ตัวร้ายผู้นี้ต้องเป็นของข้า

    เล่ม 1 บทที่ 7 น้ำชาเจ้าปัญหา

    บทที่ 7น้ำชาเจ้าปัญหางานเลี้ยงฉลองเริ่มต้นขึ้นตอนปลายยามโหย่ว [17.00น. – 18.59น.] หลินอี้หยางกล่าวเปิดงานเล็กน้อย ก่อนเชื้อเชิญแขกที่ตนเองคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี นั่งลงรับประทานอาหารร่วมกันบรรยากาศภายในงานเลี้ยงฉลอง ห้อมล้อมไปด้วยความอบอุ่นของคนสนิท ญาติมิตรที่เกี่ยวข้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อม หลินเหมยกุ้ยนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างว่านหนิงฮวาและจ้าวหลิงเหอ มีสองพี่น้องตระกูลอู๋นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอู๋ฟางเซียนเหลือบตามองหลินเหมยกุ้ยเป็นระยะ ใบหน้าชวนฝันเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เมื่อเห็นเด็กสาวสนทนากับนางเมียบ่าวและคุณชายใหญ่ตระกูลจ้าวอย่างสนุกสนาน นางไม่สบายใจที่ลูกเลี้ยงทำตัวเหินห่าง หลีกเลี่ยงไม่ยอมให้นางเข้าใกล้ ทั้งยังขับไล่สาวใช้ที่นางส่งไปกลับคืนมานางเด็กโง่เขลาต้องบังเอิญรู้เรื่องบางอย่าง ถึงได้กล้าตัดขาดความสัมพันธ์กับนางเช่นนี้ หากเป็นดั่งที่คิด คงถึงเวลาแล้วที่นางต้องกำจัดตัวไร้ค่าออกไปให้พ้นทาง หากไม่มีหลินเหมยกุ้ย นางเมียบ่าวก็เป็นได้แค่ผู้อาศัย ไม่มีค่าอันใดให้เก็บเอาไว้ในเรือนอีกต่อไป กำจัดหนึ่งหายไปสอง คุ้มค่าที่จะลองเสี่ยงดูสักครั้ง“คุณหนูใหญ่ลองชิมเนื้อตุ๋นชามนี้สักนิดเถิด รสดียิ่งนัก”อู๋ฟางเซียนคีบเนื้อตุ๋นสมุนไพรวางในชามของหลินเหมยกุ้ย หญิงสาวคิดว่าลูกเลี้ยงจะดึงชามหนี หลีกเลี่ยงตนเองเหมือนช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่นางคิดผิด เด็กสาวยื่นชามออกมารับ กล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้มสดใส ทั้งยังตักไก่ผัดขิงที่นาง ชื่นชอบส่งให้เป็นการตอบแทน ท่าทางเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของหลินเหมยกุ้ย ทำให้ดวงตาหมายมั่นของอู๋ฟางเซียนไหววูบ ฉายความลังเลใจออกมาอีกครั้ง“ดูเอาเถิด พวกท่านสองแม่ลูกช่างขยันทำให้ผู้อื่นริษยาเสียจริง ไม่รู้ว่าบุตรของข้าจะน่าเอ็นดูเช่นนี้บ้างหรือไม่”อู๋ฟางซินเห็นพี่สาวกับลูกเลี้ยงแสดงท่าทางใกล้ชิดสนิทสนม จึงรีบกล่าวคำสัพยอกออกมา หวังยั่วยุให้ว่านหนิงฮวาริษยาในวาสนาอันสูงส่ง ที่เมียบ่าวไม่มีทางเอื้อมถึงอู๋ฟางซินเดินทางมาถึงตระกูลหลินหลังงานเลี้ยงเริ่มไปแล้วเล็กน้อย