กลิ่นชาร้อนลอยอวลอยู่ในห้องราวกับความอ่อนโยนที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีต ทว่าเสิ่นเยว่หลันกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวบางอย่างซ่อนอยู่ใต้กลิ่นหอมของใบชาชั้นดี กลิ่นนั้นบางเบาจนมนุษย์ธรรมดาอาจไม่ทันสังเกต แต่หลังจากนางตายมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากลำคอเคยััคมดาบ หลังจากดวงตาคู่นี้เคยมองเห็นหมื่นิญญาคุกเข่าอยู่กลางหิมะ ทุกสิ่งที่เคยถูกซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มและความหวังดีก็ไม่อาจหลอกนางได้ง่ายอีกต่อไป
เสิ่นเยว่หลันนั่งอยู่บนเตียง สีหน้ายังคงซีดจางเหมือนคุณหนูผู้เพิ่งฟื้นไข้ ผ้าห่มแพรสีอ่อนคลุมอยู่เหนือหัวเข่า ผมยาวดำสนิทยังไม่ได้เกล้าเต็มที่ เพียงปล่อยลงคลอไหล่ให้ดูอ่อนแอไร้พิษภัย ดวงตาของนางหลุบต่ำ มองถาดน้ำชาบนโต๊ะราวกับกำลังพินิจของมีค่าหายาก ทั้งที่ความจริงแล้วหัวใจของนางเย็นเฉียบดั่งหิมะบนลานปะาในชาติก่อน
บนถาดนั้นมีถ้วยชากระเบื้องขาวลายดอกเหมยสีแดงหนึ่งใบ น้ำชาในถ้วยใสสะอาด สีเหลืองทองงดงาม กลิ่นหอมละมุนเหมือนน้ำค้างบนใบไม้ยามเช้า หากเป็เสิ่นเยว่หลันคนเดิม นางคงยกขึ้นจิบโดยไม่ลังเล เพราะคิดว่าสิ่งที่ฮูหยินรองส่งมา ย่อมเป็ความห่วงใยของผู้ใหญ่ในจวน และถ้าเสิ่นอวี้หรงยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้ากังวล นางก็คงยิ่งซาบซึ้งจนลืมตั้งคำถาม
แต่ชาตินี้ต่างออกไป
หญิงชราผู้เป็ิญญายังคงยืนอยู่มุมห้อง ใบหน้าซีดขาวหันมาทางนาง ดวงตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น มือเหี่ยวย่นของนางสั่นเล็กน้อยขณะชี้ไปยังถ้วยชา ริมฝีปากไร้สีเืขยับซ้ำ ๆ ราวกับกลัวว่าเยว่หลันจะไม่ได้ยิน
“อย่าดื่ม…อย่าดื่มถ้วยนั้น…”
ชิงหลัวยืนอยู่ข้างเตียง มองตามสายตาของผู้เป็นายไปยังมุมห้องว่างเปล่า ใบหน้าเล็กมีแววสงสัย แต่ไม่กล้าถามมากเกินไป นางรู้สึกเพียงว่าหลังจากคุณหนูใหญ่ฟื้นขึ้นมา บรรยากาศรอบตัวนางเปลี่ยนไปอย่างประหลาด เมื่อก่อนคุณหนูของนางอ่อนโยน นุ่มนวล และมักยิ้มให้ทุกคน แม้ถูกเอาเปรียบก็ยังหาเหตุผลมาปลอบใจตนเอง แต่ตอนนี้ แม้ใบหน้านั้นยังงดงามอ่อนหวานเหมือนเดิม ดวงตากลับลึกเกินกว่าที่ชิงหลัวจะอ่านออก
“คุณหนู…” ชิงหลัวเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ท่านจะให้บ่าวนำชาออกไปหรือไม่เ้าคะ หากท่านยังไม่อยากดื่ม บ่าวจะไปชงใหม่ให้”
เสิ่นเยว่หลันเลื่อนสายตากลับมาที่สาวใช้คนสนิท
ชิงหลัวยังมีชีวิต
เพียงเท่านี้ก็ทำให้อกของนางเจ็บร้าวขึ้นมาอีกครั้ง ภาพเด็กสาวผู้นี้นอนจมกองเืหน้าประตูเรือนยังคงชัดเจนราวกับเกิดขึ้นเมื่อครู่ เสียงกระซิบแหบพร่าที่บอกให้นางหนีไปยังดังอยู่ข้างหู เสิ่นเยว่หลันเคยคิดว่าในชีวิตก่อน นางสูญเสียทุกคนไปเพราะตนเองไร้ประโยชน์เกินไป โง่เกินไป และเชื่อใจคนผิดเกินไป
ชาตินี้ นางจะไม่ยอมให้ชิงหลัวต้องตายเพื่อนางอีก
“ยังไม่ต้อง” เยว่หลันกล่าวเสียงเบา “วางไว้ก่อน”
ชิงหลัวรับคำ แต่สีหน้ายังคงไม่สบายใจ “เมื่อครู่บ่าวเห็นสาวใช้จากเรือนฮูหยินรองนำมาวางไว้ บอกว่าฮูหยินรองเป็ห่วงอาการของคุณหนู จึงให้คนต้มชาบำรุงส่งมา คุณหนูป่วยมาหลายวัน ดื่มอะไรอุ่น ๆ ก็น่าจะดี แต่…”
“แต่อะไร”
