แสงอรุณอ่อนสาดส่องลงเหนือแม่น้ำ
หมอกบางลอยคลอเคลียผิวน้ำอย่างสงบ เรือพายของชาวบ้านต่างมุ่งไปในทางเดียวกัน ท่าน้ำหน้าวัดตะวันออก
เสียงระฆังวัดดังแ่ๆ
คณะของพระยาบวรเคลื่อนผ่านถนนดิน
มุ่งหน้าไปยังวัดฝั่งตะวันออก เนื่องจากไม่ไกลจากวัดนัก จึงใช้วิธีการเดินเท้า
ผู้คนบ้างก้มศีรษะให้ ใครรู้จักก็ทักทาย
บางคนกระซิบถึงชื่อของท่าน
แต่ภูผา…ไม่ได้สนใจสิ่งนั้น
สายตาของเขา—มองไปอีกทาง
เรือนแก้ว
นางเดินอยู่ไม่ไกล
ชุดเรียบงาม สงบนิ่ง วันนี้เ้าชั่งงดงามยิ่งนัก
แต่จังหวะหนึ่ง—
สายตาทั้งคู่สบกัน
เพียงแค่เสี้ยววินาที
ไม่มีคำพูด
ไม่มีรอยยิ้ม
แต่บางอย่าง…ชัดเจน
แล้วทั้งคู่ก็หลบสายตา
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ภายในวัด
เสียงสวดมนต์ดังกังวาน
ภูผานั่งนิ่ง
มือประนม
แต่จิตใจ…ไม่ได้สงบ
ภาพเมื่อคืน
เสียงพูด
เงา
และ…เด็กสาวคนนั้น
“โลกนี้…เริ่มไม่ธรรมดาแล้วจริงๆ”
ขณะอยู่ในภวังค์ เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา
“เ้ารู้ข่าวแล้วรึ ถึงได้นั่งอมยิ้มอย่างนี้”
เขาลืมตาขึ้น ก็ประสานเข้ากับดวงตากลมโตคู่นั้น ที่ใสลึกจนมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง ในตาของนาง
เขาจ้องมอง จนเรือนแก้วต้องเป็ฝ่ายหลบตา
“เ้าอย่าทำให้เสียกิริยานัก”
ภูผากล่าวขอโทษอย่างสุภาพ และถามถึงข่าวดี จึงได้รู้ว่า คำสั่งแต่งตั้งของทหาร จะออกมาในวันนี้
หลังเสร็จจากการตักบาตรทำบุญที่วัด
ห้องประชุมในเรือนฝึกดาบของพระยาบวร
บรรยากาศตึงเครียด
ภูผายืนอยู่กลางห้อง
รายงานเื่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแบบ
ไม่มีตกหล่น
เมื่อจบ—
ความเงียบเข้าปกคลุม
ขุนไกรเป็คนแรกที่เอ่ย
“รอยเท้าไม่มีน้ำหนัก…ใช้ลมปราณขั้นสูง”
ทองขาวเสริม
“มือสังหารคนนั้น…รูปแบบการเคลื่อนไหวไม่ใช่ของคนในแผ่นดินนี้”
พันพยักหน้า
“เร็ว…แปลก…ไม่ใช่สายกำลัง”
พระยาบวรเคาะโต๊ะเบาๆ
“ว่ามา”
ภูผาสูดลมหายใจ
“ข้าคิดว่า…มือสังหารคนนั้น ไม่ใช่คนของเรือนตะวันตก”
ทุกคนมองเขา
“แต่น่าจะเป็พวก…นักฆ่าจากต่างแดน”
“เป็นักรบที่เรียกว่า นินจา”
คำนี้…ทำให้บางคนขมวดคิ้ว
ภูผาพูดต่อ
“่นี้มีเรือสำเภาค้าขายเข้ามามาก”
“แฝงคนเข้ามา…ไม่ใช่เื่ยาก”
ขุนไกรพยักหน้าช้าๆ
“เป็ไปได้…”
พระยาบวรมองลึก
“แล้วหญิงลึกลับล่ะ”
ภูผานิ่งเล็กน้อย
ภาพเด็กสาวกินน่องไก่…ลอยขึ้นมา
“นาง…ต่างออกไป”
“ไม่ได้ปกปิดตัวตนแบบมือสังหาร”
“ไม่มี กลิ่นไอของความลึกลับชั่วร้าย”
“แต่ก็ไม่หวั่นเกรงสิ่งใด เหมือนในโลกนี้ นางอยู่เหนือทุกสิ่ง”
เขาหรี่ตา
“สำหรับนาง ข้าพเ้ามิอาจคาดเดา”
