ในค่ำคืนนี้ สาเหตุที่เยว่ซินไปหาลู่เสียนก็เพื่อปรึกษาเื่แท่นฝนหมึกศิลาหยกน้ำค้างก่อนหน้านางนั่งคิดทั้งคืนว่าจะมีวิธีไหนเพื่อหาของสิ่งนั้นมาชดใช้คืนได้ จนแล้วจนรอดก็ถอดใจ ของล้ำค่าหายากขนาดนั้นนางคงไม่มีปัญญาหามาคืนแน่
“ลู่เสียน ในแดนปีศาจนี่มีที่ไหนขายของมีค่าแบบศิลาหยกน้ำค้างอีกหรือไม่ถ้าหากว่าข้านำกำไลกับต่างหูหยกคู่นี้ไปแลกกับหินพลังิญญา เ้าว่ามันมากพอที่จะนำไปซื้อของวิเศษเช่นนั้นได้หรือไม่” เยว่ซินไม่พูดเปล่าใช้อาคมเสกสิ่งของตามที่พูดถึงออกมาด้วยแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เห็นดีเห็นงาม
“เยว่ซิน เ้านี่ช่างโง่เขลายิ่งนัก”
“ไม่พอหรือถ้าไม่พอข้าก็ยังมีนี่...” ว่าแล้วก็เสกปิ่นทองนพเก้าออกมาอีกหนึ่งชิ้นตามด้วยกระจกล้ำค่าอีกหนึ่งบาน แต่พอเห็นลู่เสียนกลอกตาไปมาก็คิดว่ายังไม่พออีก จึงเรียกเอากระบี่สีเงินยวงออกมาอีกเล่มความคมของโลหะสะท้อนแสงแวววับกับกองไฟ ตรงกลางสันเป็สีแดงสดดั่งสายโลหิต
“นี่น่ะกระบี่จันทราไร้อาวรณ์เชียวนะ”
‘ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน’ ลู่เสียนมองกระบี่เล่มงามตาปริบๆ แล้วสลับไปที่คนสาธยาย สำหรับเยว่ซินแล้วกระบี่เล่มนี้คงวิเศษวิโสมากแต่สำหรับนางนี่เป็ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อกระบี่เล่มนี้ในยุทธภพหรือกระทั่งในสามพิภพเลยก็ว่าได้ เห็นท่าทีลิงโลดของอีกฝ่ายแบบนี้แล้วก็นึกอยากเอามือกุมขมับ
“เยว่ซิน เ้าฟังข้า ต่อให้เ้าเอาของพวกนี้ไปขายให้ได้หินพลังิญญามาเ้าคิดว่าจะไปแลกของล้ำค่าแบบนั้นได้ที่ไหน”
“ไม่ได้หรือ? เช่นนั้นจะให้ข้าทำอย่างไรล่ะ?...เ้าช่วยข้าคิดหน่อยลู่เสียนนะๆ เ้าช่วยข้าหน่อย น้าาา”
น้ำเสียงออดอ้อนรบเร้าของนางช่างเหมือนกับเด็กห้าขวบเจอแบบนี้เข้าปีศาจจิ้งจอกน้อยก็ถึงกับเคร่งเครียดจนหางตก
“เอาล่ะๆ ข้าพอจะนึกได้อย่างหนึ่ง ที่ถ้ำชิงจันทราในถ้ำมีศิลาล้ำค่าที่เรียกว่าศิลาอาบแสงจันทร์ แต่ว่ากันว่ามีพลังของปีศาจดุร้ายที่เคยเป็ทาสรับใช้ของพวกมารจันทราดำคุ้มกันอยู่ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าเข้าไป” นางขู่ หมายจะให้เยว่ซินล้มเลิกความตั้งใจแต่ตรงกันข้าม นางกลับทำสีหน้าตื่นเต้น
“จริงหรือ ล้ำค่าเช่นนั้นเชียว เช่นนั้นบอกข้าทีถ้ำนั่นอยู่ที่ไหน?”
