บนอารามเต๋า ไป๋เลี่ยงหลิน หลังได้รับจดหมายจากทางบ้านก็นิ่งเงียบไปครึ่งคืนก่อนหน้านี้นางพอรู้เื่ราวต่างๆมาบ้างแล้ว จากคุณชายแซ่เซียวนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้นางร้อนใจจนต้องเป็ฝ่ายส่งคนไปสอบถามสถานการณ์ทางบ้านกับพี่ชายของตนการหายไปของมารดากู้เซียนเซียนเป็เวลานานขนาดนี้ ผิดวิสัยของนางอย่างมาก
กว่าจะได้รับข่าวสารก็ล่วงเลยมาจนถึงเวลานี้ถึงกระนั้นพี่ชายก็ไม่ได้เดินทางมาหานางด้วยตนเอง จดหมายฉบับนี้ถูกปิดผนึกและส่งผ่านมาให้โดยคนของนางเอง
ที่แท้พี่สาวก็จากไปแล้ว จากไปแบบเงียบๆเยี่ยงนี้ ไม่มีกระทั่งคำร่ำลา
จดหมายฝากฝังสักฉบับก็ไม่มี งานศพของนางกระทั่งบุตรสาวก็ไม่รู้เื่
ตลอด่ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ประโยคสุดท้ายในจดหมาย หมายความว่าอย่างไร “ให้เร่งพาหลานสาวออกไปจากเมือง ยิ่งไกลยิ่งดี “
หลังนั่งทำความเข้าใจกับทุกถ้อยคำในจดหมายอยู่เงียบๆตลอดคืนนางก็ลงมือเผาเอกสารและจดหมายทั้งหมดทิ้งในทันที
เพียงพระอาทิตย์ทอแสงแรกไป๋เลี่ยงหลินก็รีบให้คนไปตามหลานสาวมาพบที่ห้อง
แต่คนของนางกลับมาเพื่อที่จะบอกว่านางกำลังมีไข้อาการไม่ดีขึ้นั้แ่เมื่อคืน และตอนนี้เพิ่งจะดื่มยาและหลับไป
ในฐานะอาและอาจารย์ของเด็กสาวเลี่ยงหลินจึงกึ่งเดินกื่งวิ่งไปดูทันที
ตอนที่มาถึงในห้องของกู้เซียนเซียน มีกลิ่นของยาต้มลอยมาหน้าต่างเปิดแง้มเล็กน้อยเพื่อระบายอากาศเฝิงหรานกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดไปบริเวณใบหน้าและแขนของนาง
“ เฝิงหราน นางเป็อย่างไรบ้าง “ เลี่ยงหลินถามขึ้นมาอย่างร้อนใจพลางเอามือกดบ่าของเฝิงหรานไว้ เป็เชิงไม่ให้นางลุกขึ้นมาคารวะแก่ตน
เฝิงหรานเงยหน้าและมองมของนางด้วยดวงตาแดงก่ำขอบตาคล้ำบ่งบอกถึงการอดหลับอดนอนมาทั้งคืน เอ่ยขึ้นด้วยความกังวลไม่ต่างกัน “เรียนท่านอาจารย์ บ่าวก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เหตุใดจู่ๆถึงมีไข้ขึ้นมาได้ เมื่อวานยังปกติดีอยู่แท้ๆตอนนี้แม้มีไข้ แต่ก็พอทุเลาลงแล้ว “
อาจารย์หญิงเดินเข้ามาข้างเตียงก่อนนั่งลงที่ด้านข้างและยื่นมือไปตรวจชีพจรให้เด็กสาว