“แต่นาง…อาจเป็คนลงมือในเหตุฆาตกรรมนั้น”
ภายในห้องเงียบกริบ
การสรุปนี้…หนัก
พระยาบวรเอนตัวพิง
“ดี…”
“เริ่มเห็นภาพแล้ว ถ้าอย่างนั้นนางอาจเป็คนของอำนาจเก่า คนของวังหลวง”
บรรยากาศเปลี่ยนเป็หนักอึ้งตรึงเครียดขึ้นทันที…
“เื่ในวันนี้ พักไว้แค่นี้ก่อน หากไม่มั่นใจ จงอย่ากระทำการไดๆเป็อันขาด”
พระยาบวรตัดบท
หลังการประชุม
พระยาบวรเรียกทั้งสามคนไว้
“มีเื่หนึ่ง”
น้ำเสียงของเขา…ต่างออกไป
“ั้แ่วันนี้”
“ภูผา…”
“เ้าจะได้รับตำแหน่ง”
เขาหยุดเล็กน้อย
“…พันพิทักษ์บวร”
หัวใจภูผากระตุก
“ทองขาว พัน”
“เ้าทั้งสองเป็หัวหมู่ ทหารองครักษ์ฝ่ายใน”
“สังกัดวังตะวันออก”
“ขึ้นตรงกับข้า”
เงียบ
ก่อนที่ทั้งสามจะคุกเข่าลง
“ขอบพระคุณ ท่านพระยา”
่บ่าย
ค่ายทหารนอกเมือง
เสียงเหล็กกระทบกันดังระงม
กลิ่นเหงื่อและฝุ่นลอยคลุ้ง
ขุนไกรนำทั้งสามเข้าไป เพื่อลงทะเบียนทหารใหม่พร้อมรับชุดและตราของทหารองครักษ์
สายตาทหารเก่า…มองมา
ไม่เป็มิตรเท่าไหร่
“เด็กใหม่หรือ ขุนไกร”
เสียงขุนเดชเอ่ยถามเพื่อนขึ้น
“ได้ตำแหน่งไวดีนี่…คงเป็ลูกบ้านใหญ่สิท่า”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น
ภูผาไม่ตอบ
แต่สายตา…นิ่ง แต่หัวหมู่พันทำท่าฮึดฮักเป็การใหญ่ คาดว่า หากเป็ทหารชั้นเดียวกันคงขอท้าดวลแล้ว
ขุนไกรมองรอบๆ
ก่อนจะพูดเรียบๆยิ้มๆ
“ใครสงสัย…ออกมาลองดูก็ได้นะท่านขุน”
เงียบเพียงชั่วครู่—
ก่อนที่ชายร่างใหญ่จะก้าวออกมา
“ข้าขอลองเอง”
พร้อมชี้มือไปที่ หัวหมู่พัน คงเพราะท่าทางเมื่อกี้นี้
ทั้งสามหันไปมองหน้า ขุนไกร เชิงถามไถ่แกลมขออนุญาต
ขุนไกรพยักหน้า
“เอาแค่พอหอมปากหอมคอนะ ล้วนเป็พวกเดียวกัน”
การประลอง…ถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงถอดเสื้อ ถอดรองเท้าออกแล้วลุยเลย
ปัง! ปัง!..
หัวหมู่พัน ยืนให้เ้าั์ใหญ่ ทั้งเตะ ทั้งต่อย อยู่พักนึง ก่อนจะคืนไปหนึ่งหมัด ออกแรงไม่ถึงครึ่ง เ้าั์นั้น ก็กระเด็นเบี่ยงออกไป
ภูผากับทองขาวต่างถอนใจโล่งอก เพราะกลัวว่า หัวหมู่พันจะไม่รู้จักเื่ราว
ครูฝึกผู้หนึ่งเดินออกมา พร้อมกล่าวอย่างสุภาพ
ภูผาจำได้ เขาคือคนที่ยืนอยู่ข้างกายพระยาบวรและขุนไกรในคืนที่เขาชกกับไอ้ช้างเรือนตะวันตกวันนั้น..
“ข้าขอรับทราบฝีมือของเ้าได้หรือไม่”
“ขอรับ เชิญ”
ทั้งสองเข้าปะทะกันในทันที
ไม่มีการดูชั้นเชิง
แต่ภูผาก็แสดงออกได้อย่างดี ไม่ให้คู่ต่อสู้เสียหน้าจนเกินไป
ปล่อยให้สูสีอยู่พักหนึ่ง
หมัดของภูผาก็ปะทะเข้าเต็มแรง
ชายคนนั้นล้มลงทันที
ไม่มีโอกาสแก้ตัว
อีกฝั่ง—
ทองขาวหายไป
แล้วปรากฏด้านหลังคู่ต่อสู้
ตึง!!