“เยว่ซิน นี่เ้าจะบ้าไปแล้วงั้นหรือ ที่ข้าพูดนี่เ้ายังไม่เข้าใจอีกรึไง”
“ข้าเข้าใจๆ ข้าก็ไม่ได้บอกว่าข้าจะไป ข้าแค่อยากรู้ว่าถ้ำนั่นอยู่ที่ไหนเ้าบอกข้านะลู่เสียน...บอกข้าเถอะนะ นะๆ” เยว่ซินยังไม่ละความพยายามด้านปีศาจจิ้งจอกน้อยพอถูกรบเร้ามากเข้าก็ใจอ่อน
“เ้านี่นะ” ลู่เสียนยอมแพ้ “ถ้ำนั่นอยู่ทางทิศตะวันออกของแดนปีศาจใกล้กับหุบเหวร่ำไห้ซึ่งเป็เขตรอยต่อของแดนมาร ที่นั่นอันตรายมากถ้าเกิดตกลงไปยังแดนมารก็อย่าหวังว่าจะรอดกลับมา”
“นี่เ้ากำลังขู่ข้าอยู่หรือ?...เมื่อครู่นี้เ้าบอกว่าที่นั่นมีปีศาจเฝ้าอยู่ใช่หรือไม่?”
ลู่เสียนพยักหน้าเนิบๆ “ใช่ ปีศาจดุร้ายมากด้วย”
“งั้นหรือ ถ้ามีงั้นไม่เอา” เยว่ซินสะบัดหัวเร่าๆ“ข้าไม่ถูกโรคกับปีศาจร้ายๆ แค่อี้ฉางเฟิงคนเดียวข้าก็แย่แล้ว” นางพูดด้วยสีหน้าเนือยๆเหมือนหน่ายใจ
“เ้านี่จริงๆ เลย” ลู่เสียนอดติไม่ได้เห็นจะมีก็แต่เยว่ซินกระมังที่กล้ามีปัญหากับประมุขน้อยเผ่าวิหค
วันรุ่งยามเฉิน[1] ที่เรือนเฟิ่งิ...
ตามที่ได้รับข้อความนัดหมายจากท่านประมุขน้อยเยว่ซินก็มาพบเขาตามเวลา แต่ยังไม่ทันจะเคาะประตู คนที่อยู่ด้านในก็ผลักมันออกมาก่อน...นั่นไม่ใช่อี้ฉางเฟิงหากแต่เป็ปีศาจจิ้งจอกสาวแสนสวย
อวี้หนิงเหอก้าวออกมาและเหลือบตามองเยว่ซินราวกับไม่ค่อยจะพอใจนักแต่นางก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดนอกจากเดินสวนไปเฉยๆ
“ท่านประมุขน้อย ข้ามาแล้ว” เยว่ซินรายงานตัวก่อนจะเดินเข้าไปหยุดอยู่ด้านหลังอี้ฉางเฟิง ครั้งนี้เขาแต่งกายในชุดเรียบง่ายสีเข้มสวมแค่เสื้อคลุมธรรมดาไม่ได้เป็ทางการเฉกเช่นก่อนหน้านี้ ร่างสูงยืนหันหลังให้นางอยู่กลางห้องโถง“นี่ข้าไม่ได้มารบกวนท่านกับฮูหยินใช่หรือไม่?” น้ำเสียงครึ่งๆ กลางๆเหมือนรู้สึกผิด ทว่าอีกฝ่ายรีบพูดขัด
“ต่อไปเ้าห้ามเรียกนางเช่นนั้น” เขาสั่งก่อนจะหันหน้ากลับมาแล้วพูดต่อ “สามวันนี้พ่อบ้านหลี่มีธุระต้องกลับไปยังเผ่าอินทรีเช่นนั้นงานทุกอย่างคงต้องฝากไว้ที่เ้าแล้ว”
“หา...” เยว่ซินเผลออ้าปากค้าง เมื่อวานนางยังมีความคิดที่จะไปขอความช่วยเหลือจากเขาอยู่เลย
“เ้าติดขัดประการใดงั้นหรือ?”
