ตำนานราชันย์สะท้านภพ

    บทที่ 53: สิทธิ์แห่งราชันย์และประตูมังกรเหิน

    กลิ่นคาวเลือดที่ยังลอยอวลในอากาศดูเหมือนจะเป็นเครื่องเตือนสติชั้นดีให้กับเหล่าจอมยุทธ์ผู้เหลือรอด

    บนลานหินกว้างยอดเขาดาราสวรรค์ ร่างไร้วิญญาณของกวนอวี้และเหล่าสมุนยังคงนอนทอดร่างอยู่อย่างน่าเวทนา ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากวิจารณ์ หรือแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง

    สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปยังบุรุษหนุ่มชุดขาวผู้ยืนสงบนิ่งอยู่กลางลานสังหาร เย่หวงสะบัดข้อมือเบาๆ เก็บกระบี่อัสนีทมิฬเข้าฝัก เสียง คลิก ของโลหะกระทบกันดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบสงัด ราวกับเสียงระฆังปิดฉากละครโศกนาฏกรรม

    เย่หวงไม่แยแสต่อสายตาหวาดผวาเหล่านั้น เขาก้มลงหยิบ 'พัดเหล็กกลไก' และ 'แหวนมิติ' จากศพของกวนอวี้ขึ้นมา ใช้ชายเสื้อเช็ดคราบเลือดออกอย่างใจเย็น ก่อนจะเก็บเข้าอกเสื้อหน้าตาเฉย

    "น่าเสียดาย... ชุดเปื้อนหมดแล้ว" 

    เขาพึมพำเบาๆ ประโยคที่ดูเหมือนบ่นเรื่องดินฟ้าอากาศนี้ กลับทำให้ผู้ฟังรอบข้างรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง

    ชายผู้นี้... สังหารยอดฝีมือไปสิบกว่าศพในพริบตา แต่กลับห่วงแค่เรื่องเสื้อผ้าเปื้อน? นี่ไม่ใช่คนธรรมดา... นี่มันพยัคฆ์ร้ายในคราบคุณชายเจ้าสำราญชัดๆ!


    ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากกลุ่มอัจฉริยะ

    "กระบี่คลั่ง" หลี่มู่ไป๋ (อันดับ 2 แห่งทำเนียบมังกรฟ้า)

    ชายหนุ่มผู้มีแววตาดุจคมดาบ จ้องมองเย่หวงด้วยความสนใจที่ปิดไม่มิด รังสีการต่อสู้ที่แผ่ออกมาจากตัวเขาร้อนแรงจนคนรอบข้างต้องถอยหนี

    "กระบี่เมื่อครู่... รวดเร็ว เด็ดขาด และไร้ความปรานี" 

    หลี่มู่ไป๋เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น 

    "ข้า 'หลี่มู่ไป๋' ไม่เคยชื่นชมใครง่ายๆ แต่เจ้า... มีคุณสมบัติพอ"

    เย่หวงเงยหน้าขึ้นสบตา มุมปากยกยิ้มจางๆ 

    "ข้าเพียงแค่กวาดขยะที่ขวางทางเดิน... ท่านหลี่มู่ไป๋ชมเกินไปแล้ว"

    "ฮึ..." หลี่มู่ไป๋ส่งเสียงในลำคอ คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ก่อนจะหันหลังกลับไปรวมกลุ่มเดิม เป็นการยอมรับในฝีมือโดยดุษณี

    ถัดออกไปไม่ไกล องค์ชายสาม "จ้าวเทียนหลง" (อันดับ 1) ยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาลุ่มลึก เขาพยักหน้าให้เย่หวงเล็กน้อย ท่าทีสง่างามดุจราชสีห์มองราชสีห์ด้วยกัน ไม่ใช่ราชสีห์มองมดปลวกอีกต่อไป

    ส่วน "ธิดาเหมันต์" ไป๋เสวี่ย (อันดับ 3) แม้ใบหน้างามล่มเมืองจะยังคงเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี แต่ดวงตาคู่สวยนั้นกลับหยุดนิ่งอยู่ที่เย่หวงนานกว่าคนอื่น ราวกับกำลังประเมินตัวแปรใหม่ที่อาจสั่นคลอนบัลลังก์ของนาง


    เมื่อแสงตะวันสุดท้ายลับขอบฟ้า เสียงระฆังจากหอคอยบรรพกาลก็ดังก้องบอกเวลาสิ้นสุดการสอบ

    เปรี้ยง!

