ฝ่ายสาว ๆ นั้น เห็นหยางไคอุ้มบุตรสาวของหยางรุ่นชิงก็ย่อมเป็นโอกาสเหมาะ จึงเข้าไปหยอกเล่นกับเด็กน้อยตามประสา ‘คนรักเด็ก’ แต่เด็กหญิงยุ่นซีบุตรีของยุ่นเอ๋อกลับมีลักษณะนิสัยความแตกต่างจากทารกหญิงผู้อื่นอยู่บ้าง เพราะนางไม่ยอมเล่นด้วย!!
หนำซ้ำยังสะบัดหน้าหนีคล้ายดังเกิดความรำคาญ แล้วชี้นิ้วพร้อมโน้มตัวให้หยางไครีบเดินออกไปอีกทางเสียอย่างนั้น ชายหนุ่มจึงกลับกลายสภาพเป็นช้างพลาย แล้วมี ‘ควาญช้างตัวจ้อย’ คอยบงการเสียแล้ว
แต่ถึงกระนั้นสาว ๆ ก็ยังไม่ยอมแพ้แต่โดยดี จึงตะโกนตามหลังมาว่า
“พวกข้าพเจ้ามาช่วยงานทั้งวัน จนบัดนี้ก็จวนจะเดินทางกลับบ้านแล้ว จึงต้องการจะบอกกล่าวและร่ำลาท่านจอหงวนสักเวลาหนึ่งได้หรือไม่เล่าเจ้าคะ ?”
หยางไคได้ยินก็รู้สึกเกรงใจนัก จึงหยุดเท้าแล้วกลับมาพูดคุยด้วยมารยาทต่อแขกสตรีทุกคน..
ฝ่ายสาว ๆ ก็ถามไถ่เรื่องราวตั้งแต่หนหลังด้วยความพึงพอใจ
แต่เพียงแค่ครู่เดียวเด็กน้อยที่อุ้มอยู่ก็ร้องไห้จ้าขึ้นในเวลานั้น และแม้หยางไคและสาว ๆ ทั้งหลายจะปลอบโยนอย่างไรก็ไร้ผล หยางไคจึงจำเป็นขอตัวเพื่อเดินไปหายุ่นเอ๋อผู้เป็นมารดาของนางจะได้หยุดร้องไห้เสียที
แต่ขณะที่ชายหนุ่มอุ้มเอาเด็กน้อยไปนั้น อ้ายเสินพี่สาวคนโตก็พบเห็นสิ่งผิดปกติบางประการจึงชี้ชวนเหล่าน้อง ๆ ดูกันให้ชัดเจน สาว ๆ ทั้งหลายจึงได้เห็นกับตาตัวเองว่าเด็กหญิงแม้จะทำปากร้องไห้โฮแต่กลับปราศจากรอยน้ำตาแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังส่งยิ้มหวาน ๆ ให้กับพวกนางอีกด้วย !!
ฝ่ายยุ่นซี ครั้นเห็นว่าห่างออกมาไกลแล้วก็หยุดแกล้งร้องไห้ จากนั้นพูดขึ้นด้วยเสียงเล็ก ๆ ของนางว่า
"ยุ่นซีชอบไปเขา"
???
ในทีแรกหยางไคก็ไม่เข้าใจสิ่งเด็กน้อยพูด แต่เมื่อเห็นนางชี้ไม้ชี้ไปยังไปบนภูเขาซึ่งเป็นที่ฝังร่างนางจูรั่วซียายของตน จึงเดาได้ว่ายุ่นเอ๋อและหยางรุ่นชิงคงจะพานางขึ้นไปอยู่บ่อยครั้งกระมัง ?