พวกนางสองพี่น้องยังไม่ได้สนทนากัน จึงไม่รู้ว่าแม่เลี้ยงและลูกเลี้ยงไม่ได้สนิทสนมกันดั่ง เคยแล้ว วาจาที่นางหยอกเย้าจึงทิ่มแทงจิตใจของพี่สาวโดยไม่รู้ตัวอู๋ฟางเซียนยิ้มไม่ถึงดวงตา นางต้องรอให้งานเลี้ยงเลิกเสียก่อน ถึงมีโอกาสบอกเล่าเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นให้น้องสาวรับรู้ อู๋ฟางซินฉลาดหลักแหลม ต้องหาทางช่วยเหลือนางได้อย่างแน่นอน“ซินเอ๋อกำลังหยอกล้อพี่สาวเล่นอยู่หรืออย่างไร ลูกของเจ้า หลานของข้า ย่อมต้องน่าเอ็นดูยิ่งกว่าผู้ใด เขามีบิดางามสง่า มารดาแสนอ่อนหวาน จะไม่ให้ เด็กน้อยที่เกิดมาเหมือนบิดามารดาได้อย่างไรกันเล่า”อู๋ฟางเซียนปกปิดความไม่สบายใจเอาไว้ แล้วเอ่ยวาจาออกไปเหมือนยามปกติ คำยกยอหวานหู สร้างความอิ่มเอมใจให้จินลู่หลางยิ่งนัก ยามนี้ตระกูลจินมี ข่าวน่ายินดีติดต่อกันหลายเรื่อง เขาพึ่งสร้างความดีครั้งใหญ่ ช่วยเหลือการค้าสมุนไพรของบิดาสำเร็จ ได้เป็นคุณชายคนสำคัญของตระกูลตามที่คาดหวังเอาไว้ กลับมาถึงเรือนได้ไม่เท่าไร ฮูหยินใหญ่ของเขาตั้งครรภ์ หลังจากนั้น 1 เดือนต่อมา ฮูหยินรองของเขาตั้งครรภ์อีกตระกูลจินมีทายาทสืบสกุลน้อย พวกเขาเฝ้ารอคุณชายตัวน้อยมาโดยตลอด การตั้งครรภ์ของฮูหยินทั้งสองจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง พวกเขาพึ่งจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ดูแลเอาใจใส่สองสตรีอย่างดีที่สุดจินลู่หลางตั้งใจมางานฉลองของตระกูลหลินเพียงลำพัง แต่อู๋ฟางซินดื้อรั้นขอติดตามมาด้วย ชายหนุ่มไม่อยากให้นางนั่งรถม้า ครรภ์ของนางยังอ่อน หากรีบร้อนเดินทางอาจกระทบกระเทือนได้ เขาไม่ยินยอมแต่ทนเสน่ห์ออดอ้อนอันแสนเย้ายวนไม่ไหว สุดท้ายต้องยอมตามใจให้นางร่วมทาง“กุ้ยเอ๋อเติมชาให้น้าอีกสักถ้วยได้หรือไม่ น้ารู้สึกว่าขนมชิ้นนี้หวานเลี่ยนเกินไป คลื่นไส้ยิ่งนัก”จ้าวหลิงเหอไม่ได้แตะขนมหวานบนโต๊ะอาหารแม้แต่น้อย ความหวานเลี่ยนที่ทำให้เขาคลื่นไส้คล้ายจะอาเจียน แท้จริงแล้วมาจากคำยกยออันไร้ความจริงใจ ที่สองสตรีตระกูลอู๋ปั้นแต่งขึ้นมาต่างหาก เขาคร้านฟังจึงเอ่ยขัดเสียงดัง เพื่อให้การสนทนาของพวกนางยุติลงโดยเร็ว“ย่อมได้เจ้าค่ะ”หลินเหมยกุ้ยรินน้ำชาจนเต็มถ้วย นางลอบอมยิ้มด้วยความขบขัน เมื่อได้ฟังวาจาร้ายกาจจากปากน้าชายผู้อ่อนโยน“รสดียิ่ง”จ้าวหลิงเหอดื่มชาอึกใหญ่ แล้วปั้นสีหน้าพออกพอใจจนเกินจริง“ฝีมือชงชาของข้ายังอ่อนด้อย