“ ชีพจรลอย ลมปราณติดขัด เห็นได้ชัดว่าเพิ่งป่วย แต่กลับมีไข้ทะยานสูงขึ้น “ นางเอ่ยขึ้นก่อนสังเกตุสีหน้าซีดเซียวของกู้เซียนเซียนที่นอนซมอยู่เลี่ยงหลินจับมือหลานสาวก่อนหงายฝ่ามือขึ้น สังเกตุสีตรงข้อนิ้วที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ “ เ้าให้นางกินยาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่“ น้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความกังวลอยู่หลายส่วน
“ ก่อนรุ่งสางนี่เอง บ่าวให้คุณหนูทานยาก่อนที่ไข้จะขึ้นสูงแบบนี้ “ น้ำเสียงเจือร้อนใจของเฝิงหรานทำให้เ้าเซียวเหม่าที่นอนอยู่ด้านในของเตียงเงยหน้าขึ้นมามองหญิงสาวทั้งสองก่อนหาวออกมาก่อนขดตัวนอนหลับต่อไป
อาจารย์หญิงเดินออกไปสั่งการอยู่ด้านนอกซักพักก็เดินกลับเข้ามาด้านในนางออกไปแจ้งให้บ่าวที่ด้านนอกไปตามหมอหญิงจากในเมืองขึ้นมาบนเขาในนามของนาง
“อาจารย์คุณหนูเป็อะไรมากหรือไม่ “ เฝิงหรานยังคงถามต่อด้วยน้ำเสียงเจือกังวล
“ หากข้าดูไม่ผิด นางน่าจะออกหัดหรือเป็อีสุกอีใส เ้าดูผื่นที่เริ่มขึ้นที่ข้อพับของนางสิ “อาจารย์หญิงพูดพร้อมกับหงายข้อพับที่แขนของกู้เซียนเซียนให้เฝิงหรานดู “ ตำแหน่งปุ่มๆที่หลังคอนี่ด้วย ”
ตรงนั้นปรากฏผื่นแดงเป็ปื้นกระจายอยู่นิดๆจริงๆ
“ เ้าออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะติดกันเปล่าๆ จนกว่าจะชัดเจนว่านางเป็อะไรกันแน่ข้าจะให้คนอื่นดูแลนางเอง “ เลี่ยงหลินยังคงเอ่ยต่อไป
“ อาจารย์ บ่าวไม่กังวลว่าจะติด “ เฝิงหรานยืนหยัดจะขอดูแลคุณหนูของนางเอง
“ ถ้าสถาการณ์อื่นข้าไม่ห้ามเ้า แต่ตอนนี้เ้าต้องดูแลตัวเองเพราะไม่แน่เราอาจต้องเดินทางไกลกันสักพัก รอจนนางหายป่วยก่อนแล้วจึงค่อยไปกันตอนนี้ทำตามที่ข้าสั่ง เ้าออกไปก่อนหรือไปต้มข้าวต้มใส่เกลือมาก็ได้ ตอนที่นางรู้สึกตัว จะได้มีอะไรไว้รองท้อง “
เฝิงหรานตาเป็ประกายไม่ได้ซักถามว่าจะเดินทางไปไหนเพราะอาการป่วยของคุณหนูทำให้นางไม่มีเวลามาไตร่ตรองก่อนรีบรับคำแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังบ่าวปิดประตูห้องจากไปอาจารย์หญิงจึงเอ่ยขึ้นมา “ ในเมื่อมาแล้ว ไฉนจึงไม่ออกมาพบกันเล่า “
เท้าที่สวมรองเท้าหนังกวางก้าวออกมาจากหลังม่านไม้ไผ่ขนาดใหญ่
“ เซียวหลง คารวะอาจารย์หญิง “ เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ ผ่านแผ่นหลังของนางที่ด้านหลังห่างออกไปหลายก้าว
“ คุณชายเซียวแวะมาเยี่ยมเยียน เหตุใดไม่เข้ามาที่ประตูหน้ากลับมาหลบๆซ่อนๆอยู่นี่ “ นางเอ่ยตำหนิเขาเสียงแข็ง
