เหตุที่นางมั่นใจเช่นนั้นก็เพราะตัวยาหลักที่ใช้ปรุงขึ้น ล้วนได้มาจากช่วงวันสิ้นโลก นางใช้เวลาร่วมสามปีพากเพียรลองผิดลองถูก จนได้มาซึ่งตำรับยาที่สมบูรณ์
ในช่วงกลียุคมิใช่เพียงมนุษย์เท่านั้น แม้แต่สัตว์และพืชก็เกิดการกลายพันธุ์ครั้งใหญ่สิ่งที่เคยกินได้ กลับกลายเป็นมีพิษร้ายแรง ส่วนสิ่งที่เคยมีพิษก็อาจเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ด้วยเหตุนี้ในช่วงปีแรกๆ ที่ผู้คนยังไม่ทันตั้งตัวหลายคนจึงรอดจากฝูงซอมบี้มาได้อย่างหวุดหวิดกลับต้องมาเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าเพราะกินของมีพิษเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
กระทั่งมีช่วงหนึ่งที่ทุกคนไม่กล้ากินของป่าโดยพลการจำต้องกระเสือกกระสนไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆเพื่อแสวงหาอาหารที่ถูกบรรจุไว้อย่างมิดชิด
จนกระทั่งต่อมามีคนเลียนแบบแพทย์โบราณผู้ลองชิมสมุนไพรจนได้ภูมิความรู้มา พวกเขาจึงค่อยๆค้นพบสิ่งที่มนุษย์สามารถกินได้หลายชนิด
และซูอี้หว่านนอกจากจะศึกษาสิ่งที่กินได้แล้วยังให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการเปลี่ยนแปลงสรรพคุณทางยาของสมุนไพรบางชนิดอีกด้วย
สิ่งนี้ทำให้นางได้ค้นพบสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งพืชบางชนิดหลังจากการกลายพันธุ์ กลับสามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งอาจมิได้เลิศล้ำถึงขั้นคืนร่างให้คนตายฟื้นคืนชีพ แต่ก็ใกล้เคียงมากแล้ว
‘ยาสมานกระดูกสร้างเส้นเอ็น’ นี้คือการที่นางใช้สมุนไพรที่กลายพันธุ์เหล่านั้นมาทดลองนับครั้งไม่ถ้วนจนเกิดเป็นยาขี้ผึ้งที่มีสรรพคุณล้ำเลิศ
ยังดีที่ในตอนนั้นนางได้ย้ายพืชที่กลายพันธุ์หลายชนิดไปยังมิติ เตรียมขี้ผึ้งไว้มากพอมิเช่นนั้นแล้ว หากให้นางนำออกมาใช้ คงน่าเสียดายไม่น้อย
ก็เพราะเหตุนี้เองซูอี้หว่านจึงกล้าพูดได้อย่างมั่นใจว่า นอกจากนางแล้วย่อมไม่มีใครได้ครอบครองอีกเป็นแน่
เมื่อได้ยินเช่นนี้มุมปากของจ้าวเฟยก็แทบจะฉีกไปถึงหูแล้ว รีบพยักหน้าอย่างหนักแน่น"คุณหนูซูโปรดวางใจข้าจะปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอย่างเคร่งครัด!"
"แล้วก็..."
เขาเม้มริมฝีปากด้วยความประหม่าเล็กน้อย"พระคุณของท่านยิ่งใหญ่เหลือเกินในใจของข้าไม่รู้จะทดแทนอย่างไรดี ภายหน้าหากมีสิ่งใดให้รับใช้ ข้า..."