“ไม่มีๆ” เยว่ซินฝืนยิ้ม จะให้ติดขัดอะไรได้เวลานี้นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
“เช่นนั้นเที่ยงนี้เ้าก็ไปเตรียมทำอาหารให้ข้าลองไปดูว่าพ่อบ้านหลี่เตรียมอะไรไว้ในครัวให้เ้าบ้าง ส่วนมื้อนี้ไม่เป็ไร”
‘ทำอาหารหรือ งานเช่นนี้ข้าถนัดอยู่แล้ว ไม่ยากๆ’ นางเผยยิ้ม “เช่นนั้นข้าขอตัว” ว่าแล้วก็หันหลังเดินกลับไปเยว่ซินไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเดินตามออกมา จู่ๆ นางก็ฉุกคิดขึ้นมาได้จึงชะงักเท้าและหมุนตัวกลับทำให้ใบหน้าของนางเกือบกระแทกกับแผ่นอกของคนข้างหลัง “ชะอุ้ย!”
“เ้ามีอะไร?!” เขาเองก็ใ อี้ฉางเฟิงเห็นนางรีบถอยเท้าออกห่าง
“คะคือ เื่แท่นฝนหมึกของท่าน ข้าเพิ่งรู้ว่ามันสำคัญกับท่านมากเพราะเป็ของที่ท่านาาอี้เฟิ่งประทานให้ข้าจะพยายามชดใช้คืน”
“เ้าจะชดใช้ยังไง ศิลาหยกน้ำค้างนั่นพันปีมีแค่ก้อนเดียวบัดนี้เ้าทำแตกไปแล้ว ยังจะชดใช้อย่างไรได้”
คำพูดที่เหมือนจะตอกย้ำทำให้เยว่ซินอยากชี้แจงบ้าง“แต่นั่นก็เป็เพราะท่านคว้าแขนข้า”
“นี่เ้าโทษข้าหรือ?”
“ข้าเปล่า” แม้ในใจจะค้านว่า ‘ใช่ นั่นเป็เพราะท่าน’ แต่นางก็พูดออกมาไม่ได้ และดูเหมือนเขาก็ปฏิเสธได้ไม่เต็มปากเช่นกัน
“ช่างเถอะ ของก็เสียหายไปแล้วโทษเ้าก็ไม่มีประโยชน์”
“เช่นนั้นข้าจะพยายามหาของล้ำค่าอย่างอื่นมาทำแท่นฝนหมึกให้ท่านแทนแล้วกัน”
“ก็แล้วแต่เ้า เอาเป็ว่าเ้าติดค้างข้าอยู่เื่หนึ่ง”พูดจบก็เดินเลี่ยงไป แต่ถูกภูตน้อยเอ่ยรั้งไว้
“ช้าก่อน อย่าเพิ่งไป”
“มีเื่อันใดอีก?” เขาถามเสียงเข้ม ตอนหันมาสีหน้าก็ดูเหมือนจะเข้มตามด้วย
“เช่นนั้นวันนี้ข้าต้องช่วยท่านเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยหรือไม่?”เยว่ซินซัก เพราะก่อนหน้านี้เห็นเฟยฉีเป็คนทำให้ และั้แ่เขาไม่อยู่นางก็ไม่ได้สนใจเื่นี้เลย
อี้ฉางเฟิงมองหน้าอีกฝ่ายเหมือนรำคาญเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“ไม่ต้อง!”
ว่าแล้วก็เป็ไปตามคาด สุดท้ายแล้วมื้อเที่ยงของวันนี้ก็ล่าช้ากว่าปกติกว่าเยว่ซินจะตั้งสำรับบนโต๊ะได้ก็เลยไปยามเว่ย[2] ดูจากสภาพมอมแมมของนางราวกับว่าการทำอาหารให้เขามันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด
“นี่อะไรของเ้า?” อี้ฉางเฟิงมองอาหารจานทอดบนโต๊ะอย่างอึ้งๆอย่าบอกนะว่ามันคือ...
“หนอนไม้ไผ่นี่ข้าตั้งใจไปหามาเพื่อท่านเลยนะท่านลองชิมดู” สีหน้านางภาคภูมิใจอย่างยิ่ง แต่เหตุใดอีกฝ่ายถึงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นนั้น
“ชิมอะไรของเ้า เอาออกไป!”
“ทำไมล่ะ เป็นกมิได้ชอบกินหนอนหรอกหรือ?”
