ในคืนนั้นพายุฝนกระหน่ำซัดสาดดังคาด
สายฝนมิใช่เพียงหยาดน้ำยังพัดพาเกล็ดน้ำแข็งและหิมะเข้ามาด้วยเกิดเป็นเสียงหวีดหวิวบรรดาตัวเตียวสู่หดตัวรวมกันอยู่ในรัง นางซูผู้มีน้ำใจได้นำใยฝ้ายมาให้พวกมันจึงมิต้องกลัวความหนาวเหน็บ
ด้วยเหตุผลทางสภาพอากาศการทำเนื้อตุ๋นและปลาหมักในไหจึงต้องหยุดชะงักลงนางซูมีเวลาว่างจึงอนุญาตให้หยางหลิ่วกลับไปอยู่กับสามี
ยามนี้ในเรือนมีเพียงพวกนางสามแม่ลูกส่วนสาวใช้ทั้งสองนั้น ได้อาบน้ำชำระกายและกลับไปพักผ่อนที่ห้องแล้ว
นางซูยืนอยู่ริมหน้าต่างได้ยินเสียงลมหวีดหวิวจากภายนอก จึงเอ่ยขึ้นว่า “ไม่รู้ว่าเล้าไก่เป็นอย่างไรบ้าง”
เมื่อเย็นพอได้ฟังสิ่งที่เย่ชิงชิงเล่าแล้วนางก็รีบพาเย่จื้อเฟิงขึ้นเขาไปให้อาหารฝูงไก่ทั้งหมดจากนั้นปิดขังพวกมันไว้ในเล้า และยังใช้กิ่งไม้เสียบประตูด้านนอกไว้อย่างแน่นหนา
นางซูเกรงว่าลมจะแรงจนเล้าไก่พังลงมาแต่เย่จื้อเฟิงกลับมิได้เป็นกังวลแม้แต่น้อย เขากล่าวว่า“ท่านแม่วางใจเถิดขอรับ เล้าไก่แข็งแรงยิ่งนัก!”
การที่บรรดาเตียวสู่มาหลบภัยในเรือนนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงพายุหิมะที่จะมาถึงจริงๆ เย่ชิงชิงรู้สึกเหลือเชื่อและยังรู้สึกซาบซึ้งใจที่ได้รับความไว้วางใจเช่นนี้
นางลูบไล้ลูกหมาจิ้งจอกตัวน้อยไปพลางหัวร่อไปพลางแล้วกล่าวว่า “คงไม่ได้คิดว่าพวกเตียวสู่เป็นแม่ของเจ้าใช่หรือไม่?”โตขนาดนี้แล้วก็ยังไม่ยอมจากไป นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก
“แม้แต่สัตว์ทั้งหลายยังรู้จักรักแล้วมนุษย์จะไม่รู้สึกลึกซึ้งยิ่งกว่าหรือ...” นางซูถอนหายใจเบาๆแล้วกล่าวต่อไปว่า “ผู้คนในหมู่บ้านยังถามไถ่ว่าเหตุใดพวกมันจึงหลงรักเรือนของพวกเราข้าบอกว่านี่เป็นโชคชะตาที่ผูกพันกัน อีกทั้งพวกเรามิได้มีเจตนาร้ายต่อพวกมันย่อมเป็นที่รักและใกล้ชิด”
“ครืดครืด~” เจ้าลูกหมาจิ้งจอกตัวน้อยหรี่ตาครางเบาๆ
เย่ชิงชิงลูบจมูกตนเองแล้วกล่าวว่า“อันที่จริง...ข้าเคยคิดจะนำเตียวสู่ไปขายเสียด้วยซ้ำ”
เตียวสู่ตัวใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็หันกลับมาแยกเขี้ยวใส่นางทันทีมันยังจำเรื่องราวในตอนนั้นได้กระมัง?