อย่างไรที่นี่ก็เป็ห้องของสตรีแม้นางจะรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหลานสาวและชายหนุ่มเบื้องหน้าฐานะเป็ศิษย์อาจารย์กันแต่การที่อาจารย์หนุ่มจะมาหาเด็กสาวที่กำลังโตในห้องส่วนตัวเช่นนี้ดูอย่างไรก็ไม่เหมาะสม
“ หากข้าไม่แวะมาหานางที่ห้อง ข้าคงไม่มีโอกาสได้เจอ ขออภัยซือไท่ด้วย “เขาพูดจาอ่อนน้อมพร้อมก้มหัวลงอย่างที่แทบจะไม่เคยทำกับผู้ใดมาก่อน
หญิงสาวนักบวชมองตรงไปที่ชายหนุ่มเื้ัการแสดงออกของเขา ทำให้นางออกจะไม่เข้าใจอยู่บ้าง “ ข้าให้คนไปตามหมอแล้วท่านไม่ต้องกังวลไป “ นางเอ่ยกล่าวแก่เขา เพียงหวังว่าเมื่อเขาทราบแล้วจะออกไปจากห้องก่อน
เซียวหลงยิ้มบางโดยไม่ได้ตอบโต้อะไรนางอีก แต่ขาทั้งสองก็ไม่ได้ขยับไปไหนด้วยเช่นกัน ความเงียบจึงปกคลุมภายในห้องอยู่อีกครู่หนึ่ง
“ ซือไท่ ข้าพอมียาลดไข้อยู่บ้าง ไม่ทราบว่าสามารถให้แก่นางได้หรือไม่ “ ชายหนุ่มเอ่ยยุติความเงียบขึ้นมา พร้อมยื่นยาเม็ดกลมเล็กๆสีดำเม็ดหนึ่งให้นางในมือข้างเดียวกันยังมีถุงผ้าไหมบรรจุยาชนิดนี้ไว้อีก
“ ยาเม็ดไผ่ดำเย็น ท่านได้มันมาได้อย่างไร ” แม้จะไม่ได้เอื้อมมือไปรับแต่เพราะลักษณะยาที่แตกต่างไปจากยาเม็ดชนิดอื่นๆ นางก็เดาได้ทันทีไม่ต้องเอ่ยว่ามันเป็ยาที่ใช้กระสัยยาหายากแค่ไหนเพียงหนึ่งเม็ดสำหรับคนคนหนึ่งอาจพอซื้อหาได้ แต่จะให้ทั้งถุงที่ยื่นมาให้นี่ก็ออกจะฟุ่มเฟือยมากเกินไปหน่อยแล้ว
“ ท่านไม่ต้องสนใจที่มาของมัน แต่หากนางเป็พิษร้อนข้าคิดว่าสิ่งนี้สามารถช่วยนางบรรเทาอาการได้ “ เซียวหลงเอ่ยตอบแก่นางเบาๆ
อาจารย์หญิงไม่ได้ยื่นมือมารับยากลับยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงของกู้เซียนเซียน เซียวหลงจึงเก็บเม็ดยาหนึ่งนั้นรวมกันไว้ในถุงก่อนที่จะวางไว้ที่โต๊ะกลางห้อง แล้วหันกายเดินไปทางประตู
“ เดี๋ยวช้าก่อน “ นางหยุดเขาไว้ก่อนหันหน้ามามอง เซียวหลงที่ชะงักเล็กน้อยและหันกลับมาในจังหวะเดียวกันกับที่นางมองตรงมายังเขาพอดี
“ ท่านก็ได้ยินที่ข้าพูดกับเฝิงหรานแล้วคิดว่าคงไม่ขัดขวางหากพวกข้าจะจากไปใช่หรือไม่ “ นางเปิดใจคุยกับเขาตามตรง หากคาดเดาไม่ผิดเขาเองเป็คนที่เจตนามาพัวพันกับหลานสาวของนาง อย่างมีวัตถุประสงค์แอบแฝง
เซียวหลงยิ้มเ็าเพราะความสูงของเขาทำให้เขาต้องก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อพูดกับสตรีเบื้องหน้าลักษณะเช่นนี้เหมือนเขากำลังเข่นยิ้มที่ไม่ได้มาจากใจให้กับนาง