"อย่าพูดอีกเลย พวกท่านยิ่งทำเช่นนี้ ข้าก็ยิ่งหวาดกลัว" เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกซูอี้หว่านขัดจังหวะด้วยรอยยิ้ม "นายของพวกท่านรับปากแล้วว่า การตอบแทนคุณงามความดีจะเป็นหน้าที่ของเขาดังนั้นข้าจะทวงบุญคุณทั้งหมดจากเขาเอง"
คำกล่าวของซูอี้หว่านเป็นเพียงถ้อยคำหยอกล้อแต่จ้าวเฟยกลับไม่อาจหยั่งถึงความนัยของนาง ได้แต่ขยับริมฝีปากไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ในเวลานี้ซูอี้หว่านได้เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว นางเดินไปม้วนผ้าม่านขึ้นจากนั้นก็สบตากับคนทั้งสามที่รออยู่ด้านนอก
แม้ว่าผ้าม่านนี้จะสามารถบดบังสายตาได้แต่ก็ไม่ได้กันเสียง ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสามล้วนฝึกปรือวิทยายุทธ์จึงมีประสาทการได้ยินที่เป็นเลิศท้ายที่สุดจึงได้ทราบว่าขาของจ้าวเฟยมิได้เป็นอะไรแล้ว
ครั้นเมื่อซูอี้หว่านเดินเข้ามาใกล้เซียวจวิ้นอันก็แย้มยิ้มก่อนใคร "หว่านเอ๋อร์เอ่ยได้ถูกต้องแล้วการตอบแทนบุญคุณ ครานี้ข้าขอเป็นผู้ตอบแทนเอง"
"ฮิๆ..."
ซูอี้หว่านหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ“อย่างไรก็ตาม ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ดีนักสำหรับการพักฟื้นคงต้องย้ายไปที่อื่น”
ในตอนนี้ห้องพักด้านหลังถูกฉีเฟิงยึดครองไปแล้วในเรือนก็มีเพียงไม่กี่ห้อง ไม่มีที่ให้จ้าวเฟยพักอีกแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจูเก่ออวิ๋นรีบกล่าวว่า "คุณหนูไม่ต้องกังวลข้ากับหลี่ชิงยังมีที่พัก พวกข้าจะพาฉีเฟิงและจ้าวเฟยไปอยู่ด้วยเองขอรับ"
ที่พำนักของพวกเขายังคงเป็นความลับและไม่ทำให้ผู้ใดสงสัย อีกทั้งพวกเขายังอยู่ด้วยกัน สามารถดูแลซึ่งกันและกันได้นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูอี้หว่านก็พยักหน้า "เช่นนั้นก็ดีพวกท่านก็พาคนไปเถอะ ต่อไปข้าจะไปเปลี่ยนยาให้พวกเขาทุกวัน"
สถานพยาบาลในวันนี้ค่อนข้างเงียบเหงาก็จริงแต่ใครเล่าจะกล้ารับประกันว่าวันต่อๆ ไปจะไม่มีผู้ป่วยมาเยือน?
เมื่อจูเก่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็กล่าวขอบคุณซูอี้หว่านเป็นการใหญ่ ทว่าซูอี้หว่านกลับมิได้ถือสาเพราะสำหรับนางแล้ว นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
ที่สำคัญครอบครัวพวกเขาก็เป็นพันธมิตรกับจวิ้นอันอยู่แล้ว
หลังจากจัดการเรื่องนี้แล้วซูอี้หว่านก็เริ่มคิดอย่างจริงจังถึงเรื่องการเปิดร้านอาหาร
เมื่อตัดสินใจเกี่ยวกับตำแหน่งของร้านอาหารแล้วรายการอาหารก็ต้องกำหนดไว้ให้เรียบร้อย ต้องมีอาหารในทุกระดับราคา
และในเมื่อยังต้องทำการส่งอาหารต่อไปก็ควรดำเนินการไปพร้อมๆ กันทั้งสองอย่างซูอี้หว่านคิดว่าหากสามารถเพิ่มห้องครัวอีกห้อง แยกอาหารสำหรับส่งออกจากอาหารที่รับประทานในร้าน ประสิทธิภาพก็น่าจะสูงขึ้น
แม้ว่าห้องครัวเดิมของร้านจะใหญ่พอสมควรแต่หากแบ่งออกเป็นสองส่วนก็เกรงว่าจะไม่พอ แต่การเพิ่มห้องครัวอีกห้องก็ยากที่จะดำเนินการ อีกทั้งรูปแบบที่จัดวางไว้อย่างไม่เป็นระเบียบก็ส่งผลกระทบต่อความสวยงาม
คิดไปคิดมาแผนการนี้ก็ทำได้เพียงระงับไว้ก่อน
ซูอี้หว่านส่ายหน้ายกปากกาขึ้นตั้งใจเริ่มทำรายการอาหาร
เดิมทีนางคิดว่าแม้จะไม่ต้องเก็บกวาดร้านมากนัก แต่การเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดร้านก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดวันทว่านางกลับคิดไม่ถึงว่าในบ่ายวันนั้นตอนที่นางไปดูหน้าร้านอีกครั้งข้างในกลับถูกเก็บกวาดจนดูดีแล้ว
ซูอี้โจวลงมือทำเครื่องประดับตกแต่งชิ้นเล็กๆน้อยๆ ได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ ในตอนนี้ได้นำไปแขวนไว้ที่ผนังของร้านเพิ่มความน่าสนใจให้กับร้านทั้งร้าน
"ท่านแม่ เก็บกวาดเสร็จเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?"