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า โชคดีที่ไม่ขายไปเสียก่อน” เย่จื้อเฟิงหัวร่อเสียงดังมองดูเตียวสู่ตัวน้อยวิ่งไปที่ประตูเพื่อยั่วโมโหเจ้าหมา
เจ้าหมานั้นเข้าใจความรู้สึกของผู้คนเป็นอย่างดีนับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเรือนนี้ มันก็ทำหน้าที่เฝ้าประตูอย่างเต็มใจ ยามอากาศหนาวนางซูเกรงว่ามันจะทนไม่ไหว จึงนำที่นอนของมันเข้ามาในเรือน
ในตอนแรกที่มาถึงมันยังดูหงอยเหงา มักจะซุกตัวอยู่มุมห้องและส่งเสียงครางหงิงเบาบ่อยๆคงคิดถึงทังหว่านหรงเป็นแน่ แต่ก็ไม่เคยแอบหนีไปเลยสักครั้ง
โชคดีที่เย่จื้อเฟิงมักจะพามันไปด้วยทุกเช้าที่ขับรถเข้าไปในเมืองทั้งสองจะไปพบทังหว่านหรงที่ชานเมือง คนกับหมาหยอกล้อกันพักหนึ่งเท่านี้ก็สุขใจแล้ว
เจ้าหมาตัวนี้แสนเชื่องเย่จื้อเฟิงมิอาจพาเถลไถลต่อได้นานนักแม้จะไม่เต็มใจแต่มันก็ยังตามเข้าเมืองไปอย่างว่าง่ายนั่งเฝ้าร้านไป่เว่ยอย่างซื่อสัตย์
เมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งทุกสิ่งก็กลายเป็นเรื่องปกติ เจ้าหมายังหลงรักช่วงเวลาที่ได้วิ่งตามรถม้าทุกวันมันวิ่งเหยาะ ได้รับความสุขที่ไม่เคยมีมาก่อน
เจ้าหมาน้อยเติบโตมากับทังหว่านหรงเนื่องจากพี่สะใภ้ดูแลอย่างเข้มงวดมีเพียงตอนเช้าเท่านั้นที่มันมีโอกาสออกไปเดินเล่นสำหรับสัตว์ที่ชอบการเคลื่อนไหวอย่างมันแล้ว เวลาในยามเช้านั้นช่างแสนสั้นเสียจริง
ยามนี้มันได้มาอาศัยในเรือนแห่งนี้นอกจากมิอาจอยู่เคียงข้างทังหว่านหรงได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดีขึ้นมากนักตัวมันเองก็ดูแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม
ขณะนี้เจ้าเตียวสู่ตัวน้อยสองตัวแสนซุกซนมิได้เกรงกลัวขนาดอันใหญ่โตของเจ้าหมาเลยแม้แต่น้อย มันยื่นกรงเล็บออกไปหยอกล้อ
“โฮ่ง!” เจ้าหมาเห่าเสียงทุ้มต่ำ
เตียวสู่ตกใจยิ่งนักรีบกระโจนกลับไปหาเตียวสู่ตัวใหญ่ ซุกหน้าและหดตัวนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
เย่จื้อเฟิงอดหัวร่อไม่ได้“ช่างสนุกเสียนี่กระไร เจ้าตัวเล็กนี่มิได้กล้าหาญนักหรือ!”
เจ้าหมาครางเบาๆซบหน้าลงบนอุ้งเท้า ดวงตาทั้งสองข้างดูไร้เดียงสา
แม้ภายนอกพายุหิมะจะพัดรุนแรงแต่ภายในเรือนครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาและยังมีสัตว์น้อยน่ารักเหล่านี้เป็นเพื่อนร่วมทาง นับว่าอบอุ่นยิ่งนัก
ในวันรุ่งขึ้นเย่ชิงชิงเป็นกังวลเรื่องโรงเรือนของป้าหวัง นางจึงไม่ยอมนอนตื่นสายรีบลุกขึ้นแต่เช้าตรู่
เป็นไปตามคาดประตูด้านนอกถูกหิมะที่กองสูงพะเนินทับถมปิดกั้นไว้โชคดีที่เย่จื้อเฟิงอยู่ในเรือนวัยสิบกว่าปีนี้กำลังมีแรงเหลือเฟือไม่รู้จะเอาไปใช้อะไรเขาโกยหิมะออกไปอย่างรวดเร็ว
ข้างนอกหนาวเหน็บนักลมหนาวพัดกระโชกเข้ามา เย่ชิงชิงสวมเสื้อผ้าพร้อมออกไปรับมือกับความหนาวเย็น
ครอบครัวป้าหวังก็ตื่นแต่เช้าตรู่เช่นกันคาดว่าในใจของพวกเขาก็คงเป็นกังวลเรื่องเดียวกันกับนาง
“แม่นางชิง มาเช้าเช่นนี้เชียวหรือ?” ป้าหวังกำลังสาละวนอยู่กับการทำอาหารเช้ารีบเชื้อเชิญว่า “พอดีเลยวันนี้เจ้าก็ทานอาหารเช้าที่เรือนข้าเถิด...”
เย่ชิงชิงส่ายหน้ากล่าวว่า“ป้าหวัง ข้าอยากไปดูโรงเรือนก่อนเจ้าค่ะ มองจากไกลๆเห็นแต่สีขาวโพลน เกรงว่าจะถูกหิมะฝังไปหมดแล้วให้พี่หวังไปกับข้าด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?” หากถูกหิมะฝังกลบจริงนางเพียงคนเดียวคงจัดการไม่ไหว
“พวกเราก็กำลังจะไปเช่นกัน!” เรื่องภายในครอบครัวตนเองป้าหวังย่อมใส่ใจยิ่งกว่าใครอื่น นางจึงส่งต่อหน้าที่ในครัวให้ลูกสะใภ้แล้วเข้าไปในเรือนเรียกบุตรชายออกไปพร้อมกัน
เมื่อมาถึงแปลงผักหิมะกองสูงจนมิอาจมองเห็นโรงเรือนเลย
“เช่นนี้จะทำอย่างไรดีเล่า?” เบื้องหน้าขาวโพลนจนแทบจะก้าวเท้าไม่ออกป้าหวังไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี
บุตรชายของนางแบกจอบไปเลือกที่เหมาะๆแล้วค่อยๆ ขุดลงไป ไม่นานก็ปรากฏแผ่นกระดาษไขที่พังลงมาสู่สายตา