ชิงหลัวเม้มริมฝีปาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเบาลง “แต่บ่าวรู้สึกแปลกเ้าค่ะ เมื่อก่อนฮูหยินรองไม่เคยใส่ใจเื่เล็กน้อยเช่นนี้นัก ต่อให้ส่งของมา ก็มักให้คุณหนูรองนำมาด้วยตนเอง วันนี้กลับรีบร้อนส่งมาแต่เช้า ทั้งยังย้ำว่าต้องให้คุณหนูดื่มขณะร้อน”
เสิ่นเยว่หลันมองนางนิ่ง ๆ ก่อนริมฝีปากจะโค้งขึ้นเล็กน้อย
ชิงหลัวของนางฉลาดกว่าที่นางเคยคิด เพียงแต่ในชาติก่อน นางต่างหากที่โง่เขลาจนไม่ยอมฟังคำเตือนของผู้หวังดี
“เ้าคิดว่าชานี้มีปัญหาหรือ” เยว่หลันถาม
ชิงหลัวสะดุ้ง รีบคุกเข่าลง “บ่าวมิกล้ากล่าวหาเ้าค่ะ เพียงแต่…เพียงแต่บ่าวเป็ห่วงคุณหนู”
หากเป็อดีต เสิ่นเยว่หลันอาจตำหนิชิงหลัวเบา ๆ ว่าอย่าคิดร้ายต่อฮูหยินรองและน้องสาว อาจบอกว่าคนในครอบครัวย่อมหวังดีต่อกัน อาจยิ้มแล้วดื่มชาถ้วยนี้ต่อหน้าชิงหลัว เพื่อพิสูจน์ว่าตนเชื่อใจทุกคน
จากนั้นพิษเย็นก็จะค่อย ๆ แทรกเข้าสู่ร่างของนาง ทำให้นางอ่อนแอทีละน้อย หน้าแดงง่าย เหนื่อยง่าย ป่วยง่าย อารมณ์แปรปรวน จนสุดท้ายทุกคนในเมืองหลวงเชื่อว่านางเป็คุณหนูร่างกายอ่อนแอและจิตใจไม่มั่นคง เมื่อถึงวันที่นางถูกใส่ร้ายว่าอิจฉาริษยาอวี้หรง ผู้คนจึงพร้อมเชื่อทันที
หมากแรกของศัตรูเริ่มั้แ่ถ้วยชานี้
เสิ่นเยว่หลันยื่นมือไปประคองถ้วยชา
“คุณหนู!” ชิงหลัวเงยหน้าขึ้นอย่างใ
หญิงชราที่มุมห้องก็สั่นสะท้านอย่างหวาดกลัว “อย่า…”
เยว่หลันมิได้ดื่ม นางเพียงยกถ้วยขึ้นมาใกล้จมูก สูดกลิ่นอย่างแ่เบา ก่อนดวงตาจะเย็นลงทีละน้อย ใต้กลิ่นใบชามีไอเย็นเสียดแทงคล้ายเหล็กบาง ๆ ซ่อนอยู่ นางจำกลิ่นนี้ได้ดี กลิ่นเดียวกับยาที่ทำให้นางนอนไข้สูงซ้ำ ๆ ก่อนวันหมั้นในชาติก่อน กลิ่นเดียวกับสิ่งที่ทำให้นางอ่อนแอลงจนต้องพึ่งพาองค์ชายสามและอวี้หรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ชิงหลัว” นางเอ่ย
“เ้าคะ”
“ไปหยิบถ้วยชาที่ข้าใช้เมื่อคืนมาให้ข้า”
ชิงหลัวชะงัก “ถ้วยเมื่อคืนหรือเ้าคะ”
“อืม ถ้วยที่ข้าดื่มยาก่อนนอน ข้าจำได้ว่ายังไม่ได้ล้าง”
สาวใช้แม้ไม่เข้าใจ แต่รีบลุกไปทำตาม ไม่นานก็กลับมาพร้อมถ้วยกระเบื้องใบหนึ่ง เสิ่นเยว่หลันรับถ้วยนั้นมา ใช้ผ้าเช็ดปากซับขอบถ้วยเล็กน้อย จากนั้นเทชาพิษจากถ้วยใหม่ลงในถ้วยเก่าเพียงครึ่งเดียว แล้วเติมน้ำอุ่นลงในถ้วยเดิมให้สีชาเจือจางจนดูเหมือนถูกดื่มไปบ้าง
ชิงหลัวเบิกตา “คุณหนู ท่าน…”
เยว่หลันยกนิ้วแตะริมฝีปาก
“ั้แ่นี้ไป สิ่งใดที่เ้าสงสัย อย่าเอ่ยออกมาต่อหน้าคนอื่น” นางกล่าวเสียงเบา “แม้แต่ในเรือนนี้ ก็จงระวังหูตาที่มองไม่เห็น”
ชิงหลัวรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง นางไม่รู้ว่าคุณหนูกำลังหมายถึงสายสืบของเรือนอื่น หรือหมายถึงสิ่งอื่นที่น่ากลัวกว่านั้น แต่เมื่อเห็นดวงตาของเยว่หลัน นางก็ก้มหน้าลงอย่างมั่นคง
“บ่าวเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันมองถ้วยชาสองใบตรงหน้าอย่างสงบ
ในชาติก่อน นางแพ้ั้แ่ยังไม่รู้ว่าตนเองอยู่บนกระดานหมาก
ชาตินี้ นางจะเป็ฝ่ายเดินหมากเอง
“อีกประเดี๋ยวอวี้หรงคงมา” เยว่หลันกล่าว “นางต้องอยากเห็นกับตาว่าข้าดื่มชาหรือไม่”
ชิงหลัวหน้าเปลี่ยนสี “คุณหนูรองจะมาเองหรือเ้าคะ”
“แน่นอน” เยว่หลันยิ้มบาง “คนที่ลงมือวางหมาก ย่อมอยากเห็นเหยื่อกลืนเบ็ด”