“ข้าไม่ใช่นก!” เขาเสียงห้วน ไม่รู้จะต้องบอกกับนางอีกกี่รอบว่าเขาเป็วิหคอัคคีการเป็วิหคไม่ได้หมายความว่าต้องกินหนอนเหมือนนกทั่วไป
อี้ฉางเฟิงทำหน้าระเหี่ยใจ จะมีสักวันหรือไม่ที่นางไม่ทำให้เขาต้องปวดหัว
“แล้วนี่อะไรอีก?”คราวนี้เ้าตัวมองไปยังอาหารจานที่สอง ใช้ตะเกียบเขี่ยดูชิ้นเนื้อในจานก่อนว่าจะมีอะไรพิสดารอีกหรือไม่
ซี่โครงตุ๋นเห็ดหอม...ค่อยยังชั่ว
เยว่ซินได้ยินเสียงอี้ฉางเฟิงถอนใจเบาๆ แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิดเขายังไม่คีบอะไรเข้าปากเลย นอกจากใช้ตะเกียบคุ้ยๆ เขี่ยๆ ลงในอีกสองจานที่เหลือ
“ผัดผัก...ดูท่าจะไม่มีรสชาติ”เขาเผลอเอ่ยปากออกมา จากนั้นก็เริ่มลงมือคีบผักสีซีดๆ ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดเข้าปาก...อย่างน้อยรสชาติก็ไม่ได้แย่ไปกว่าที่คิด
เยว่ซินเม้มปากแต่ก็อดทนไว้ไม่สวนกลับ “ถ้าท่านไม่มีอะไรแล้วเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
“รอเดี๋ยวไม่นั่งลงกินด้วยกันกับข้าหรือ?”
“ไม่ๆ ข้าไม่กินหนอน” เ้าตัวยกมือส่ายไปมาเป็ระวิงเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายยกมุมปากขึ้นนิดๆ
“แต่เ้าทำให้ข้ากิน?” เขาแหงนมองเหมือนตั้งคำถามอีกฝ่ายจึงแสยะยิ้มเล็กน้อย
ความจริงอี้ฉางเฟิงแค่เห็นว่าสีหน้าท่าทางนางดูเหนื่อยล้าจากสภาพเลอะเทอะก็เดาว่าคงยังไม่ได้กินอะไรั้แ่เช้า
“นั่งสิ”
“ข้าไม่หิวๆ”เยว่ซินปฏิเสธว่องไวเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะแกล้งให้กินหนอน
“ข้าให้เ้านั่งเป็เพื่อนข้า”
“ปกติท่านก็ให้เฟยฉีนั่งกินข้าวเป็เพื่อนท่านหรือ?”นางแค่สงสัย แต่กลับได้ยินเสียงอีกฝ่ายวางตะเกียบลงบนโต๊ะดังตึ่ก!
‘ยอกย้อนเก่งนัก’ เขาชักเริ่มจะหงุดหงิดจึงออกปากไล่ “เ้าจะไปไหนก็ไป”
“เช่นนั้นไม่รบกวนแล้ว ข้าขอตัวไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเสร็จแล้วข้าจะคอยมารับใช้ท่าน” เยว่ซินรีบหาข้ออ้างเผ่นออกจากห้องก่อนที่รายนั้นจะมีโทสะ
สบโอกาสได้อยู่ลำพังในห้องหนังสืออี้ฉางเฟิงกลับรู้สึกว่าตนกำลังตัดสินใจผิดพลาด ความคิดที่จะให้เยว่ซินคอยอยู่รับใช้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้งเพราะบาง่บางตอนนางเล่นโผล่พรวดเข้ามาตอนเขากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือไม่อ่านตำราอยู่เงียบๆก็ต้องใเพราะนางทำโน่นทำนี่หล่นเสียงดัง ล่าสุดก็มานั่งจับจ้องเขาจนเผลอหลับคาวงกบประตูเปิดออกไปถึงล้มเผละลงมาจนเขาใจหายใจคว่ำนึกว่าหิวจนสลบไปแล้ว
“ข้าว่าเ้าไม่ต้องตามติดข้าเช่นนี้ก็ได้”ร่างสูงตัดสินใจพูดตามตรง เพราะถ้าขืนเป็แบบนี้ทั้งวันเขาก็ชักจะทนไม่ไหว