หยางไคเห็นเช่นนั้นก็คิดเอ็นดูจึงบอกให้นางเกาะไหล่ของตนเอาไว้แน่น ๆ จากนั้นใช้ 'เท้าท่องลม' ที่ผสานกับทักษะ#เท้าไฟ ก็ได้ทะยานร่างออกไปอย่างรวดเร็ว
หยางไคกระโดดเพียงไม่กี่ครั้งทั้งสองร่างก็ถลาขึ้นไปบนยอดไม้ จากนั้นเหินลมจากกิ่งต่อกิ่งด้วยความรวดเร็วยิ่งนัก และเพียงชั่วอึดใจเดียวหยางไคได้ก็พาเด็กหญิงมาถึงสถานที่ฝังศพของท่านยายในที่สุด
แต่ยุ่นซีนั้นยังสนุกสนานนัก จึงร้องวิงวอนว่า
"เอาอีก ข้าจะเอาอีก"
หยางไคก็ลูบศีรษะของนางแล้วกล่าวว่า
"พวกเรามาที่นี่เพื่อเคารพหลุมศพ ย่อมต้องทำกิจให้เสร็จสิ้นเสียก่อนจริงหรือไม่เล่า ? แล้วเมื่อเสร็จอาสัญญาจะพายุ่นซีเล่นสนุกอีกครั้งหนึ่ง"
เด็กหญิงก็พยักหน้า แล้วพนมมืออย่างที่บิดาและมารดาเคยสอน
หยางไคก็คำนับหลุมศพตามประเพณีจากนั้นกล่าวขึ้นว่า
“บัดนี้เสี่ยวไคของท่านยายทำสำเร็จได้เป็นจอหงวนแล้ว แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังรู้สึกผิดต่อท่านเสมอมา และหวังว่าเพลงที่ข้าเล่นนี้ท่านยายจะชื่นชอบนะขอรับ”
กล่าวจบก็นำกู่ฉินออกมาบรรเลงอย่างไพเราะ ส่วนยุ่นซีเมื่อได้ฟังเพลงก็รู้สึกผ่อนคลายนัก จึงซุกตัวลงที่ตักของชายหนุ่มแล้วผล็อยหลับไป
.. หลังจากนั้นหยางไคก็พายุ่นซีขึ้นมาบนภูเขาอีกหลายครั้ง จนใกล้ถึงวันที่ชายหนุ่มจะได้เวลาเดินทางกลับเมืองหลวง
จางฉวนนายบ้านจึงถามขึ้นว่า
“เสี่ยวไคปีนี้อายุเจ้าได้ 20 ปีแล้วใช่หรือไม่ แล้วได้ผ่านพิธีกวนหลี่ (冠礼) หรือยัง ?”
พิธีกวนหลี่คือพิธีขึ้นหมวกสำหรับชายหนุ่มซึ่งมีอายุครบ 20 ปี อันเป็นวัยบรรลุนิติภาวะ ซึ่งจะต้องสวมหมวกเพื่อแสดงความเป็นผู้ใหญ่ และอีกนัยหนึ่งคือแสดงความพร้อมในการแต่งงานนั่นเอง
หยางไคซึ่งไม่มีพ่อไม่มีแม่ ทั้งยังไม่มีญาติสนิทที่หลงเหลืออยู่เลยสักคนเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านพิธีอันสำคัญของช่วงวัยนี้
จางฉวนเห็นหยางไคนิ่งไปก็พอจะเดาออก จึงกล่าวว่า
“ข้านั้นไม่มีลูกชาย แต่คิดมาตลอดว่าเจ้าเป็นลูกคนหนึ่ง และหากเจ้าไม่รังเกียจข้าจางฉวนจะจัดพิธีสวมหมวกให้กับเจ้าเอง!”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็หลั่งน้ำตา แล้วพยักหน้ายอมรับด้วยความยินดี
จากนั้นจางฉวนจึงบอกให้หยางไคไปอาบน้ำสระผมแล้วไปรอที่ห้อง ครั้นถึงฤกษ์ยามอันเป็นมงคลแล้วจางฉวนจึงขานชื่อหยางไคให้เดินออกมาจากห้อง นั้น
พอหยางไคก้าวออกจากห้องแล้วก็พบเห็นแขกหรื่อซึ่งส่วนใหญ่ก็คือชาวบ้านมู่หยูนั่นเอง โดยมีผู้เฒ่าชราในหมู่บ้านเป็นประธานในพิธี