    ท้องฟ้าเหนือยอดเขาแปรปรวนอีกครั้ง ผู้อาวุโสเทียนจีลอยตัวลงมาจากฟากฟ้า สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วลานประลอง โดยเมินเฉยต่อกองซากศพของกลุ่มกวนอวี้อย่างสิ้นเชิง ตามกฎเหล็กแห่งยุทธภพ... ผู้แพ้คือหญ้าแพรก ผู้ชนะคือผู้เขียนกฎ

    "หมดเวลา!" เสียงประกาศิตดังก้อง

    ทันใดนั้น วงเวทย์เคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นใต้เท้าของผู้เข้าสอบ ผู้ที่ไร้ซึ่ง 'ป้ายดารา' ในมือ หรือผู้ที่บาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจไปต่อ ถูกแสงสว่างห่อหุ้มและส่งตัวหายวับไปจากยอดเขาทันที เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า

    "ยินดีด้วย..." ผู้อาวุโสเทียนจีเอ่ยเสียงเรียบ 

    "จากผู้เข้าสอบนับหมื่น... เหลือรอดมายืนอยู่ตรงนี้เพียง 86 คน"

    จำนวนตัวเลขที่ลดฮวบลงทำให้ผู้รอดชีวิตต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก กลุ่มของกวนอวี้ที่หายไปทั้งกลุ่ม ส่งผลให้โควตาผู้ผ่านเข้ารอบลดลงต่ำกว่า 100 คนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    "นับแต่วินาทีนี้ พวกเจ้าทั้ง 86 คน คือ ศิษย์สายนอก ของสำนักยุทธ์หลวงดาราสวรรค์!"

    เสียงเฮดังลั่นด้วยความโล่งใจและยินดี หลายคนทรุดลงร้องไห้ที่รอดชีวิตมาได้

    "ช้าก่อน!" ผู้อาวุโสเทียนจียกมือขึ้นหยุดเสียงโห่ร้อง 

    "เส้นทางสู่จุดสูงสุดยังไม่จบ... ข้าต้องการเฟ้นหา 10 ยอดอัจฉริยะ เพื่อเป็นศิษย์สายใน"

    "และในปีนี้... มีบุคคลพิเศษ 4 คน ผู้ถือครอง 'ป้ายทองคำประกาศิต'... ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ผ่านเข้าเป็นศิษย์สายในทันที โดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกในรอบต่อไป!"


    เสียงฮือฮาดังระงมขึ้นทันที ทุกสายตาต่างสอดส่ายมองหาว่าใครคือผู้ได้รับสิทธิ์นั้น

    "คนแรก... เชื้อพระวงศ์ผู้เปี่ยมพรสวรรค์ องค์ชายสาม จ้าวเทียนหลง!" 

    จ้าวเทียนหลงเดินออกมาอย่างองอาจ ชูป้ายทองคำในมือขึ้นฟ้า รัศมีสีทองเปล่งประกายรอบกายสมฐานะอันดับหนึ่ง

    "คนที่สอง... กระบี่คลั่งผู้ไร้พ่าย หลี่มู่ไป๋!" 

    ชายหนุ่มชุดดำก้าวออกมาหน้านิ่ง เพียงแค่ยืนเฉยๆ จิตกระบี่ก็คมกริบจนบาดผิว

    "คนที่สาม... ธิดาเหมันต์ ไป๋เสวี่ย!" 

    หญิงสาวชุดขาวเดินออกมาพร้อมไอเย็นที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง

    ฝูงชนเริ่มซุบซิบกันเซ็งแซ่ เดากันไปต่างๆ นานา ว่าคนสุดท้ายจะเป็นใคร แต่แล้วผู้อาวุโสเทียนจีก็แสยะยิ้มบางๆ ก่อนจะประกาศนามสุดท้ายที่ทำลายทุกความคาดหมาย

    "และคนสุดท้าย... ตัวแทนจากเมืองชิงเหอ... เย่หวง!"

    ความเงียบเข้าปกคลุมลานประลองชั่วขณะ... ก่อนที่ร่างโปร่งในชุดขาวเปื้อนฝุ่นจะก้าวออกมาจากกลุ่มเพื่อน

    เย่หวงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบ 'ป้ายทองคำประกาศิต' ที่สลักลวดลายมังกรเหินออกมา แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะอย่างช้าๆ

    แสงสีทองจากป้ายส่องสว่างวาบ เจิดจ้ายิ่งกว่าแสงตะวันยามอัสดง วินาทีนี้... ไม่มีเสียงคัดค้าน ไม่มีคำครหา ภาพการสังหารหมู่ 13 ศพด้วยดาบเดียวยังคงติดตาตรึงใจ ทุกคนต่างตระหนักรู้ในความจริงข้อหนึ่งพร้อมกัน... บุรุษผู้นี้... คู่ควรแล้ว