“แล้วท่านก็ไม่บอกแต่แรกปกติข้าเห็นเฟยฉีตามติดท่าน ข้าก็คิดว่าข้าต้องตามติดด้วย”นางพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย สีหน้าเหมือนคนอดหลับอดนอนมาทั้งคืน
แทนคำตอบ อี้ฉางเฟิงสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างพยายามสะกดอารมณ์ให้นิ่งเข้าไว้“เ้าออกไปเถอะ” เขายืนนิ่งๆ กระทั่งร่างบอบบางเดินหายออกไปจากห้อง
แต่ชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม อี้ฉางเฟิงก็รู้สึกว่าตนถูกจับตามองอีกแล้วเมื่อคิดว่าเป็เยว่ซินจึงได้วางตำราแล้วเอ่ยเรียกชื่อนางออกไป แต่แปลกที่ไม่มีเสียงตอบหรือเพราะนางเกรงจะถูกตำหนิจึงไม่กล้าเข้ามา เพราะเหตุนี้ร่างสูงจึงได้ลุกขึ้นไปเปิดประตูแต่ปรากฏว่าด้านนอกว่างเปล่าไร้ซึ่งบุคคลที่คาดเดาไว้
‘ถึงขั้นใช้อาคมบดบังข้าเชียวหรือ?’ว่าแล้วก็ทดสอบด้วยการใช้พลังวาดออกไป แต่ในรัศมีรอบห้องกลับไม่ปรากฏร่างหรืออาคมใดๆที่ย่างกรายเข้ามาเลย ‘หรือว่านี่จะไม่ใช่นาง?’
ภายในห้องอาบน้ำที่มีบานประตูไม้กั้นไว้ถึงสองชั้นด้านในมีบ่อแช่ตัวขนาดกว้างพอจะแช่พร้อมกันได้ถึงสองคน ก่อนหน้าเยว่ซินได้ใช้อาคมเคลื่อนย้ายน้ำจากด้านนอกเข้ามาด้านในแต่ปรากฏว่าผลออกมาไม่ดีเท่าที่ควร น้ำในถังหิ้วไม้หกเรี่ยราดไปหมดจนสุดท้ายต้องตัดใจใช้กำลังแขนหิ้วถังเข้าไปด้านในแทน
เสื้อผ้าชุดใหม่ของประมุขน้อยวางพับไว้บนแท่นหินที่ราวไม้ใกล้ๆ กันแขวนเสื้อคลุมอาบน้ำตัวสีขาวบัดนี้น้ำร้อนถูกเตรียมไว้ในถังหิ้วไม้ทั้งห้าถัง โดยสี่ถังนั้นถูกผสมลงไปในบ่อแช่ตัวและถังอาบน้ำแล้วส่วนถังที่เหลือยังตั้งสำรองไว้ริมบ่อ
บรรดาเครื่องหอมและผงสมุนไพรต่างๆ ได้วางอยู่บนชั้นไม้ระหว่างประตูทั้งสองด้านโดยปกติเยว่ซินไม่รู้ว่าเฟยฉีผสมอะไรลงในน้ำบ้าง ดังนั้นนางจึงเททุกอย่างที่อยู่ในโถกระเบื้องเคลือบลงไปในบ่อกระทั่งกระแสน้ำที่ไหวกระเพื่อมกลายเป็สีชมพูระเรื่อเจือไปด้วยกลีบดอกไม้หอมฟุ้ง
แต่นี่ก็ผ่านมาครึ่งชั่วยามแล้วเหตุใดอี้ฉางเฟิงถึงยังไม่มา น้ำที่ผสมไว้ใกล้จะเย็นแล้ว เยว่ซินนั่งรออยู่ตรงห้องกลางระหว่างประตูทั้งสองด้านจนเผลอหลับไปรู้สึกตัวอีกทีตอนได้ยินเสียงโลหะกระทบพื้นหิน ชะโงกมองผ่านช่องประตูจึงเห็นว่าอี้ฉางเฟิงอยู่ด้านในเขากำลังถอดเสื้อผ้าพาดไว้กับแท่นหิน นางจึงได้ถอยออกมายืนรออยู่ด้านนอกห้องอาบน้ำ
ชั่วระยะเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป[3]เยว่ซินก็ได้ยินเสียงเหมือนคนทะลึ่งพรวดขึ้นจากน้ำ พร้อมกับะโโหวกเหวกเรียกชื่อนางอย่างโมโห
“เยว่ซิน!นี่เ้าทำอะไรของเ้า?!”