คำว่าเหยื่อทำให้ชิงหลัวเงียบไป นางมองคุณหนูของตนด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เหมือนหญิงสาวตรงหน้าคือคนเดิม แต่ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เสิ่นเยว่หลันยังงดงาม อ่อนหวาน และพูดเสียงเบา แต่ใต้ความอ่อนหวานนั้นกลับมีคมบางอย่างซ่อนอยู่ ราวกับดอกเหมยที่ผลิบานกลางหิมะ กิ่งก้านดูบอบบาง แต่ยิ่งหนาวเย็น กลับยิ่งยืนหยัดไม่ยอมตาย
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังมาจากนอกเรือน
เสียงนั้นมาพร้อมกลิ่นหอมของแป้งชั้นดีและเสียงหัวเราะอ่อนหวานของหญิงสาวคนหนึ่ง
“พี่หญิงฟื้นแล้วหรือเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันหลับตาลงครู่หนึ่ง
เสียงนี้…
ชาติก่อนนางได้ยินเสียงนี้ในลานปะา เสียงที่เรียกนางว่าพี่หญิงทั้งน้ำตา ก่อนกระซิบบอกว่านางเป็คนวางจดหมายลับด้วยตนเอง เสียงที่เคยอ้อนขอปิ่น ขอกำไล ขอชุดผ้าไหม ขอโอกาส ขอโทษ และขอทุกสิ่งจากนางทีละน้อย จนสุดท้ายขอแม้กระทั่งชีวิตของคนทั้งตระกูลเสิ่น
ประตูห้องถูกเปิดออก เสิ่นอวี้หรงก้าวเข้ามาพร้อมสาวใช้สองคน
นางอายุเพียงสิบหกปี ใบหน้ารูปไข่อ่อนหวาน ดวงตากลมใสเหมือนลูกกวาง ริมฝีปากสีชมพูอ่อน เสื้อผ้าที่สวมเป็สีฟ้าอ่อนปักลายดอกหลัน ดูบริสุทธิ์น่าทะนุถนอมอย่างยิ่ง ยามเห็นเยว่หลันนั่งอยู่บนเตียง นางก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าดีใจระคนเป็ห่วง
“พี่หญิง ท่านฟื้นแล้วจริง ๆ ด้วย น้องเป็ห่วงแทบแย่ เมื่อคืนได้ยินว่าท่านไข้ขึ้นสูง น้องนอนไม่หลับทั้งคืนเลยเ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันมองนาง
อวี้หรงในเวลานี้ยังไม่มีตำแหน่ง ยังไม่เป็ว่าที่ชายาขององค์ชายสาม ยังไม่ยืนอยู่เหนือแท่นปะา แต่ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังความอ่อนหวานคู่นั้น นางจำได้ไม่มีวันลืม
งูพิษแม้ยังไม่โตเต็มวัย ก็ยังเป็งูพิษ
“เ้าเป็ห่วงข้าหรือ” เยว่หลันถามเสียงนุ่ม
เสิ่นอวี้หรงชะงักเล็กน้อย เพราะน้ำเสียงของพี่สาวฟังดูอ่อนโยนเกินคาด แต่ก็รีบยิ้มหวาน “ย่อมเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ ท่านเป็พี่สาวของน้อง หากท่านเป็อะไรไป น้องจะทำอย่างไร”
ชาติก่อน ประโยคเช่นนี้เคยทำให้เสิ่นเยว่หลันใจอ่อนนับครั้งไม่ถ้วน
ชาตินี้ นางเพียงมองดูการแสดงนั้นอย่างสงบ
“เช่นนั้นเ้าคงเหนื่อยมาก” เยว่หลันกล่าว “นั่งก่อนเถิด”
อวี้หรงแปลกใจเล็กน้อย ปกติพี่สาวมักลุกขึ้นมาจับมือนางด้วยตนเอง ถามว่านางกินข้าวหรือยัง หนาวหรือไม่ เหนื่อยหรือไม่ แต่วันนี้เยว่หลันเพียงนั่งอยู่บนเตียง ไม่ขยับเข้าหานางแม้แต่น้อย
ทว่าอวี้หรงไม่แสดงสีหน้า นางนั่งลงข้างเตียงอย่างเรียบร้อย ก่อนเหลือบมองถ้วยชาบนโต๊ะอย่างแเี
เสิ่นเยว่หลันเห็นทุกอย่าง
“ชาที่เรือนฮูหยินรองส่งมา กลิ่นหอมดี” เยว่หลันเอ่ยขึ้นเอง
ดวงตาของอวี้หรงเป็ประกายวูบหนึ่ง “พี่หญิงดื่มแล้วหรือเ้าคะ”
“ดื่มไปบ้างแล้ว”
อวี้หรงมองถ้วยชาที่พร่องลงเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มบนใบหน้าจะอ่อนหวานยิ่งขึ้น “ดีจริงเ้าค่ะ ท่านแม่ตั้งใจให้คนต้มเอง บอกว่าชานี้บำรุงร่างกาย เหมาะกับคนเพิ่งฟื้นไข้ พี่หญิงต้องดื่มให้หมดนะเ้าคะ จะได้หายเร็ว ๆ”
คำว่า “หายเร็ว ๆ” ฟังดูอบอุ่นนัก
เสิ่นเยว่หลันเกือบอยากหัวเราะ