เมื่อเห็นร้านที่แทบจะเรียกได้ว่าใหม่เอี่ยมใบหน้าของซูอี้หว่านก็ยากที่จะซ่อนความประหลาดใจ นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียวเก็บกวาดได้เร็วขนาดนี้เลย!
เมื่อเห็นนางอ้าปากเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจจางอ้ายหลินก็รู้สึกขบขันอยู่บ้าง นางกล่าวพลางพยักหน้า"เรื่องที่แม่มือเท้าว่องไว เจ้ายังไม่ชินอีกหรือไง?"
ซูอี้หว่านตะลึงงันไปจากนั้นก็หัวเราะออกมา ใช่แล้ว...นางเกือบลืมไปเสียสนิทว่าท่านแม่เป็นคนทำอะไรคล่องแคล่วว่องไวดังนั้นการที่นางสามารถจัดการร้านให้เข้าที่เข้าทางได้รวดเร็วเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ
เมื่อตั้งสติได้แล้วนางจึงยื่นรายการอาหารในมือให้ "นี่คือรายการอาหารที่ข้าคิดไว้ในวันนี้ท่านแม่ลองดูว่าเป็นอย่างไร"
เรียกว่ารายการอาหารแต่ในความเป็นจริงแล้ว ซูอี้หว่านเขียนไปทั้งหมดสองแผ่นกระดาษ เต็มไปด้วยรอยหมึกเมื่อมองอย่างคร่าวๆ ก็มีอย่างน้อยหนึ่งร้อยรายการ
นางได้จัดหมวดหมู่รายละเอียดเป็นอาหารหลักอาหารคาว อาหารมังสวิรัติ อาหารเย็น อาหารร้อน ของหวาน น้ำแกงจางอ้ายหลินกวาดสายตาดูเล็กน้อยก็รู้สึกตาลาย
เมื่อพลิกดูคร่าวๆแล้ว จางอ้ายหลินก็พยักหน้าพลางถอนหายใจ "หว่านเอ๋อร์รายการอาหารที่เจ้าทำนี้ ละเอียดเกินไปแล้ว แทบจะเทียบเท่าโรงแรมระดับห้าดาวแล้ว"
นางหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้หันไปรอบๆ "ร้านเล็กๆ ของเราจะรับมือกับรายการอาหารมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน"
ยิ่งไปกว่านั้นอาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่มีเพียงซูอี้หว่านเท่านั้นที่ทำเป็นตอนนี้ยังต้องบริหารสถานพยาบาลอีก จะเอาเวลาที่ไหนมาทำคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำทั้งสองอย่างให้ดีพร้อม
ถึงจะสั่งสอนลูกมือมาสองคนแล้วก็ตามแต่เมื่อร้านเปิดแล้ว ท้ายที่สุดก็คงต้องว่าจ้างคนครัวเพิ่มอยู่ดี