คนถูกเรียกถึงรีบเปิดประตูพรวดเข้าไปโดยไม่ทันดูว่าอีกฝ่ายนั้นสวมแค่ผ้าบางๆ ปิดท่อนล่างผืนเดียวตอนนั้นอี้ฉางเฟิงยืนขึ้นจากบ่อน้ำและหันหน้ามาหานางอย่างลืมตัว
“อึ้ย!/ว๊าย!” ต่างฝ่ายต่างก็ร้องขึ้นพร้อมกันด้วยความใ
ร่างสูงรีบหมุนตัวกลับและนั่งแช่ลงไปในน้ำอย่างเก่าผมยาวที่เปียกชุ่มลอยขนานไปกับขอบบ่อ
“นี่เ้าใส่อะไรลงไปในน้ำ?”
“ขะข้าก็ใส่ทุกอย่างที่วางอยู่บนชั้น”
“ว่าไงนะ?!” เขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับนางดี นางรู้หรือไม่ว่าบนนั้นมีทั้งสมุนไพรและยาวิเศษต่างๆที่ใช้เยียวยาพลังและอาการาเ็ได้ ของหายากบางอย่างใช้แค่เล็กน้อยถึงจะดี แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็ทำให้เกิดโทษแต่นี่นางเล่นผสมทุกอย่างลงไปในน้ำที่ใช้สำหรับแช่ตัว
‘นี่ข้าทำอะไรพลาดไปอีกแล้วใช่หรือไม่?’ เยว่ซินเหมือนจะรู้ตัว นางรีบปิดตาแล้วสาวเท้าเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆสองมือก็ควานต่ำเพราะกลัวว่าจะตกบ่อ แต่จังหวะที่ยื่นมือไปด้านหน้า นางดันผลักเอาถังใส่น้ำร้อนที่วางอยู่ตรงนั้นล้มหกราดใส่หลังอี้ฉางเฟิงจนเขาร้องสะดุ้ง
ไอร้อนยังพวยพุ่งแผ่กระจายร่างสูงลืมตัวจนเผลอลุกพรวดขึ้นยืนอีกรอบ เป็จังหวะเดียวกับที่เยว่ซินควานมือไปคว้าเอาผ้าพันเอวของเขาเกือบหลุดติดมือฝ่ายชายถึงรีบคว้ามือหมับ ทำให้ร่างบอบบางถูกกระชากตกลงไปในน้ำจนต้องทะลึ่งตัวขึ้นมาโวยวาย
“นี่ท่านทำอะไรของท่าน?!”
เ้าตัวลูบน้ำที่เปียกออกจากใบหน้ามองอี้ฉางเฟิงที่บัดนี้นั่งหงายหลังพิงไปกับขอบบ่อในสภาพที่เกือบเปลือยเปล่าโดยที่ลำตัวของนางนั้นเกยอยู่บนร่างที่มีเพียงผ้าผืนบางปกคลุมไว้อย่างิ่เหม่ หนำซ้ำมือทั้งสองข้างยังวางนาบไปบนแผงอกเขาเต็มๆ
เยว่ซินมัวแต่อึ้งจนพูดไม่ออก แสงสีฟ้าจากไข่มุกกลืนราตรีก็สว่างจ้ากว่าครั้งไหนๆพลันได้ยินเสียงอี้ฉางเฟิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา
“เ้า...ถอย-ออก-ไป”เพียงแค่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ราวกับดับวูบลง
[1] ยามเฉิน คือ ่เวลา 07.00 – 08.59 น.
[2] ยามเว่ย คือ ่เวลา 13.00 – 14.59 น.
[3] เวลา 1 ก้านธูป เทียบเท่า 15 - 30 นาที หรือไม่เกิน 1ชั่วโมง (ตามความยาวของก้านธูป)