสียด้วยซ้ำซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้าเปลี่ยนไปใช้เลนส์ออปติคัล [3] เกรดอุตสาหกรรมช่องว่างที่ต่างกันเพียงน้อยนิดนั้นจะถูกลบเลือนจนหายไปหรืออาจจะแซงหน้าไปเลยก็เป็ได้
จี้เยี่ยนจื๋อยังจำสีหน้าเ็ปรวดร้าวของหวังเหมี่ยนได้ติดตาอีกฝ่ายถึงกับอ้อนวอนขอให้จี้เยี่ยนจื๋อตามหาตัวคนทำคนนี้มาให้ได้เขาอยากจะเห็นหน้าเหลือเกินว่าใครกันที่บังอาจเผาผลาญสมบัติฟ้าประทานด้วยการเอาชิปขั้นเทพมาใส่ไว้ในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นเพียงเพื่อจะใช้มันกลั่นแกล้งคนเล่นไปวันๆ
พ่อบ้านฟังจบถึงกับยืนอึ้งตาค้างแม้เขาจะไม่ประสีประสาเื่เทคโนโลยีระดับสูงแต่เขาก็เข้าใจดีว่าสิ่งนี้มีความสำคัญมหาศาลเพียงใด
“คุณชายใหญ่ครับ พรุ่งนี้ผมจะระดมคนทั้งหมดออกช่วยกันหาตราบใดที่เ้าหุ่นยนต์นั่นยังอยู่ในบ้านผมจะต้องลากตัวมันออกมาให้คุณชายให้ได้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนอาหยางด้วยนะครับ”
ระหว่างทางกลับจากสวนจี้เยี่ยนจื๋อปรายตามองไปทางตึกทิศตะวันตกเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจแวะไปที่นั่นเสียหน่อย
เขามุ่งตรงไปยังห้องเล่นเกมห้องนั้นเมื่อถึงหน้าประตู มือหนาก็ยกขึ้นหมายจะหมุนลูกบิดประตู
ติ๊ด!วงแหวนสีแดงตรงที่สแกนลายนิ้วมือสว่างวาบขึ้น บ่งบอกว่าการตรวจสอบข้อมูลล้มเหลว
จี้เยี่ยนจื๋อหลับตาลงพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างระงับอารมณ์ ไอ้ระบบควบคุมส่วนกลางเฮงซวยนี่ทำไมลงโปรแกรมใหม่แล้วยังมีปัญหาอยู่อีก
***************
เวลา19.00น. จี้ทิงลงมาทานมื้อค่ำตรงเวลาเป๊ะ
ทว่าเมื่อมาถึงห้องอาหารเขากลับพบว่าบนโต๊ะมีเพียงบะหมี่หยางชุน [4] ร้อนๆสองชาม กับเครื่องเคียงเป็ผักดองอีกสามจานเล็กๆ เท่านั้น
เขาหันไปมองจี้เยี่ยนจื๋อ“มื้อเย็นกินแค่นี้เหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า“อาหยางพาทุกคนไปช่วยกันหาของอยู่ที่ตึกตะวันออกมื้อเย็นฉันเลยให้อาหลิวทำอะไรง่ายๆ มาให้”
“หาอะไรครับ?”
“หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวนั้นไง”
จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อยเขาไม่คิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะเ้าคิดเ้าแค้นขนาดนี้ แค่ถูกหัวเราะเยาะใส่สองสามทีถึงกับต้องพลิกแผ่นดินหาแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งเลยหรือ
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นเขายืนนิ่งไม่ไหวติงก็นึกว่าอีกฝ่ายรังเกียจมื้ออาหารที่ดูซอมซ่อ“จะกินก็กิน ไม่กินก็กลับห้องนายไป”
จี้ทิงเหลือบมองเขาแวบหนึ่งโดยไม่ปริปากพูดอะไรก่อนจะนั่งลงทานบะหมี่เงียบๆ
วันต่อมาคือวันเสาร์สวีเหรินร้อนใจอยากจะบอกข่าวดีกับจี้ทิง จึงรีบเดินทางมาหาแต่เช้าตรู่
เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในตึกหลักก่อนจะชะงักฝีเท้าด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากวิ่งวุ่นไปมาในตระกูลจี้มากกว่าเมื่อวานเสียอีกพ่อบ้านถือวิทยุสื่อสารอยู่ในมือ สั่งการให้คนทางโน้นไปตรวจดูที่สนามม้าอีกรอบ
เพราะกำลังยุ่งอยู่พ่อบ้านจึงกล่าวขอโทษสวีเหรินพอเป็พิธี ก่อนจะบอกว่าคุณชายรองตื่นแล้วและให้เขาขึ้นไปข้างบนได้เลย
“อาจารย์จี้ครับ วันนี้ที่บ้านคุณ...” เมื่อเข้ามาในห้องสวีเหรินก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “คุณทำระบบควบคุมส่วนกลางพังอีกแล้วเหรอครับ?”
