ความนึกคิดและสติคล้ายกำลังจะสูญสิ้นเขารู้สึกสมองโคลงเคลงมึนงงขณะที่สติสำนึกกำลังจะสูญสลาย ในร่างก็ปรากฏพลังอบอุ่นผลักไสความเย็นเยียบออก แสงสีทองเรืองรองออกมาฤทธาวิเศษในร่างะเิออกคุ้มครองกายและิญญา เสียงหัวเราะของปีศาจหยุดชะงักคล้ายถูกสายฟ้าทัณฑ์บนฟาดผ่า แปรเปลี่ยนเป็แผดร้องโหยหวนเห็นควันปีศาจตะเกียกตะกาย พยายามจะพุ่งออกจากร่างพยายามจะแยกออกจากิญญาของเขา แต่มิอาจทำได้เสียงนับหมื่นนับแสนดังสับสนอลหม่าน
โชคดีที่ทะเลสาบแห่งนี้อยู่บนป่าเขาไกลบ้านเมืองดังนั้นไม่มีใครได้ยิน หาไม่คงแตกตื่นกันยกใหญ่เมฆคล้ำปกคลุมท้องฟ้าสายฟ้าสีขาวผ่าลงมาดั่งทัณฑ์์อันเกรี้ยวกราด เจี้ยนเว่ยทรมานจนแทบตายแต่มิอาจตายนั้นเป็ความรู้สึกที่เลวร้ายยิ่งกว่าฝันร้าย เป็ฝันร้ายซ้อนฝันร้ายควันปีศาจสั่นระริกวูบไหวประหนึ่งน้ำพบเจอกับไฟถูกข่มจนสั่นสะท้าน
ฤทธาวิเศษในร่างของเจี้ยนเว่ยเรืองรองแผ่ขยายิัที่แดงคล้ำดำคล้ำของเขาค่อยๆ เจือจางลงแต่ความเ็ปกลับไม่หายกลับเพิ่มพูนมากกว่าเดิม นั้นเป็อาการเ็ปเพราะพลังมหาศาลในร่างะเิขับไล่ปีศาจทำลายิญญาร้ายนับหมื่นนับแสน โดยใช้ร่างเขาเป็จอกรองรับพลังดังนั้นเขาจึงคล้ายถูกะเิร่างตลอดทุกวินาที มันเ็ปจนโลหิตไหลจากทวารทั้งเจ็ดชุ่มโชกใบหน้าจนแดงฉาน
เสียงแผดร้องกรีดทำลายม่านความมืดดังระงม เจี้ยนเว่ยมือเท้าอ่อนเปลี้ยเพลียแรงลมหายใจหอบหนักหน่วง ิัทั่วร่างค่อยๆ ขจัดสีดำคล้ำออกทีละจุด แสงสีทองหลั่งไหลตามเรือนกายเสียงนับหมื่นนั้นเบาลงจนเหลือเพียงหลักพัน กลิ่นอายอำมหิตของควันปีศาจค่อยเจือจางลง ควันปีศาจคล้ายผ้าแพรถูกฉีกขาดกระจุยเขารู้สึกร่างค่อยๆ คลายความเ็ปลง แรงกดดันที่ปะทุอยู่ในกายคล้ายรั้งคืนทีละน้อย
เวลาผ่านไปชั่วขณะหลงเหลือแต่ควันปีศาจ มันพอถูกขจัดจนหมดสิ้นกลับเผยใบหน้าที่แท้จริงออกมา ดวงตาที่เกรี้ยวกราดเคียดแค้นถมึงราวกับไม่ใช่เป็ควันแต่เป็หน้าปีศาจจริงๆ ก็มิปานมาตรแม้นใบหน้ามองไม่ชัดเลือนรางแต่ยังพอเห็นเค้าโครงอยู่บ้าง นั้นเป็ใบหน้าปีศาจสีดำม่วงดุร้ายอำมหิต มีดวงตาสามดวงบนใบหน้าคล้ายสามารถเข่นฆ่าเพียงแค่การสบตา ใบหน้ายาวมีรอยขรุขระคล้ายลายเส้นสีแดง
หน้าผากมีเขาปีศาจคดเคี้ยวสามเขางอกเงย เขี้ยวยาวสี่ซี่สีดำทะมึนสะท้อนแสงดุจหมึก แสงสีดำคล้ำแดงคล้ำดั่งสายทางเดินแผ่ขยายจากพื้นลอยอยู่รอบใบหน้า ขณะที่จะถูกแสงสีทองในกายเจี้ยนเว่ยขจัดชำระหน้าปีศาจพลันยิ้มออก รอยยิ้มนั้นน่าประหวั่นพรั่นพรึงรอยยิ้มที่น่าสยดสยองอำมหิตเป็รอยยิ้มที่ชั่วร้ายเกินบรรยาย ได้ยินเสียงหน้าปีศาจนั้นเอื้อนเอ่ยเสียงแหบแห้งแ่เบาว่า