พิษเย็นในชาถ้วยนี้ไม่ได้ทำให้นางตายทันที แต่มันจะค่อย ๆ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ทำให้หมอในจวนสรุปว่านางมีธาตุเย็นโดยกำเนิด ต้องพักผ่อนมาก ๆ ห้ามออกนอกเรือน ห้ามเครียด ห้ามขัดใจผู้ใหญ่ ทุกอย่างฟังดูเหมือนความหวังดี แต่แท้จริงคือกรงขังนุ่มนวลที่ศัตรูสร้างให้นางอย่างประณีต
ชาติก่อน นางถูกขังด้วยความเป็ห่วง
ชาตินี้ นางจะใช้ความเป็ห่วงของพวกเขาขังพวกเขาเอง
“ในเมื่อเป็ของที่ฮูหยินรองตั้งใจเตรียม ข้าจะดื่มให้หมดแน่นอน” เยว่หลันกล่าว ก่อนหันไปสั่งชิงหลัว “นำชาร้อนมาเพิ่มอีกถ้วยหนึ่ง ข้าอยากให้อวี้หรงได้ลองด้วย กลิ่นหอมเช่นนี้ ดื่มคนเดียวคงเสียมารยาท”
สีหน้าของอวี้หรงแข็งค้างเพียงเสี้ยววินาที
เพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น หากไม่ใช่เยว่หลันที่เคยถูกนางหลอกมาทั้งชีวิต คงไม่มีทางสังเกตเห็น
“พี่หญิง น้องไม่เป็ไรเ้าค่ะ” อวี้หรงรีบปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม “นี่เป็ชาบำรุงสำหรับคนป่วย น้องร่างกายแข็งแรงดี จะดื่มได้อย่างไร”
“ชาบำรุงมิใช่ยาพิษเสียหน่อย” เยว่หลันเอียงศีรษะเล็กน้อย น้ำเสียงใสซื่ออย่างยิ่ง “หรือเ้าคิดว่าชานี้ดื่มไม่ได้”
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที
สาวใช้ของอวี้หรงก้มหน้าลง ส่วนชิงหลัวยืนตัวแข็งข้างโต๊ะ
อวี้หรงสบตาเยว่หลัน แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกว่าพี่สาวคนนี้ดูแปลกไป ดวงตาที่เคยนุ่มนวลราวน้ำฤดูใบไม้ผลิ บัดนี้สงบนิ่งเกินไป สงบนิ่งจนคล้ายบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นบ่อ
แต่นางก็ยังยิ้มได้
“พี่หญิงพูดอะไรเช่นนั้นเ้าคะ น้องเพียงเกรงว่าจะสิ้นเปลืองของดีของท่านแม่”
“สิ้นเปลืองอะไรเล่า” เยว่หลันกล่าว “เ้าเป็น้องสาวของข้า ของดีในเรือนข้ามีสิ่งใดที่ไม่เคยแบ่งให้เ้า”
คำพูดนี้แทงเข้าไปในใจอวี้หรงอย่างประหลาด
ใช่ เสิ่นเยว่หลันเคยแบ่งให้นางทุกอย่างจริง ๆ แต่ยิ่งพี่สาวแบ่งให้มากเท่าใด นางกลับยิ่งรู้สึกเหมือนตนกำลังรับเศษเมตตา ยิ่งเยว่หลันอ่อนโยน นางยิ่งถูกเปรียบเทียบ ยิ่งเยว่หลันใจกว้าง นางยิ่งกลายเป็ผู้น่าสงสารที่ต้องรอของเหลือจากคุณหนูใหญ่
นางเกลียดความเมตตานั้น
เกลียดเสียยิ่งกว่าการถูกดูิ่ตรง ๆ
แต่ใบหน้าของอวี้หรงยังคงอ่อนหวาน “พี่หญิงดีกับน้องที่สุดเสมอเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดื่มเถิด” เยว่หลันยื่นถ้วยชาที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งไปตรงหน้านาง “วันนี้ข้าเพิ่งฟื้น มือยังสั่น ไม่อยากถือถ้วยนาน เ้าช่วยดื่มแทนข้าสักคำได้หรือไม่ ถือว่าแบ่งโชคดีให้ข้าหายป่วยเร็ว ๆ”
อวี้หรงมองถ้วยชา
ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของนางกำแน่นขึ้นเล็กน้อย
ชาถ้วยนี้เป็พิษก็จริง แต่ไม่ใช่พิษร้ายแรงในคำเดียว หากดื่มเพียงเล็กน้อยอาจไม่เป็อะไร เพียงแต่ร่างกายจะเย็นลง ปวดหัว และอ่อนเพลียไปหลายวัน ทว่านางไม่ควรต้องรับพิษเอง แผนนี้ควรเป็พี่สาวผู้โง่งมตรงหน้าที่ต้องค่อย ๆ อ่อนแอลง ไม่ใช่นาง
แต่หากนางปฏิเสธมากเกินไป เสิ่นเยว่หลันอาจสงสัย
อวี้หรงชั่งใจเพียงครู่เดียว ก่อนยื่นมือไปรับถ้วยชาด้วยรอยยิ้มบอบบาง