หยางไคก็เข้าไปคำนับแขกด้วยถ้วยน้ำชาที่จางฉวนส่งให้
จากนั้นท่านผู้เฒ่าก็เริ่มพิธีล้างมือในล้างจนสะอาดดีแล้ว จึงหยิบเอาหมวก 1 ใบ ไปสวมบนศีรษะของหยางไค แล้วกล่าวขึ้นว่า
“บัดนี้เจ้าบรรลุนิติภาวะโตเป็นผู้ใหญ่ มีสิทธิและอำนาจในการปกครองคนขั้นต้นแล้ว แต่ก็อย่าได้หลงลืมตน ยังต้องปรับปรุงพัฒนาตนให้สมกับความเป็นผู้ใหญ่ต่อไป”
หยางไคก็คำนับจากนั้นจึงเข้าห้องไปเปลี่ยนชุดใหม่ตามสีของหมวกใบนั้น แล้วออกมาพบท่านผู้เฒ่าประธานในพิธี
ผู้เฒ่าชราก็สวมหมวกใบที่ 2 ให้กับเขา แล้วกล่าวว่า
“ข้าหวังว่าชายหนุ่มที่สวมใบนี้ จะมีความราบรื่นก้าวย่างอย่างมั่นคงในหน้าที่การงาน”
หยางไคก็คำนับแล้วกลับเข้าไปในห้องไปเปลี่ยนชุดที่สีเข้มขึ้นตามสีของหมวกใบที่สอง จากนั้นจึงกลับออกมาพบกับท่านผู้เฒ่าประธานในพิธีอีกครั้ง
ผู้เฒ่าชราก็สวมหมวกใบที่ 3 ให้กับเขา แล้วกล่าวอีกว่า
“บัดนี้เจ้าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สามารถเข้าร่วมงานพิธีการต่าง ๆ ได้แล้ว”
หยางไคก็กลับเข้าไปในห้องแล้วเปลี่ยนเป็นชุดสีเข้ม เพื่อออกมาในของฐานะ ‘ผู้ชาย’ อย่างเป็นทางการ
..
...
ก่อนจะเดินทางออกจากหมู่บ้านไป หยางไคได้นำข้าวของเงินทองที่เหล่าขุนนางเมืองหลวงซึ่งได้ให้คนนำมามอบถึงเรือนรับรองของตนมาแจกจ่ายชาวบ้านตามสมควร แล้วจึงบอกลาทุกคน เนื่องจากไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ตนจึงจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนที่นี่อีกสักครั้ง
ซึ่งการเดินทางกลับนั้น หยางไคเลือกที่จะใช้การเดินทางด้วยเรือสำเภาจึงได้มีโอกาสไปแวะไปคำนับลาท่านเจ้าเมืองอู่ฮั่นและพี่ใหญ่หวง รวมทั้งบอกลายุ่นเอ๋อและยุ่นซีจอมซนที่รับมือได้ยากยิ่ง
เพราะเมื่อนางเห็น ‘ท่านอา’ ของตน กำลังจะขึ้นไปบนเรือแล้วทิ้งนางเอาไว้เช่นนี้ก็เกิดน้อยใจจนร้องไห้อีกแล้ว
หยางไคจึงต้องปลอบใจนางไปว่า
“เอาไว้ยุ่นซีเติบโตกว่านี้ จึงให้บิดาพาเจ้าไปเที่ยวที่เมืองหลวงของต้าหมิงดีหรือไม่ ?”
หลังจากเกี่ยวก้อยทำสัญญากันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว หยางไคจึงนำบ่าวไพร่และราชองครักษ์ทั้งสองขึ้นบนเรือสำเภาข้ามทะเล ซึ่งพวกเขาใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนก็บรรลุถึงท่าเทียบเรือเทียนจิน ก็ขึ้นฝั่งแล้วเดินทางอีกเพียงครึ่งวันก็กลับมาถึงเมืองเป่ยจิงโดยสวัสดิภาพ..