ท่านน้ายกยอเกินไปแล้ว”หลินเหมยกุ้ยแสร้งทำเป็นเขินอาย ก่อนหันไปกล่าวกับแขกที่มาร่วมงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม“ข้าตั้งใจชงชาเพื่อตอบแทนทุกท่านที่มาร่วมแสดงความยินดีกับข้า แม้ของน้อยนิดเหล่านี้ไม่อาจเทียบได้กับน้ำใจของพวกท่าน แต่ข้าหวังว่าน้ำชารสชาติธรรมดา จะสร้างความพึงพอใจให้กับพวกท่านได้บ้างไม่มากก็น้อย”ถ้อยคำอ่อนหวาน มารยาทงดงามชวนมอง ต่างจากคุณหนูผู้จองหองที่ พวกเขาเคยได้ยินมาราวคนละคน สายตาเย้ยหยันเปลี่ยนเป็นเอ็นดู คุณหนูตระกูลหลินผู้เกรี้ยวกราด แท้จริงแล้วเป็นเพียงข่าวลือไร้สาระเท่านั้นพวกเขาพากันดื่มน้ำชาและสนทนากันอย่างสนุกสนาน ทุกคนประหลาดใจ เมื่อรสชาติของชาแต่ละถ้วยแตกต่างกัน บางถ้วยเติมสมุนไพรเพิ่มความสดชื่น บางถ้วยเติมสมุนไพรลดความเครียด บางถ้วยเติมสมุนไพรบำรุงกำลัง ความเอาใจใส่ที่คุณหนูตระกูลหลินทำช่างจับใจ จนได้รับคำเยินยอไม่ขาดปากหลินเหมยกุ้ยพูดคุย ตอบคำถามของทุกคนด้วยน้ำเสียงสดใส แต่กลับมองข้ามถ้วยชาในมือของอู๋ฟางซินไปเสียสนิท ฮูหยินรองตระกูลจินอยากมีส่วนร่วมในการสนทนา จึงเอ่ยปากถามออกมาราวกับเรียกร้องความสนใจ“กุ้ยเอ๋อ ชาของน้ามีรสหวานเจือด้วยรสเฝื่อนติดลิ้นเล็กน้อย เจ้าผสมสมุนไพรชนิดใดลงไปหรือ”อู๋ฟางซินจิบชาอึกใหญ่ รสหวานทำให้ดื่มง่าย แต่นางไม่ชอบรสขมติดลิ้นเท่าไรนัก จึงวางมันลงบนโต๊ะไม่คิดหยิบมันขึ้นมาดื่มอีก“ชาของท่านน้าฟางซิน กุ้ยเอ๋อเติมน้ำตาลและหรู่เซียงลงไปเจ้าค่ะ”สิ้นคำตอบของหลินเหมยกุ้ย ถ้วยชาในมืออู๋ฟางซินแตกกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ฮูหยินรองตระกูลจินยกมือกุมท้องของตนเองตามสัญชาตญาณ ในขณะที่ อู๋ฟางเซียนตรงเข้าไปประคองน้องสาวให้นั่งลง“คุณหนูใหญ่ ท่านทำอันใดลงไปรู้ตัวหรือไม่”อู๋ฟางเซียนถามลูกเลี้ยงเสียงเขียว นางตระหนกตกใจจนทำอันใดไม่ถูก ก่อนงานเลี้ยงเริ่ม นางกล่าวย้ำกับว่านหนิงฮวาไปหลายครั้ง ให้ระมัดระวังอาหารและเครื่องดื่มของอู๋ฟางซินให้ดี เหตุใดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ถึงเกิดขึ้นได้ หากทายาทของตระกูลจินเป็นอันใดไป ไม่ได้มีเพียงหลินเหมยกุ้ยเท่านั้นที่เดือดร้อน เรื่องราวจะยุ่งยากซับซ้อนยิ่งกว่านั้น เรื่องครั้งนี้อาจเกี่ยวพันถึงความสัมพันธ์ของหลายตระกูล อีกด้วย“ฮูหยินรองหมายความเช่นไร ข้าทำสิ่งใดผิดพลาดหรือ”หลินเหมยกุ้ยเอ่ยถาม พลางมองรอบตัวด้วยความงุนงง สายตาของผู้ร่วมงานที่มองนางดีขึ้น