" แม้เรามิอาจกลืนกินเ้าในตอนนี้แต่อนาคตเ้ายังต้องเป็ของเรา เ้าโดนคำสาปกลืนฟ้าของเราแล้วมิอาจถอนออกได้ง่ายดาย หากปล่อยไว้นานไปิญญาเ้าจะสลายเป็ผุยผง แม้วันนี้เรามิอาจพบกันจริงๆแต่วันหน้าย่อมต้องเผชิญหน้ากัน ฮ่าๆ " เสียงที่ฟังแล้วระคายโสตดังสนั่นเจี้ยนเว่ยพอได้ยินถึงกับหนาวเหน็บถูกสั่นคลอนจิตใจ เขามาตรแม้นอยู่ในสภาพสาหัสิญญาถูกทำร้ายาเ็แต่ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดังนั้นได้ยินอย่างชัดเจน
เสียงหัวเราะของปีศาจนั้นค่อยๆ แ่เบาจากนั้นเลือนหายไปขณะที่ใบหน้าปีศาจจะสลายกลับะเิออกเป็กลุ่มแสงสีดำม่วงคล้ำ จากนั้นกระจายขึ้นฟ้าย้อนกลับมาใส่หน้าเจี้ยนเว่ยอีกคราแสงสีดำม่วงคล้ำนั้นประทับใส่ร่าง กลุ่มแสงสีดำม่วงคล้ำนั้นพอประทับลงก็แทรกซึมดั่งตราประทับิญญา กลิ่นอายความตายแผ่ขยายอยู่ในร่างดั่งถ่ายทอดจากปรภพก็ปาน
ใบหน้าเจี้ยนเว่ยพลันดำคล้ำคล้ายมีละอองควันสีดำแผ่ซ่านภายใต้ิั ที่หว่างคิ้วปรากฏแสงสีดำเข้มขึ้นมาจุดหนึ่งดูดความมืดทั่วร่างของเขามารวมอยู่จุดเดียวกลายเป็ตราประทับคำสาปแช่ง กลายเป็สัญลักษณ์วงกลมสลับกับตัวอักษรสีม่วงที่ซับซ้อน พลังอำมหิตคล้ายละอองความมืดแผ่ซ่านออกจากทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้า ทั้งดวงตาจมูกปากมีควันดำพวยพุ่งผสานออก
ตราประทับที่หว่างคิ้วพอรวบรวมพลังคล้ายจะะเิพลังอำมหิตออก แสงสีทองพลันแผ่ขยายยับยั้งตราประทับคำสาปเอาไว้ เจี้ยนเว่ยรู้สึกทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสยามอ้าปากค้างมีควันดำทะมึนม่วงพวยพุ่ง ร้องโอยออกคำหนึ่งก็เ็ปจนสิ้นสติไปในที่สุด เขาขณะสิ้นสติอยู่นั้นเองกลับฝันเห็นเื่หนึ่ง ในฝันพบเจอเื่แปลกประหลาดหลากหลายอย่างยิ่งเป็ฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดที่เขาเคยฝันเห็น
นั้นเป็โลกที่มืดมิดไร้แสงไม่มีอาทิตย์สีทองแต่แสงแดดกลับเป็ความมืดดวงอาทิตย์สีดำแดงฉาน ทั่วทุกแห่งเต็มไปด้วยเสียงหวนโหยแผดร้องคนที่ไม่คล้ายคนวิ่งพลุ่งพล่าน ถูกทรมานกันอย่างโเี้พลังความมืดมากมายะเิต่อสู้กันอย่างหักโหม ในความฝันที่อำมหิตนั้นเขาเห็นบนูเากระดูกแห่งหนึ่ง บนูเากระดูกเต้มไปด้วยหมอกปีศาจที่นั้นมีบัลลังก์ที่ยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านดั่งบัลลังก์า
บัลลังก์นั้นนั่งอยู่ด้วยสิ่งหนึ่งในฝันนั้นมืดมิดจนมองไม่ชัด เขาเห็นเป็สิ่งที่มืดมิดไร้ประกายกลับมีรูปร่างใหญ่โตเค้าโครงคล้ายมนุษย์แต่มิใช่มนุษย์ เขาเห็นสิ่งที่มืดมิดนั้นอัดแน่นด้วยออร่าพลังอำมหิตอันมหาศาลดั่งมหรรณพที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง ะเิรัศมีพลังชั่วร้ายเกรี้ยวกราดอย่างมหาศาลดั่งราวกับเพียงแค่หายใจก็สามารถทลายูเาลูกหนึ่งอย่างง่ายดายก็มิปาน