“ ซือไท่ไม่ต้องกังวล เื่ของพวกท่าน ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว “ พูดจบ เขาก็หมุนกายจากไป
ตอนที่ได้ยินเสียงประตูปิดลงนางจึงได้มองกลับมาที่โต๊ะกลางห้องและเดินไปหยิบยาเม็ดเล็กๆเ่าั้ขึ้นมาดูมียาแล้วอย่างไร จะให้นางกินก็ต้องรอให้นางตื่นก่อนอยู่ดี แต่เ้าหนุ่มนี่ก็น่าสนใจจริงๆหลานของนางเพิ่งล้มป่วยเมื่อคืน วันนี้เขาก็มาหาถึงที่แล้วในนี้คงมีคนของเขาคอยจับตาดูนางอยู่อย่างแน่นอน แล้ว.. เด็กสาวที่ยังไม่โตซ้ำถูกครอบครัวทอดทิ้งมีค่าอะไรให้ต้องจับตามองกันแน่ ต่อให้คิดอย่างไรก็ดูไม่มีเหตุผลอันสมควรมารองรับ
ในม่านหมอกอันมืดมิดกู้เซียนเซียนนอนขดตัวเหน็บหนาวอยู่ในกล่องเก็บฟืนเสี้ยนหยาบๆบาดผิวกายละเอียดเป็ตุ่มแผลเล็กๆไปทั่ว ในกล่องแม้จะป้องกันสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ได้แต่หนอนและแมลงตัวเล็กๆก็ยังคงไต่ขึ้นลงอยู่บนตัวเด็กสาวอยู่ทำให้เกิดอาการคันยุบยิบไปทั่วมีสองจุดที่แผ่นหลังผอมบางเริ่มปูดบวมจากแมลงพิษกัด
เพราะเสียงในคืนนี้เงียบมากจนได้ยินเสียงสัตว์เล็กๆวิ่งผ่านมาผ่านไปข้างกล่องใบนั้น กระทั่งแยกไม่ออกว่าอยู่ด้านในหรือด้านนอกบางครั้งยังไต่ขึ้นมาบนฝากล่องอีกด้วย นางยิ่งจินตนาการว่ามัน “ เลื้อย “ เข้ามาในกล่องได้แล้ว จิตใต้สำนึกยิ่งหลอกหลอนเกินจริงแม้อากาศจะหนาวเย็น แต่ไรผมของนางกลับมีเหงื่อจนเปียกชุ่ม มือกำแน่นจนเล็บจิกกดเข้าไปในเนื้อเกิดเป็แผลกลางฝ่ามือหลายจุด
“ ท่านแม่ ช่วยด้วย เฝิงหลานข้าอยู่ในนี้ พี่ใหญ่…“ น้ำเสียงแหบแห้ง เอ่ยออกมาลอยๆเฉกเช่นคนละเมอ แต่ดวงตาที่ปิดสนิทไม่สามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้ ทำให้นางติดอยู่ในวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุด ถูกขังในห้องเก็บฟืนหลบความมืดและความกลัวอยู่ในกล่อง หากเป็ในชีวิตจริง ผ่านคืนนี้ไปจนรุ่งเช้า ก็คงมีคนมาเปิดประตูให้แต่ตอนนี้นางถูกกลืนกินอยู่ในที่ๆหลบหนีออกมาไม่ได้ แม้อยากจะลืมตาตื่นก็ยังไม่ได้สามารถหลุดพ้น