“ในเมื่อพี่หญิงอยากให้น้องดื่ม น้องย่อมไม่ขัดเ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันมองนางยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก
เพียงชั่วขณะนั้นเอง ิญญาหญิงชราที่มุมห้องพลันก้มหน้าลง ดวงตาขุ่นมัวคล้ายมีน้ำตาไหลออกมา
“คุณหนูใหญ่…” นางพึมพำ “ท่านเห็นแล้วจริง ๆ…”
อวี้หรงจิบชาไปเพียงนิดเดียว น้อยเสียจนแทบไม่เรียกว่าดื่ม แต่ก็พอแล้ว
เสิ่นเยว่หลันยิ้มบาง “รสชาติเป็อย่างไร”
“ดีเ้าค่ะ” อวี้หรงวางถ้วยลงอย่างนุ่มนวล “หอมมาก”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” เยว่หลันกล่าว “หอมจนข้าจำไม่ลืม”
ประโยคหลังฟังดูธรรมดา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด อวี้หรงกลับรู้สึกหนาวขึ้นมาเล็กน้อย
นางรีบเปลี่ยนเื่ “จริงสิ พี่หญิง อีกไม่กี่วันจะมีงานเลี้ยงชมบุปผาที่เรือนใหญ่ ท่านแม่ตั้งใจจัดให้ท่านออกมาพบแขกหลังฟื้นไข้ คุณหนูหลายจวนคงมาร่วมงาน องค์ชายสามเองก็อาจเสด็จมาเยี่ยมท่านด้วยนะเ้าคะ”
องค์ชายสาม
ชื่อของหลี่จวินเฉิงทำให้หัวใจของเสิ่นเยว่หลันเย็นลงกว่าเดิม
ในชาติก่อน เมื่อนางได้ยินว่าองค์ชายสามอาจมาเยี่ยม นางดีใจจนลุกขึ้นเลือกชุดั้แ่เช้า ทั้งที่ยังป่วย นางอยากให้องค์ชายเห็นว่านางงดงาม อยากให้เขาห่วงใย อยากให้เขารู้ว่านางรักและรอเขาเพียงใด แต่ท้ายที่สุด ความรักนั้นกลับกลายเป็ตรวนที่ลากตระกูลนางไปสู่ความตาย
“องค์ชายสามหรือ” เยว่หลันเอ่ยช้า ๆ
อวี้หรงจับจ้องสีหน้าของนางอย่างแเี คาดหวังจะเห็นความเขินอายหรือดีใจเหมือนทุกครั้ง แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็เพียงความสงบ
สงบจนผิดปกติ
“ใช่เ้าค่ะ” อวี้หรงฝืนยิ้ม “พี่หญิงไม่ดีใจหรือ องค์ชายสามทรงเป็ห่วงท่านมาก เมื่อวานยังส่งคนมาถามอาการด้วย”
“เป็ห่วงข้ามากจริงหรือ”
“ย่อมจริงเ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันหลุบตามองปลายนิ้วของตนเอง บนข้อมือขาวยังไม่มีรอยเชือกจากลานปะา ไม่มีาแ ไม่มีเื ทุกอย่างสะอาดราวกับชีวิตก่อนเป็เพียงฝันร้าย แต่ความเจ็บในอกของนางจริงเกินกว่าจะเป็เพียงฝัน
“เช่นนั้นก็ดี” นางกล่าวเบา ๆ “ข้าเองก็มีเื่อยากถามองค์ชายสามหลายเื่”
อวี้หรงกะพริบตา “เื่ใดหรือเ้าคะ”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น ยิ้มอ่อนโยน
“เื่เล็กน้อยเท่านั้น เช่น เหตุใดคนบางคนจึงส่งของแทนใจให้สตรีคนหนึ่ง แต่กลับใช้สายตามองสตรีอีกคนเหมือนอยาก”
รอยยิ้มของอวี้หรงแข็งไปทันที
แม้คำพูดนั้นจะคลุมเครือ แต่แทงใจนางอย่างแม่นยำ ใน่นี้องค์ชายสามเริ่มแสดงความสนใจต่อนางอย่างลับ ๆ แล้ว เขามักชมว่านางอ่อนหวาน รู้ความ ไม่หยิ่งเหมือนคุณหนูใหญ่ บางครั้งยามอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่หลัน เขายังแอบส่งสายตาให้นางด้วยความเอ็นดู อวี้หรงเคยคิดว่าเสิ่นเยว่หลันไม่รู้ เพราะพี่สาวโง่งมในความรักเกินไป
หรือว่านางเริ่มสังเกตเห็นแล้ว
“พี่หญิงคงเข้าใจผิดแล้วเ้าค่ะ” อวี้หรงรีบเอ่ยเสียงเบา แววตาคล้ายจะมีน้ำตา “น้องต่ำต้อย จะกล้าให้เชื้อพระวงศ์มองเช่นนั้นได้อย่างไร หากพี่หญิงพูดเช่นนี้ คนอื่นได้ยินเข้า น้องคงไม่มีหน้าอยู่ในจวนแล้ว”
ชิงหลัวขมวดคิ้วเล็กน้อย
มาอีกแล้ว
คุณหนูรองใช้วิธีนี้เสมอ พูดไม่กี่คำก็ทำเหมือนตนถูกทำร้าย ทั้งที่คุณหนูใหญ่ยังไม่ได้กล่าวหาอะไรชัดเจนด้วยซ้ำ เมื่อก่อนคุณหนูใหญ่เห็นน้ำตาของนางก็รีบปลอบ รีบขอโทษ รีบมอบของให้เพื่อปลอบใจ สุดท้ายคนผิดกลับกลายเป็คุณหนูใหญ่ทุกครั้ง
