“ฮูหยินท่านก็ปากกวานเสียจริง ข้าน่ะอายุเยอะแล้ว ไหนเลยจะสู้สาว ๆ อย่างฮูหยินได้ล่ะ นั่นปิ่นหยกนั้นงามมากจริง ๆ ท่านได้จากที่ใดมาหรือ”
สาวน้อยส่งสายตาเป็ประกายเมื่อถูกสตรีสูงศักดิ์ชมต่อหน้าคนอื่น
“ปิ่นนี้ท่านเ้าเมืองสั่งให้พ่อค้าจากเมืองหลวงจัดหามาให้หม่อมฉันเลือกเพคะ หากพระชายาถูกพระทัย หม่อมฉันขอถวายปิ่นให้พระชายาเพคะ”
“ฮ่าย อย่าเลย ของสวย ๆ งาม ๆ ก็ต้องอยู่บนตัวสาวงามน่ะถูกแล้ว อยู่กับข้าก็หมองกันพอดี ฮ่า ๆ ๆ ใช่ไหมทุกคน”
เฉินฟางเหนียงใช้มุกเยินยอที่ได้ผลเสมอเมื่อต้องรับมือกับเพื่อนร่วมงานสาวแสบทั้งหลายในบริษัท
“พระชายากล่าวชมเกินไปแล้วเพคะ ยังมีชิ้นอื่นที่งามกว่านี้อีกมากนักเพคะ มีทั้งจากเมืองหลวง และจากแคว้นอื่น ๆ ด้วย หากพระชายาถูกพระทัย หม่อมฉันจะนำมาถวายให้พระองค์ได้ทรงเลือกเพคะ”
“จริงเหรอ มีเครื่องประดับจากแคว้นอื่นด้วยเหรอ พระสวามีของข้าไม่เคยซื้อของจากแคว้นอื่นให้ข้าเลย มีแต่ของเมืองหลวง ซ้ำ ๆ เดิม ๆ น่าเบื่อจะตาย”
เฉินฟางเหนียงทำท่าน้อยเนื้อต่ำใจ สายตาก็ลอบมองสาวน้อยที่ยิ่งทำตาโต ตัวก็ยืดสูงขึ้นเมื่อได้ยินว่าตนนั้นเหนือกว่าพระชายาเสียอีก โอกาสมาแบบนี้แล้วต้องรีบคว้า
“เช่นนั้นถ้าข้าจะขอไปชมสักหน่อยจะได้หรือไม่”
“ได้เพคะ เพียงแต่...”
สาวน้อยเอามือป้องปาก แล้วกระซิบข้างหู
“ต้องเป็ความลับนะเพคะ”
“ได้สิ เราไปกันเลยมั้ย”
เฉินฟางเหนียงเดินตามฮูหยินน้อยที่สั่งให้บ่าวไพร่รออยู่หน้าเรือน และเดินเข้าไปเรือนหลังใหญ่กันเพียงลำพังสองคน
เมื่อถึงโถงใหญ่สาวน้อยกลับเดินไปจับแจกันใหญ่บนโต๊ะกลางห้อง แล้วหมุนไปทางขวา จนได้ยินเสียงกลไกทำงาน ทันใดนั้นชั้นหนังสือตรงผนังห้องกลับหมุนออก เผยให้เห็นห้องลับด้านใน ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องประดับนับร้อยชิ้น เปล่งประกายสะท้อนแสงเทียนที่ฮูหยินน้อยถือเข้าไปด้วย
เฉินฟางเหนียงปราดสายตามองหาอะไรบางอย่างที่น่าจะมีลักษณะเหมือนตู้เซฟ แต่ข้างในห้องลับนี้นอกจากเครื่องประดับแล้ว ก็มีแต่ภาพวาดที่แขวนอยู่ตรงกลางผนังห้องด้านในสุด
‘หรือจะมีตู้ลับอีกชั้นนึง’
ฮูหยินน้อยวางเชิงเทียนลงแล้วหยิบเครื่องประดับทอง รูปร่างสวยแปลกตาขึ้นมา
“ชิ้นนี้เพคะพระชายา ชิ้นนี้มาจากแคว้นทางตะวันตกเพคะ”
“หืม...งามมากทีเดียว เห็นแล้วก็อิจฉาท่านฮูหยินจริง ๆ เลย ท่านเ้าเมืองดูท่าจะรักท่านมากทีเดียว”
ฮูหยินน้อยบิดตัวเขินอาย
“พระชายาโปรดชิ้นไหน ทรงเลือกได้เลยนะเพคะ”
“ข้าแค่ชอบของสวยงามน่ะ แต่ถ้าให้มาอยู่กับข้า ของพวกนี้คงหมองน่าดู อีกอย่างข้าไม่อยากมีปัญหากับพระสวามีของข้าด้วย ขอบใจเ้ามาที่พาข้ามาชมของสวย ๆ งาม ๆ พวกนี้”
“เป็เกียรติของหม่อมฉันที่ได้รับใช้เพคะ ตอนนี้เราออกมาจากงานเลี้ยงนานแล้ว รีบกลับกันเถิดเพคะ เดี๋ยวจะผิดสังเกต”
เฉินฟางเหนียงเดินตามออกมาจากเรือนใหญ่พร้อมจดจำทุกอย่างทั้งภายในและนอกห้อง รวมถึงทิศทางที่จะมาห้องนี้ไว้ในใจ ด้วยมั่นใจเหลือเกินว่าบัญชีเล่มนั้นจะต้องอยู่ที่นี่แน่นอน
กว่าจะจบงานเลี้ยงน้ำชาก็บ่ายคล้อย ในที่สุดก็ได้กลับห้องสักที เฉินฟางเหนียงถอดผ้ารัดเอว และเครื่องประดับที่หนักอึ้งออกทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง
เตี่ยเฟิงเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม เมื่อองครักษ์กลับมารายงานความล้มเหลวของการค้นหาเมื่อบ่ายนี้
เฉินฟางเหนียงทำท่าจิบชาอยู่บนโต๊ะอย่างสตรีสูงศักดิ์ พลันกล่าวขึ้นอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“ฉันรู้ว่าห้องลับอยู่ที่ไหน และบัญชีอาจอยู่ในนั้น”
เขาตาโตพร้อมถลันเข้ามานั่งที่โต๊ะ
“จริงหรือ? อยู่ที่ไหน?”