เข้าสู่วันที่ห้าแล้ว อาการไข้สูงของเซียนเซียนก็ยังไม่มีทีท่าจะลดลงกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รอยตุ่มจากไข้อีสุกอีใสลุกลามไปจากลำตัวสู่ใบหน้า เฝิงหรานที่ตอนแรกถูกห้ามไม่ให้เข้ามาเยี่ยมบัดนี้นั่งเช็ดตัวด้วยยาลดตุ่มหนองให้นางอยู่ตลอดเวลา ถึงท่านหมอที่เชิญมาจะบอกว่าอาการจะทรุดลงและจะดีขึ้นในที่สุดแต่ก็ยังทิ้งท้ายว่าต้องไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆเพิ่มเติม ถึงแม้กู้เซียนเซียนจะมีพื้นฐานสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าแต่เดิมมากหลังจากที่ย้ายออกมาจากจวน นับว่าอาหารการกินไม่ได้อดหยากเหมือนเดิมแต่เพราะที่ผ่านมานางไม่ค่อยได้บำรุง ร่างกายของนางจึงเติบโตช้าและคงเทียบไม่ได้กับคุณหนูจวนอื่นที่ได้รับการทะนุทะนอมมาตลอดชีวิต สิ่งเหล่านี้ทำให้เฝิงหลานไม่สบายใจจะอย่างไรนางก็เคยเป็โรคนี้มาแล้วอาจารย์หญิงจึงไม่ได้ห้ามปรามเฝิงหลานให้เข้ามากปรนนิบัติกู้เซียนเซียนอีก
ระหว่างที่นางเช็ดตัว เสียงร้องอู้อี้ของกู้เซียนเซียนก็เปล่งออกมาแ่เบาจนฟังไม่ได้ศัพท์แต่เฝิงหลานก็พอเดาออกว่านางฝันถึงอะไร ตอนที่นางเช็ดตัวด้วยยาเสร็จแล้ว จึงได้ให้นางนอนห่มผ้าก่อนผละจากไปพร้อมกาน้ำชาและชามปากกว้างที่ใช้ใส่ยาเช็ดตัวให้นางเมื่อครู่
คล้อยหลังเฝิงหลานจากไปไม่นาน น้ำหนักที่ข้างเตียงของกู้เซียนเซียนก็ยุบยวบลงมา เซียวหลงใช้มือข้างหนึ่งปัดเอาม่านมุ้งที่ถูกปล่อยออกมาด้านหนึ่งไว้ที่ด้านหลังก่อนเอนตัวก้มหน้าลงไปมองลูกศิษย์ตัวน้อยที่ตอนนี้นอนซมเพราะพิษไข้ ริมฝีปากแดงจัดใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยตุ่มน้ำใสๆ เขาค่อยๆเอามือไปลูบที่บริเวณหน้าผากของนางอย่างแ่เบาเพราะกลัวว่านางจะเจ็บ ถ้านางรู้ว่าเขามานางจะต้องตื่นมาพูดคุยกับเขาด้วยประกายตาสดใสดุจมีดวงดาวพร่างพรายบรรจุอยู่ในนั้น
แต่วันนี้ดวงตาคู่นี้หลับสนิทแม้เซียวหลงจะใช้นิ้วเรียวเขี่ยไปที่ขนตาของนาง นางก็ไม่ตื่นขึ้นมา
“ ข้าไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน เ้าก็ทำตัวเองจนเป็เช่นนี้ได้ นี่นับเป็พร์ได้หรือไม่“
“ ข้าบอกให้เ้าดูแลตัวเองให้ดี แต่ดูเหมือนคำสั่งของอาจารย์ เ้าจะไมได้นำไปใส่ใจ“ เขาพูดกับนาง ก่อนเดินไปที่โต๊ะและรินน้ำชาอุ่นเดินตรงกลับมาที่เตียง
“ กู้เซียนเซียน ตอนนี้ข้าสั่งให้เ้าตื่นขึ้นมากินยา “ เซียวหลงใช้มือตบเข้าที่ไหล่นางเบาๆ ในมือเขานอกจากจะมีถ้วยชาแล้ว ยังมียาที่ไปทูลขอมาจากองค์รัชทายาทสำหรับรักษาอาการพิษไข้สูงจากโรคนี้โดยเฉพาะ การได้ยามาไม่ใช่เื่ยากสำหรับเขาแต่การตอบคำถามเพราะความอยากรู้อยากเห็นของรัชทายาทกลับสร้างความลำบากใจให้เขาไม่น้อย