เสิ่นเยว่หลันมองน้ำตาที่เริ่มคลอในดวงตาของอวี้หรง
คราวนี้นางไม่ปลอบ
นางเพียงยิ้ม
“อวี้หรง เ้าร้องไห้ง่ายเหมือนเดิม”
เหมือนเดิม
คำนี้ทำให้อวี้หรงสะดุ้งในใจอย่างไร้เหตุผล
เยว่หลันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แต่ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรเ้าเลย เหตุใดเ้าจึงรีบเสียใจถึงเพียงนี้ หรือในใจเ้ามีเื่ที่กลัวข้ารู้จริง ๆ”
หยาดน้ำตาของอวี้หรงค้างอยู่ตรงขอบตา ไม่ไหลต่อ ไม่หายไป ดูน่าอึดอัดอย่างยิ่ง
สาวใช้ทั้งสองของนางมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ
ชิงหลัวแทบอยากหลุดยิ้ม แต่รีบก้มหน้าลง
เสิ่นเยว่หลันรู้ว่าตนยังไม่ควรบีบแรงเกินไป ตอนนี้หมากเพิ่งเริ่ม กระดานยังตั้งไม่ครบ หากนางเปิดไพ่ทั้งหมดเร็วเกินไป ศัตรูจะระวังตัว และผู้บงการหลังเรือนฮูหยินรองอาจหายเข้าเงามืดเหมือนชาติก่อน
นางต้องให้อวี้หรงคิดว่านางเพียงป่วยจนพูดจาแปลกไป
ต้องให้องค์ชายสามคิดว่านางยังรักเขา
ต้องให้ฮูหยินรองคิดว่านางยังดื่มยาพิษอย่างว่าง่าย
และต้องให้ทุกคนในจวนเสิ่นเห็นว่า เสิ่นเยว่หลันยังเป็คุณหนูใหญ่ผู้เมตตา อ่อนโยน และไม่เป็ภัยต่อผู้ใด
จนกว่าจะถึงวันที่นางยกมีดขึ้นเอง
“ข้าเหนื่อยแล้ว” เยว่หลันเอนตัวพิงหมอน “เ้ากลับไปพักเถิด ขอบใจที่มาเยี่ยม”
อวี้หรงฝืนยิ้ม “เช่นนั้นน้องไม่รบกวนพี่หญิงแล้ว พี่หญิงพักผ่อนให้มากนะเ้าคะ งานเลี้ยงชมบุปผาอีกห้าวัน น้องจะช่วยท่านเลือกชุดงาม ๆ เอง”
“ไม่ต้องลำบากเ้า” เยว่หลันกล่าว “คราวนี้ข้าจะเลือกเอง”
อวี้หรงชะงักอีกครั้ง
ชาติก่อน เสื้อผ้าที่เยว่หลันสวมในงานเลี้ยงชมบุปผาคือชุดสีขาวปักดอกบัวที่อวี้หรงเลือกให้ นางเคยคิดว่าชุดนั้นงดงามสะอาดตา แต่ภายหลังจึงรู้ว่าลายดอกบัวขาวทำให้นางดูซีดเซียวราวคนป่วย เมื่อยืนข้างอวี้หรงที่สวมสีชมพูอ่อนสดใส ผู้คนจึงมองว่าอวี้หรงงดงามน่าทะนุถนอมกว่า ส่วนเยว่หลันเหมือนคุณหนูสูงศักดิ์แต่ไร้ชีวิตชีวา
แม้แต่ชุดหนึ่งชุด อวี้หรงก็ใช้เป็หมากได้
“พี่หญิง…” อวี้หรงพยายามยิ้ม “ท่านไม่ชอบรสนิยมของน้องแล้วหรือเ้าคะ”
“ไม่ใช่ไม่ชอบ” เยว่หลันตอบเรียบ ๆ “เพียงแต่ข้าโตแล้ว บางเื่ควรเลือกด้วยตนเอง”
อวี้หรงไม่รู้จะตอบอย่างไรไปชั่วขณะ
สุดท้ายนางทำได้เพียงลุกขึ้นคำนับ แล้วเดินออกไปพร้อมสาวใช้ ใบหน้าของนางยังคงอ่อนหวานเช่นเดิม แต่เมื่อพ้นประตูเรือน รอยยิ้มนั้นก็ค่อย ๆ จางลง
สาวใช้ข้างกายกระซิบ “คุณหนูรอง คุณหนูใหญ่ดูแปลกไปนะเ้าคะ”
อวี้หรงหันกลับไปมองประตูเรือนของเยว่หลัน แววตาอ่อนโยนหายไป เหลือเพียงความมืดเย็นบางอย่าง
“ป่วยจนเพี้ยนไปชั่วคราวกระมัง” นางกล่าวเสียงเบา “แต่ไม่เป็ไร ขอเพียงนางดื่มชานั่นต่อไป อีกไม่นานก็จะกลับมาเชื่องเหมือนเดิม”
พูดจบ นางพลันรู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อย ความเย็นบางอย่างแผ่จากปลายนิ้วเข้าสู่ข้อมือ อวี้หรงชะงัก ก้มมองมือของตน ก่อนนึกถึงชาที่ตนเพิ่งจิบไปเมื่อครู่ ใบหน้าหวานซีดลงชั่ววูบ
แต่นางรีบสะบัดความคิดนั้นทิ้ง
เพียงจิบเดียวเท่านั้น ไม่เป็ไร
อย่างมากก็ปวดหัวสองสามวัน