“คุณต้องพาฉันไปด้วย”
“ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป”
“ถ้างั้น ฉันก็ไม่บอก”
“นี่เ้า!”
“เช่นนั้นข้าก็ไม่พาเ้าไปที่หน้าผา”
“ไม่เป็ไร ฉันรู้ว่าูเาชื่ออะไร ฉันจะให้ใครพาไปก็ได้”
“ทำไมเ้าถึงพูดไม่รู้เื่แบบนี้นะ เื่นี้มันใหญ่หลวงนัก เกี่ยวพันถึงชีวิตคนนับหมื่น”
“ก็เพราะแบบนี้ไง คุณถึงต้องพาฉันไปด้วย”
“แต่!...”
“ถ้าฉันไปด้วยจะได้ตรวจดูไงว่าใช่บัญชีลับม้วนนั้นไหม จะได้ไม่ต้องเสียเวลา”
เขาจนใจเมื่อหญิงสาวชักแม่น้ำทั้งห้ามาโน้มน้าวได้สำเร็จ และเมื่อถึงยามโฉ่ว* ทั้งคู่ที่แต่งชุดดำก็เร้นกายออกจากห้องไป เตี๋ยเฟิงโอบรอบเอวเฉินฟางเหนียงไว้แน่น ก่อนจะพาะโขึ้นไปบนหลังคา องครักษ์ทั้งสองที่เร้นกายอยู่คอยส่งสัญญาณเมื่อทุกอย่างปลอดภัย
เฉินฟางเหนียงจับแจกันหมุนพร้อมกลั้นใจลุ้นว่าคนในเรือนจะได้ยินเสียงกลไกนี้หรือไม่ จากนั้นก็รีบพากันเข้าไปในห้องลับ
ทั้งคู่กวาดสายตาไปรอบห้องที่มีแต่เครื่องประดับเรียงรายอยู่เต็มผนัง เตี๋ยเฟิงหยุดสายตาที่ภาพวาดที่แขวนอยู่กลางห้อง เมื่อเปิดภาพนั้นออกก็พบหีบใบเล็กที่ซ่อนอยู่ในช่องหลังภาพวาด
เขาเปิดหีบใบเล็กนั้นออก มีของสองสิ่งอยู่ข้างใน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจเขากระตุกวูบกลับไม่ใช่ม้วนบัญชีที่อยู่ในนั้น แต่มันคือปิ่นทองฝังมุขสลักลายหงส์ เครื่องประดับประจำตัวของแม่ของเขาที่ฮ่องเต้ประทานให้ ปิ่นนี้มีเพียงชิ้นเดียว เพราะเสด็จพ่อของเขาสั่งทำขึ้นมาเป็พิเศษ
“นี่แหละน่าจะเป็บัญชีลับอันนี้นะ นี่…คุณ…คุณ!”
เฉินฟางเหนียงแปลกใจในท่าทางของเขา พลางคว้าม้วนบัญชีมากางออก พร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปบัญชีนั้นไว้ ก่อนจะกดปิดเครื่องแล้วซ่อนโทรศัพท์ไว้เหมือนเดิม
เฉินฟางเหนียงสงสัยว่าแทนที่จะหยิบม้วนบัญชีไป แต่เขากลับหยิบปิ่นนั้นขึ้นมาดูแทน
“คุณ…เอ้า…อันนี้แหละบัญชีลับ เราไปกันเถอะ”
เขาซ่อนปิ่นไว้ในสาบเสื้อ แล้วรับม้วนบัญชีมาจากมือของเธอ เมื่อทั้งสองก้าวออกมาจากห้องลับ ก็มีดาบนับสิบเล่มจ่อมาที่คนทั้งคู่ แสงจากคบไฟเผยให้เห็นร่างไร้ลมหายใจขององครักษ์ทั้งสองที่กองอยู่บนพื้น และกลุ่มชายชุดดำที่ปลิดชีพองครักษ์
-------------------
ยามโฉ่ว (丑:chǒu) คือ 01.00 – 02.59 น.