อีกคนล้ม
……
การประลองจบลงในเวลาไม่นาน
ไม่มีใครหัวเราะอีก
ขากลับ
ม้าวิ่งไปตามถนนดิน
ลมพัดแรง
ทองขาวหันมามองภูผา
“เ้าดูเปลี่ยนไป”
ภูผาเงียบเล็กน้อย
ก่อนจะตอบ
“ข้าเริ่มเข้าใจ…บางอย่าง”
เขาเล่าเื่ “พลังคลื่น”
วิธีรับรู้
วิธีฝึก
ไม่ได้ปิดบัง
ทองขาวฟังนิ่ง
ไม่พูด
เวลาผ่านไป…
ประมาณหนึ่งก้านธูป
จู่ๆ—
หยดน้ำใส…ไหลลงจากหางตาเขา
ภูผาชะงัก ไม่เข้าใจเื่ราว
“เ้าเป็อะไร พี่ใหญ่”
ทองขาวหัวเราะเบาๆ
ทั้งที่น้ำตายังไหล
“ขอบคุณ”
“ข้าติดอยู่ตรงนี้…มานาน ข้าพยายามมาทุกวิธี แต่มันก็ไม่เคยผ่านมาได้”
“แต่คำพูดของเ้าเมื่อกี้นี่…”
เขากำหมัดแน่น
“เหมือนกับว่า เ้ามอบกุญแจให้ข้าได้เปิดประตูเข้าไป”
“…ข้าผ่านมันได้แล้ว”
สายตาเขา…เปลี่ยนไป
เป็นุ่มลึกและสง่างามขึ้น “เปิดประตู”
“ขอบใจเ้าอีกครั้ง”
คำสั้นๆ
แต่หนักแน่น
ภูผาบ่นอุบ “ข้าฝึกแทบตาย สามวันสามคืน ไม่กินข้าวกินน้ำ ข้าค่อยเห็นแสงรำไร”
“แต่นี่…แต่นี่ เพียงบนหลังม้า เวลาเพียงนี้…”
ทองขาวยิ้มอย่างเข้าใจ รู้ว่าเพียงพูดเล่น
“เ้าสามวัน ข้าอยู่ตรงนี้มาสามปีแล้ว...พอแล้ว อย่ามีวาจาไร้สาระอีก”
พูดแล้ว ก็ลงจากหลังม้าเดินเข้าป่า แล้วหันมาถามภูผา
“ข้าอยากรู้ว่า เ้าจะตามข้าทันไหม”
ทองขาวยิ้ม
ภูผายิ้มตอบ
“เอาสิ”
ฟึ่บ!
ทั้งสองกายเป็เงาสองสายหายเข้าไปในป่า
แข่งกันเข้าเมือง
เสียงหัวเราะดังขึ้นกลางทาง
หัวหมู่พัน—
มองตาม
ก่อนจะส่ายหัว
“เด็กน้อยเล่นกัน…”
เขาพึมพำ
แล้วพาม้าทั้งหมดกลับค่าย
ยามค่ำ
เรือนเงียบสงบ
ภูผานั่งอยู่คนเดียว
มองมือของตัวเอง
“ตอนนี้…”
“ข้าไม่ใช่แค่นักสู้แล้ว”
เขาหลับตา
ลมหายใจนิ่ง
“กลางวัน…”
“ข้าคือทหาร”
“องครักษ์ของพระยาบวร”
ภาพเครื่องแบบ…วินัย…หน้าที่
“แต่กลางคืน…”
ดวงตาเขาเปิด
คมกริบ
“…ข้าคือเงา”
“สายลับ”
“นักล่า”
ลมพัดผ่านหน้าต่าง
เงาของเขา…ทอดยาวบนพื้น
“และศัตรู…”
เขากำหมัดแน่น
“…ไม่ใช่คนธรรมดา”
ไกลออกไปในความมืด
บนหลังคาเรือนหลังหนึ่ง
เด็กสาวคนนั้น…นอนหงาย
มือไขว้หัว
ยิ้มมุมปาก
“เ้าคนนี้น่าสนใจยิ่งนักหากแต่ยังเป็เด็กน้อยอยู่ จุดอ่อนเต็มไปหมด แต่ก็น่าสนุกดี…”
เสียงเธอเบาเหมือนลม
ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไปอีกครั้ง