นางกัดฟันแล้วเดินต่อไป โดยไม่รู้เลยว่าในห้องด้านหลัง เสิ่นเยว่หลันกำลังมองตามเงาของนางผ่านหน้าต่าง ด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไม่เคยปรากฏในชาติก่อน
เมื่อแน่ใจว่าอวี้หรงออกไปไกลแล้ว ชิงหลัวจึงรีบปิดประตู ก่อนหันกลับมาหาคุณหนูของตน
“คุณหนู ชานั่น…”
“นำไปเก็บไว้” เยว่หลันกล่าว “อย่าให้ใครเห็น และอย่าเททิ้ง”
ชิงหลัวใ “ไม่เททิ้งหรือเ้าคะ”
“ของดีเช่นนี้ จะเททิ้งได้อย่างไร” เยว่หลันมองถ้วยชาด้วยสายตาเย็นเยียบ “วันหนึ่งมันจะกลายเป็หลักฐาน”
ชิงหลัวเม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น “บ่าวเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
ิญญาหญิงชราที่ยืนอยู่มุมห้องค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ นางเหมือนลังเลอยู่นาน ก่อนคุกเข่าลงต่อหน้าเยว่หลันอย่างช้า ๆ ร่างโปร่งแสงของนางสั่นไหวเหมือนหมอกยามเช้า
“คุณหนูใหญ่…” เสียงของนางเบาจนแทบจางหาย “บ่าวชื่อหลัวมามา เคยรับใช้ฮูหยินใหญ่ของท่าน”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองนาง
ฮูหยินใหญ่
มารดาของนาง
หัวใจที่นางคิดว่าแข็งเป็น้ำแข็งไปแล้วพลันสั่นไหว
มารดาของเยว่หลันจากไปั้แ่นางอายุเพียงเจ็ดขวบ ทุกคนบอกว่ามารดาป่วยหนักเพราะร่างกายอ่อนแอหลังคลอด นางเองก็เชื่อเช่นนั้นมาตลอด แต่ในชาติก่อน หลังตระกูลเสิ่นล่มสลาย นางเคยได้ยินฮูหยินรองเมามายพูดกับสาวใช้คนสนิทว่า “คนตายไปแล้วก็ยังน่ารำคาญนัก ทั้งแม่ทั้งลูกเหมือนกันไม่มีผิด”
ตอนนั้นนางไม่เข้าใจ
แต่วันนี้ เมื่อเห็นิญญาหลัวมามายืนอยู่ในห้องนาง และรู้ว่าหญิงชราผู้นี้เคยรับใช้มารดา ความสงสัยที่ถูกฝังไว้นานก็เริ่มขยับขึ้นมาจากใต้เถ้าถ่าน
“เ้ารู้เื่ชาถ้วยนี้ได้อย่างไร” เยว่หลันถาม
หลัวมามาก้มหน้าลง “เพราะยานี้…คล้ายกับยาที่ฮูหยินใหญ่เคยได้รับเ้าค่ะ”
อากาศในห้องเหมือนหยุดนิ่ง
ชิงหลัวแม้มองไม่เห็นิญญา แต่เห็นสีหน้าของเยว่หลันก็รู้ว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น นางไม่กล้าพูด ได้แต่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ
เสิ่นเยว่หลันกำผ้าห่มแน่นจนปลายนิ้วซีด
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
หลัวมามาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใบหน้าโปร่งแสงเต็มไปด้วยความเ็ป
“ปีที่ฮูหยินใหญ่ล้มป่วย บ่าวเคยสงสัยว่ายาที่ฮูหยินรองส่งไปมีปัญหา แต่ก่อนจะหาหลักฐานได้ บ่าวก็ถูกกล่าวหาว่าขโมยของในเรือน แล้วถูกขายออกจากจวน ระหว่างทาง…บ่าวถูกฆ่าปิดปาก”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นราดลงบนหัวใจของเสิ่นเยว่หลัน
มารดา
แม้แต่มารดาของนางก็อาจไม่ได้ตายเพราะป่วย
ชาติก่อน นางมัวแต่โง่งมในความรัก จึงไม่เคยขุดคุ้ยอดีต ไม่เคยถามว่าทำไมหลังมารดาตาย ฮูหยินรองจึงค่อย ๆ มีอำนาจในจวน ไม่เคยสงสัยว่าทำไมบ่าวเก่าของมารดาหายไปทีละคน และไม่เคยคิดเลยว่าไฟที่เผาตระกูลเสิ่นในภายหลัง อาจถูกจุดขึ้นั้แ่วันที่มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่
เสิ่นเยว่หลันหลับตาลง
เสียงดาบบนลานปะาดังขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง
เสียงหัวเราะของอวี้หรง
เสียงถอนหายใจของหลี่จวินเฉิง
เสียงิญญานับหมื่นเรียกนางว่านายหญิง
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของนางไม่มีน้ำตา