จี้ทิงส่ายหน้าเบาๆ“เปล่า จี้เยี่ยนจื๋อกำลังสั่งให้คนตามหาแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งน่ะ”
“หา?!”
สวีเหรินตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีเขานึกว่าแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งแค่แอบเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเงียบๆไม่คิดเลยว่าจะไปเตะตาคุณจี้เข้าให้เสียแล้ว
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง“สวีเหริน คุณช่วยอะไรผมหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิครับ ว่ามาได้เลย”
จี้ทิงลุกขึ้นไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วอุ้มแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งออกมา “คุณเอามันกลับไปที่มหาวิทยาลัยก่อนไว้ผ่านไปสักพักค่อยเอามาคืนผม”
“ตกลงครับ” สวีเหรินตอบรับโดยไม่รีรอพลางถอดเป้ออกมาทันทีทว่าในจังหวะที่กำลังจะรูดซิป เขากลับชะงักไปครู่หนึ่ง
เขามองจี้ทิงแวบหนึ่งแล้วเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหยิบถุงพลาสติกใบหนึ่งออกมา“อาจารย์จี้ครับ นี่คือซาลาเปาไส้กุ้งจากโรงอาหารมหาวิทยาลัยผมถึงมันจะราคาถูกแต่รสชาติอร่อยมากจริงๆ นะครับ”
สำหรับประโยคที่ไม่ได้สื่อความหมายตรงๆจี้ทิงก็ยังคงไม่เข้าใจความนัยเช่นเคย “ไม่ต้องรีบนายกินให้เสร็จก่อนค่อยใส่ของก็ได้”
“ไม่ใช่ๆ ครับ คือ...ผมตั้งใจเอามาฝากอาจารย์ครับ” สวีเหรินยิ่งพูดหน้าก็ยิ่งแดงซ่าน เสียงเริ่มเบาลงเรื่อยๆ “อาจารย์ที่ปรึกษาชมว่าผลการทดลองวิทยานิพนธ์ของผมดีมากผมเลย...เลยอยากจะขอบคุณอาจารย์ครับ ซาลาเปานี่ อาจารย์อย่ารังเกียจเลยนะครับ”
จี้ทิงมองเขามุมปากหยักยกขึ้นเป็รอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง “ซาลาเปาน่ากินมากขอบคุณครับ”
ดวงตาของสวีเหรินเป็ประกายขึ้นมาอีกครั้งเขาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟัน หลังจากเคลียร์ที่ว่างในเป้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็ค่อยๆบรรจงวางแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งลงไปอย่างระมัดระวังที่สุด
เดิมทีเขาตั้งใจจะรีบไปทันทีที่เก็บของเสร็จแต่จี้ทิงบอกว่าจี้เยี่ยนจื๋อเป็คนขี้ระแวง ทั้งคู่จึงแสร้งทำเป็‘ติวหนังสือ’ กันตามปกติจนถึง่เที่ยง
จากนั้นจี้ทิงเดินลงมาส่งแขกที่ชั้นล่างสวีเหรินโบกมือลา “ผมไปก่อนนะเจอกันพรุ่งนี้ครับ”
“อืม”
สวีเหรินเดินไปที่ประตูใหญ่ตามปกติในขณะที่กำลังรอให้ประตูเปิด บอดี้การ์ดคนหนึ่งก็เดินอาดๆ เข้ามา“อาจารย์สวีครับ ท่านประธานจี้เชิญพบครับ”
“ฮะ?!”