เริ่มกลับมาจ้องมองอย่างตำหนิราวกับนางเป็นฆาตรกรชั่วร้าย“สตรีมีครรภ์ไม่ควรกินหรู่เซียง สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ขับเลือด เป็นอันตรายต่อผู้ตั้งครรภ์ ทำให้แท้งบุตรจนตายได้ เรื่องง่าย ๆ เช่นนี้คุณหนูใหญ่ไม่รู้หรอกหรือ”จินลู่หลางตะโกนเสียงดังด้วยความไม่พอใจ‘นางเด็กไร้ค่า ในเมื่อตนเองโง่เขลาไร้ความรู้อยู่ในหัว เหตุใดถึงหาญกล้า ชงชาสมุนไพรออกมาต้อนรับแขกกันเล่า หากทายาทที่เขาสู้อุตส่าห์เฝ้ารอมานาน เป็นอันใดขึ้นมา เขาขอสาบานว่า จะทำให้นางเด็กชั่วร้ายชดใช้ความผิดด้วยชีวิตให้ได้ อย่างแน่นอน’จินลู่หลางมองคุณหนูไร้ค่าตาเขม็ง เขากำมือแน่น พยายามหักห้ามใจเอาไว้ ทั้งที่อยากกระโจนเข้าไปเค้นคอขาวนวลให้แหลกคามือ[หรู่เซียงเป็นยางไม้ชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณช่วยปรับการไหลเวียนของเลือดและลมปราณ แก้ปวด แก้บวม เป็นยาจีนที่ห้ามสตรีมีครรภ์รับประทาน เพราะมีสรรพคุณขับเลือด ทำให้แท้งบุตรได้]“ทะ.ท่าน..พูดจริงหรือ”ใบหน้าที่มีเค้าความงามเด่นชัดฉายความตื่นตระหนกออกมา ดวงตาทรงเสน่ห์แดงก่ำกำลังร่ำไห้ มือเล็กยื่นออกมาข้างหน้าไขว่คว้าหาอ้อมแขนของน้าชาย ราวกับต้องการที่ป้องกันภัยให้ตนเอง“ทะ.ท่า..นน้า กุ้ยเอ๋อจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ ท่านต้องช่วยข้านะ ข้าไม่รู้ ข้าไม่ได้ตั้งใจ”หลินเหมยกุ้ยละล่ำละลักพูดกับจ้าวหลิงเหอ แต่คำพูดบอกปัดความรับผิดชอบ ยิ่งทำให้โทสะของจินลู่หลางเพิ่มสูงขึ้น“เจ้าปองร้ายฮูหยินรองและทายาทของข้า จะแก้ตัวแค่ไม่รู้ ไม่ได้ตั้งใจ ได้อย่างไรกัน”จินลู่หลางตวาดเสียงดังลั่น ก่อนหันหน้าไปทางหลินอี้หยาง ประสานมือ แสดงความเคารพแบบขอไปที“ประมุขหลิน หากวันนี้ฮูหยินรองและบุตรของข้าเป็นอันใดขึ้นมา บุตรสาวของท่านต้องชดใช้ให้ข้า แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม”เสียงของคุณชายตระกูลจินขุ่นเคือง ชายหนุ่มไม่สนใจว่าคนตรงหน้าคือผู้ใด สูงศักดิ์กว่าตนเองมากเพียงไหน เขารู้แค่จะไม่ยอมให้ผู้ใดทำอันตรายฮูหยินสุดที่รักและบุตรที่กำลังถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเด็ดขาดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้หลินอี้หยางตกใจไม่ต่างกัน เขามองดูบุตรสาว ร่ำไห้ราวจะขาดใจด้วยความกังวล เขาประมาทเลินเล่อ เผลอลำพองใจ จึงไม่ได้สั่งให้บ่าวรับใช้ตรวจสอบน้ำชาที่หลินเหมยกุ้ยชงเสียก่อนความดีใจทำให้เขาหลงลืมไปเสียสนิทว่า