มีเพียงความเย็นอันคมกริบ
“หลัวมามา” นางกล่าวช้า ๆ “เ้าจำได้หรือไม่ว่า ใครเป็คนส่งยาถ้วยสุดท้ายให้มารดาข้า”
หลัวมามาสั่นเล็กน้อย “จำได้เ้าค่ะ”
“ใคร”
ิญญาหญิงชราเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยชื่อออกมาด้วยเสียงที่เบาแต่ชัดเจน
“สาวใช้คนสนิทของฮูหยินรอง นามว่า ซูเหลียน เ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันจำชื่อนี้ได้
ซูเหลียนยังอยู่ในจวน ปัจจุบันเป็มามาคนสำคัญของฮูหยินรอง ดูแลบัญชีเรือนในบางส่วน และเป็คนที่บิดานางไว้ใจ เพราะคิดว่าเป็บ่าวเก่าแก่ที่รู้จักกฎระเบียบ
ดีจริง
หมากตัวแรกไม่ได้อยู่ไกลเลย
อยู่ในจวนของนางนี่เอง
“ชิงหลัว” เยว่หลันเรียก
“เ้าคะ คุณหนู”
“อีกสองวัน เ้าหาทางสืบให้ข้าว่า ซูเหลียนมามาออกไปนอกจวนวันใดบ้าง พบผู้ใด และรับของจากใคร”
ชิงหลัวใเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเยว่หลัน นางก็ไม่ถามเหตุผล
“บ่าวจะทำอย่างระวังเ้าค่ะ”
เยว่หลันพยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองหลัวมามา “ส่วนเ้า หากยังจำเื่มารดาข้าได้ทั้งหมด ก็อยู่ข้างข้า ข้าจะหาความจริงให้เ้า และจะให้คนที่ฆ่าเ้าชดใช้”
หลัวมามาน้ำตาไหลลงมาจากดวงตาขุ่นมัว แม้ร่างของนางจะเป็เพียงิญญา แต่น้ำตานั้นกลับดูหนักอึ้งยิ่งกว่าน้ำตาของคนเป็
“บ่าวรอมานานเหลือเกินเ้าค่ะ” นางก้มศีรษะลง “รอจนคิดว่าความจริงคงถูกฝังไปพร้อมกระดูกของบ่าวแล้ว”
เสิ่นเยว่หลันมองนางนิ่ง
“ไม่” นางกล่าว “ไม่มีความจริงใดถูกฝังตลอดกาล ตราบใดที่คนตายยังพูดได้”
นอกเรือน ลมหิมะเริ่มพัดผ่านกิ่งเหมย ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูหนาว ดอกเหมยสีแดงบางดอกสั่นไหวเบา ๆ คล้ายรับรู้ว่าชะตาบางอย่างกำลังเปลี่ยนทิศ
เยว่หลันลุกจากเตียงช้า ๆ เดินไปยังหน้าต่างด้วยร่างกายที่ยังอ่อนแรง ชิงหลัวรีบเข้ามาประคอง แต่นางยกมือห้าม สายตาของนางทอดออกไปยังเรือนฝั่งตะวันออก ที่ซึ่งฮูหยินรองและเสิ่นอวี้หรงอาศัยอยู่
เรือนนั้นยังคงงดงามสงบเหมือนเดิม เสียงหัวเราะเบา ๆ ของบ่าวรับใช้ลอยมาตามลม ทุกอย่างดูเหมือนจวนเสิ่นในวันธรรมดา ไม่มีใครรู้ว่าอีกไม่นาน จวนแห่งนี้จะถูกกล่าวหาว่าเป็รังฏ ไม่มีใครรู้ว่าพื้นหินเหล่านี้จะถูกย้อมด้วยเื ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตอันสงบสุขที่ทุกคนมองเห็น แท้จริงถูกงูพิษเลื้อยวนอยู่ใต้ชายคามานานแล้ว
แต่เยว่หลันรู้
และครั้งนี้ นางจะไม่รอให้พิษกัดถึงหัวใจ
“ฮูหยินรอง” นางพึมพำเสียงเบา “อวี้หรง”
รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนริมฝีปากของนาง
“พวกเ้าชอบส่งชามาให้ข้ามิใช่หรือ”
ลมพัดผ่านหน้าต่าง เส้นผมดำของนางพลิ้วไหว ใบหน้าซีดจากไข้กลับงดงามจนชวนหนาวสันหลัง
“เช่นนั้นในงานเลี้ยงชมบุปผา ข้าจะส่งของขวัญตอบแทนให้พวกเ้าบ้าง”
ในมุมห้อง หลัวมามาก้มศีรษะลงอย่างเคารพ
และเป็ครั้งแรกหลังจากย้อนกลับมา เสิ่นเยว่หลันรู้สึกชัดเจนว่าเสียงิญญาที่เคยเรียกนางในความมืดไม่ได้หายไป
พวกเขายังอยู่
รอให้นางเปิดตา
รอให้นางฟัง
รอให้นางทวงคืนชะตาจากมือของคนเป็
ส่วนคนที่เคยคิดว่าตนเองเป็ผู้เดินหมาก…
อีกไม่นาน พวกเขาจะได้รู้ว่าเหยื่อที่พวกเขาเคยฆ่าตายไปแล้วนั้น ได้กลับมาเป็ผู้เล่นบนกระดานนี้เอง