ไม่มีการตอบรับแม้กระทั่งการขยับตัวของนางแต่เสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ของเด็กสาวกลับหายไปราวกับนางตั้งใจฟังเสียงของเขาอยู่ในเมื่อนางยังไม่ยอมตื่น เขาจึงไม่มีทางเลือก นิ้วมือเรียวบดยาทั้งสองเม็ดจนแหลกเป็ผงปล่อยให้ละลายอยู่ในถ้วยชา แล้วจึงเรียกนางอีกครั้งอย่างมีน้ำอดน้ำทน
“ เซียนเซียน.. ตื่นได้แล้ว กู้เซียนเซียน “
แสงสว่างค่อยๆแทรกผ่านเข้ามาตรงช่อง้าของกล่องขับไล่หมอกควันหนาทึบออกไปจากสายตา พร้อมๆกับความเย็นจากอากาศภายนอกนำพาเอาความสดชื่นขับไล่กลิ่นเหม็นอับและความอึกครึมในกล่องออกไปกู้เซียนเซียนงัวเงียมองขึ้นไปที่ฝากล่องเก็บฟืนที่ค่อยๆเปิดแง้มออกจนกว้าง จนกระทั่งนางต้องหลุบตาลงเพราะแสงสว่างที่ผ่านเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวนั่นช่างแยงตานางเสียเหลือเกิน
ที่้ามีร่างเป็เงาสีดำขนาดใหญ่ย้อนแสงอยู่ ตอนที่สายตาของนางปรับให้รับกับแสงสว่างนั้นได้แล้วนางก็เห็นใบหน้าของบุรุษที่คุ้นเคย กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ที่ด้านข้าง เอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบเฉกเช่นเดียวกับใบหน้าของเขา“ ต้องให้เรียกอีกกี่ครั้งเ้าถึงจะตื่นและยอมออกมา “ เขาพูดหน้าบึ้งตึงใส่นางอีกแล้วเป็เช่นนี้แทบจะทุกครั้งที่เจอกัน
“ อาจารย์ “ น้ำเสียงแหบแห้งของนางเอ่ยขึ้นมาเพียงเบาๆในลำคอมือเล็กเรียวขยับเอื้อมไปจับสาบเสื้อคลุมบริเวณหน้าอกของเขา
ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ นางััได้ถึงความรู้สึกอุ่นร้อนวิ่งผ่านจากปากนางสู่ลำคอมันอบอุ่นไปจนถึงท้อง คนที่นอนหนาวซ้ำยังปวดเมื่อยจากท่านอนขดตัวอยู่ทั้งคืนเช่นนางเมื่อได้ัักับความอุ่นจากภายในเช่นนี้ ทำให้นางละโมบและโหยหาอยู่มากจริงๆ เพราะความอบอุ่นอ่อนโยนประกอบกับกลิ่นยาจากร่างกายที่คุ้นเคยของอาจารย์ กู้เซียนเซียนจึงหลับตาลงและหลับไปอีกครั้งอย่างแยกแยะไม่ออกระหว่างความจริงและความฝัน
ตอนที่เฝิงหลานกลับเข้ามานางพบเพียงถ้วยชาเปล่าใบเล็กตั้งอยู่บนโต๊ะ มีคราบสีขาวของยาหลงเหลืออยู่ที่ปากถ้วยเพียงเล็กน้อยบนเตียงกู้เซียนเซียนยังคงนอนหลับสนิท แต่ที่ต่างออกไปคือนางไม่ได้นอนฝันร้ายจนร้องละเมออีก