ท่าทางใจนเกินเหตุของเขาทำให้เลี่ยวข่ายรู้สึกถึงความผิดปกติแม้อีกฝ่ายจะรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติอย่างรวดเร็วแต่เลี่ยวข่ายกลับรู้สึกว่ามันยิ่งดูน่าสงสัยมากขึ้นไปอีก
“อาจารย์สวี เชิญครับ”
เลี่ยวข่ายไม่ได้พาเขาเดินย้อนกลับไปที่ตึกหลักแต่กลับพาเข้าทางประตูข้างของตึกทิศตะวันตก แล้วนำทางไปยังห้องรับรองปีกข้าง
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังนั่งอยู่บนโซฟาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเขาก็เงยหน้าขึ้นจากแท็บเล็ตดวงตาสีดำสนิทที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งกวาดมองใบหน้าของสวีเหรินอย่างไม่ตั้งใจ
“อาจารย์สวีมาแล้ว เชิญนั่งสิครับ”
สวีเหรินรู้สึกปากแห้งผากลำคอตีบตัน เขาพยายามนั่งลงให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุดแต่บนหลังยังคงสะพายเป้ไว้ไม่ยอมวาง
จี้เยี่ยนจื๋อวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาไม่ถือว่าเ็านัก “ได้ยินพ่อบ้านบอกว่า่นี้จี้ทิงดูสงบเสงี่ยมขึ้นมาก ดูท่าว่าอาจารย์สวีจะทุ่มเทไม่น้อยเลยสินะ”
สวีเหรินแสยะยิ้มฝืดเฝื่อน“คุณให้ค่าติวมาตั้งเยอะแยะ นี่เป็สิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้วครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อปรายตามองมือที่ขยำสายเป้าของเขาแน่นมุมปากหยักยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่มีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่“ฉันจำได้ว่านายเรียนปริญญาโทด้านวิศวกรรมแสงที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปักกิ่งใช่ไหม?”
“คะ...ครับ ใช่ครับ”
“แล้วทักษะด้านคอมพิวเตอร์ล่ะ เป็ยังไงบ้าง?”
“เทียบกับพวกที่เรียนสายคอมพิวเตอร์โดยตรงไม่ได้หรอกครับผมแค่สอบใบเซอร์มาตอนเรียนป.ตรีเท่านั้นเอง” สวีเหรินพูดมาถึงตรงนี้ก็ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยอย่างขัดเขิน“ความจริงตอนนี้ ถ้าเป็เื่ที่ไม่เกี่ยวกับการทดลองผมก็ลืมไปเกือบหมดแล้วล่ะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อยังคงถามคำถามเขาต่อไปอย่างไม่รีบร้อนทั้งเื่ชีวิตในมหาวิทยาลัยและเื่ในสายงานที่สวีเหรินถนัด
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มคลายความประหม่าลงระหว่างการสนทนาและท่าทางดูผ่อนคลายมากขึ้นจี้เยี่ยนจื๋อก็โพล่งถามขึ้นมาดื้อๆ “ตอนอยู่ที่บ้านผมคุณเคยเห็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นบ้างไหม?”
สวีเหรินสะดุ้งสุดตัวเขาไม่ทันได้ปกปิดพิรุธใดๆ ร่างกายทั้งร่างก็แข็งทื่อขึ้นมาตามสัญชาตญาณในทันที
จี้เยี่ยนจื๋อมองปลายนิ้วที่ขยำเป้จนซีดขาวของอีกฝ่ายรอยยิ้มเย้ยหยันพลันผุดขึ้นที่มุมปากทันที
เจอตัวแล้ว...
เชิงอรรถ
[1]ระบบการรับรู้ทางอารมณ์ของมนุษย์แบบมัลติโมดัล (MultimodalHuman Emotion Recognition) คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผสานข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อทำความเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์อย่างแม่นยำและลึกซึ้งโดยจำลองความสามารถของสมองมนุษย์ที่รับรู้ผ่านประสาทััหลายด้านพร้อมกัน
[2]เลนส์ไลก้า (Leica) บนมือถือคือเลนส์ที่ผ่านการออกแบบและรับรองคุณภาพมาตรฐานเยอรมันโดยแบรนด์ Leica ซึ่งเน้นความคมชัด แสงสีที่เป็ธรรมชาติ และโทนภาพที่เป็เอกลักษณ์
[3]เลนส์ออปติคัล คือ อุปกรณ์โปร่งใส มักทำจากแก้วหรือพลาสติกคุณภาพสูงที่มีความโค้งมน ซึ่งออกแบบมาเพื่อ หักเหแสงเพื่อให้เกิดการรวมแสงหรือกระจายแสงอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างภาพจำลองของวัตถุขึ้นมา
[4]บะหมี่หยางชุนคือเมนูบะหมี่น้ำใสสไตล์เซี่ยงไฮ้ที่เรียบง่ายแต่คลาสสิกโดยจุดเด่นคือเส้นบะหมี่แป้งสาลีเนื้อนุ่มในน้ำซุปใสรสกลมกล่อมปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันหมู (หรือน้ำมันงา) และโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยเท่านั้นไม่มีเนื้อสัตว์หรือเครื่องเคียง