    เบื้องหลังลานหิน ประตูบานมหึมาที่สลักเสลาเป็นรูปมังกรพันรอบเสาค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เสียงกลไกหินบดกันดังกึกก้อง เผยให้เห็นทางเดินหินอ่อนที่ทอดตัวยาวสู่กลุ่มเรือนรับรองลอยฟ้าอันหรูหราในเขตหวงห้าม

    "ประตูมังกรเหิน" เขตที่พักสำหรับว่าที่อัจฉริยะ

    ผู้อาวุโสเทียนจีผายมือไปยังประตูนั้น "ผู้ถือป้ายทองทั้ง 4 เชิญเข้าสู่เขตศิษย์สายใน... ไปพักผ่อนและเตรียมตัวให้พร้อม อีก 3 วันข้างหน้า จะเป็นการประลองจัดอันดับ 10 มังกรฟ้ารุ่นใหม่!"

    จากนั้นเขาก็หันกลับมามองผู้เข้าสอบที่เหลือ 82 คน ด้วยแววตาเคร่งขรึม "ส่วนพวกเจ้าที่เหลือ... จงแยกย้ายไปพักที่เรือนรับรองศิษย์สายนอกทางทิศใต้ พรุ่งนี้รุ่งสาง การประลองคัดเลือกจะเริ่มต้นขึ้น! จงสู้ให้สุดชีวิตเพื่อแย่งชิง 6 ที่นั่งสุดท้าย มาให้ได้!"

    เย่หวงยังไม่เดินไปทันที เขาหันหลังกลับมาหาทีมเมืองชิงเหอ

    เขาหยิบขวดหยกสองขวดออกมาจากกระเป๋ามิติ ยัดใส่มือหลิวหรูเยียนและหวังเล่ย "น้ำทิพย์วารีจันทร์ และยารักษาอาการช้ำใน... รีบกินแล้วพักผ่อนซะ พรุ่งนี้พวกเจ้าต้องเจอศึกหนัก"

    "นายน้อย..." หวังเล่ยกำขวดหยกแน่น น้ำตาคลอเบ้า "ข้า..."

    "ไม่ต้องพูดมาก" เย่หวงตบไหล่เพื่อนร่วมตายเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับหญิงสาวทั้งสองด้วยแววตาจริงจัง

    "โควตาศิษย์สายในเหลืออีกเพียง 6 ที่นั่ง... พวกเจ้าต้องแย่งชิงมันมาให้ได้!" น้ำเสียงของเย่หวงหนักแน่นดุจหินผา "หวังเล่ย หรูเยียน ชิงเสวี่ย... แสดงให้พวกมันเห็นว่าเมืองชิงเหอไม่ได้มีดีแค่ข้า อย่าให้ใครมาดูถูกพวกเราได้ เข้าใจไหม?"

    หลิวหรูเยียนสูดหายใจลึก แววตาที่เคยสั่นไหวเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นดุจเปลวเพลิง นางเชิดหน้าขึ้นมองเขา 

    "วางใจเถอะ... ข้าคือนางพญาหงส์เพลิงนะ ข้าจะไม่ยอมเป็นตัวถ่วงเจ้าอีกต่อไป ข้าจะคว้าชัยชนะมาด้วยมือของข้าเอง!"

    เย่หวงยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ 

    "ดี... ข้าจะรอพวกเจ้าข้างใน"

    ที่หน้าประตูมังกรเหิน...

    จ้าวเทียนหลง เดินนำเข้าไปเป็นคนแรก ท่าทางองอาจผ่าเผยไม่สนใจผู้ใด ตามด้วย หลี่มู่ไป๋ ที่เดินกอดกระบี่เข้าไปเงียบๆ และ ไป๋เสวี่ย ที่เดินผ่านไปดุจสายลมเหมันต์

    เย่หวงสะบัดชายเสื้อคลุม เดินตามหลังพวกเขาไป ทิ้งระยะห่างพอสมควร บ่งบอกถึงสถานะที่เป็น "คู่แข่ง" กันอย่างชัดเจน ไม่มีความสนิทสนม มีเพียงการหยั่งเชิงและการระวังตัว

    ครืนนนนน...

    ประตูมังกรยักษ์ค่อยๆ ปิดลง กั้นแบ่งโลกของผู้ถูกเลือกและผู้ท้าชิงออกจากกันอย่างสมบูรณ์

    ภายในทางเดินที่เงียบสงบ เย่หวงมองแผ่นหลังของสามอัจฉริยะเบื้องหน้า ก่อนจะลอบยิ้มมุมปาก แววตาเปลี่ยนเป็นประกายวาววับแบบ Gamer ที่กำลังจะได้เปิดกล่องสุ่มสมบัติ


    คล้ายกับเรื่องตำนานราชันย์สะท้านภพ ที่คุณอ่าน