งานเลี้ยงฉลองในวันนี้มีสตรีตั้งครรภ์มาร่วมงานด้วย หากเขาระวังสักนิด คำนึงถึงความปลอดภัยสักหน่อย เรื่องร้ายแรงเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นหลินอี้หยางสั่งให้อันจิ้งชิงออกไปตามผู้ใช้โอสถมาตรวจครรภ์ให้อู๋ฟางซินโดยเร็วที่สุด เขาเกรงว่าความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุตรสาวจะนำมาซึ่งความขัดแย้งอันยากแก้ไข“ข.ขะ..ข้าไม่เป็นอันใด ประมุขหลินไม่ต้องตามผู้ใช้โอสถมาก็ได้เจ้าค่ะ”อู๋ฟางซินบอกปัดเสียงสั่น หญิงสาวฝืนยิ้มสุดกำลัง ทั้งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ นางพยายามยันตัวลุกขึ้น เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าร่างกายของตนเองปกติดี ครรภ์ของนางปลอดภัย ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนอันใดทั้งสิ้น แต่นาง แข้งขาสั่นเทา ฝืนยืนทรงตัวไม่ไหว ทรุดนั่งลงไปอีกครั้งอย่างอ่อนแรง“ไม่ได้!! เจ้าต้องตรวจครรภ์ให้ถี่ถ้วน ข้าไม่ยอมให้บุตรของข้าเป็นอันใดไปเด็ดขาด”จินลู่หลางโวยวาย ก่อนหันไปสั่งรองพ่อบ้านตระกูลหลินราวกับตนเองเป็นเจ้าของเรือน“พวกเจ้าชักช้าอยู่ไย รีบไปตามผู้ใช้โอสถมาให้ข้า เร็วเข้า!!”เสียงตวาดกร้าวราวกับยั้งสติไม่อยู่ ทำให้อู๋ฟางซินปิดปากเงียบไม่กล้าโต้แย้ง ฮูหยินรองตระกูลจินนั่งกัดเล็บของตนเอง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความร้อนรนกระวนกระวาย บรรยากาศรื่นเริงภายในงานเปลี่ยนเป็นกดดันเงียบงันขึ้นมาทันที ทุกคนต่างรอคอยการมาถึงของผู้ใช้โอสถอย่างใจจดใจจ่อ ด้วยอยากรู้ว่าสถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้จะจบลงอย่างไร“ท่านน้าหลิงเหอ ท่านน้าฟางซินจะเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ”“กุ้ยเอ๋อไม่ต้องร้อนใจ น้าสาวของเจ้าไม่เป็นอันใด นางต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน”จ้าวหลิงเหอปลอบประโลมเสียงนุ่ม ชายหนุ่มยกมือลูบเรือนผมนุ่มสลวยไปมา พลางจ้องหลินเหมยกุ้ยตาไม่กระพริบยามนี้ใบหน้างดงามพร่างพราวไปด้วยหยาดน้ำตา ร่างโปร่งบางสั่นเทา มือเรียวสวยบีบเข้าหากันราวกับกำลังระงับความวิตกกังวลอย่างหนัก การแสดงออกของหลานสาวแสนรัก ทำให้จ้าวหลิงเหอรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งนัก ดวงตาของคุณชายใหญ่ตระกูลจ้าวเต็มไปด้วยประกายหลากหลาย ยากอธิบายออกมาเป็นคำพูด