เจี้ยนเว่ยพอได้สติตื่นขึ้นเห็นคลองจักษุเป็เพดานบ้านไม้โบราณสีเทา รู้สึกตัวว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงที่นุ่มนิ่มมีผ้าห่มคลุมกายให้ความอบอุ่นที่เขานอนอยู่กลับเป็เตียงยาวสามเมตรครึ่ง เป็เตียงที่ใหญ่อย่างยิ่งพอสูดลมหายใจลึกกลับได้กลิ่นหอมหวานดั่งดอกไม้ พอสูดลมกลิ่นหอมถึงกับลืมเลือนความฝันนั้นไป กลิ่นหอมนั้นกลับเป็กลิ่นหอมหวนของหญิงสาวพอกวาดตาสำรวจรอบข้าง ค่อยเห็นว่าตนเองอยู่ในห้องนอนที่จัดแจงตกแต่งอย่างสวยงามห้องหนึ่ง
ข้างเตียงที่เขานอนมีโต๊ะเครื่องแป้งตู้เสื้อผ้าและของประดับประดาสวยงาม ประกายแวววาวคล้ายไข่มุกและอัญมณีกะพริบ ผ้าม่านที่ปูหน้าต่างจัดทำมาจากขนสัตว์วิเศษแวววาวดุจไขมันแพะอันขาวสล้างสะท้อนประกายไฟ ที่ปลายเตียงเขามีโต๊ะเก้าอี้ทำจากหินเย็นสีขาวดั่งนมชุดหนึ่ง บนโต๊ะวางกระถางธูปสีทองเหลืองคล้ายเตาหลอมยาไว้เตาหนึ่ง
ในกระถางมีควันขาวลอยอ้อยอิ่งกระจายกลิ่นหอมเจือจางผ่อนคลายออกมา ที่เขานอนอยู่กลับเป็ห้องนอนของหญิงสาวแต่ยามนั้นสมองไม่ทันครุ่นคิดได้แต่สงสัยว่าผู้ใดเป็เ้าของห้องและตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
เขาพอจะขยับกายลุกขึ้นพลันรู้สึกปวดแปลบตามเนื้อตัวราวกับมีาแฉีกขาด แม้แต่สมองยังปวดร้าวราวถูกค้อนทุบจนมึนเมางงงันวูบยกใหญ่ยามกะทันหันมิทราบทำอย่างไร ได้แต่ทิ้งตัวนอนลงอีกคราเขาสูดดมกลิ่นหอมสดชื่นลึกหลายคราค่อนคืนสภาพจากอาการปวดหัวเล็กน้อย ยามนั้นค่อยขบคิดว่าตนไฉนรู้สึกเ็ปตามตัวเวลาขยับ
เขานึกย้อนทวนความในสมองค่อยนึกออกว่าก่อนตนเองจะสลบไป ถูกปีศาจที่แทรกแซงนั้นสิงสู่แต่ปีศาจพ่ายแพ้ฤทธาวิเศษในร่างสุดท้ายใช้พลังแทรกแซงจากปรภพ ร่ายคำสาปประทับใส่ร่างและิญญาตนเอง แต่ตนจำได้ว่าไม่มีาแเขามึนงงชั่วขณะพอนึกถึงคำสาปที่ประทับใส่ร่างและคำพูดของปีศาจนั้นจิตใจก็สั่นสะท้านอีกครา
เขาลองโคจรพลังวัตรในร่างกายจากจุดศูนย์กลางพลันรู้สึกว่าร่างกายผิดแผกแตกต่างจากเดิม คล้ายเกิดความไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลาแต่ยามนั้นมิอาจพบเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ได้ ผ่านไปหลายสิบนาทีพลังในร่างค่อยฟื้นคืนทีละเล็กน้อย เขาพอฟื้นคืนพลังจึงลุกขึ้นจากเตียงอย่างเ็ปเวลานั้นเองที่เขาเห็นเนื้อตัวของตนเอง พอเห็นเขาถึงกับตะลึงไปชั่วขณะเพราะทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยซ้ำสีดำม่วงแทบจะทุกส่วนของร่างกาย
รอยซ้ำแทบเปลี่ยนให้เขากลายเป็มนุษย์ตัวดำผู้หนึ่ง เขาตะลึงอยู่ชั่ววูบงงงันว่ารอยซ้ำเหล่านี้มาจากที่ใด เวลานั้นเขาเงยหน้าขึ้นสายตาพลันสบไปทางโต๊ะเครื่องแป้งและกระจกพอดี ตอนนี้เองที่เขาได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของตนเองในรอบหลายปีั้แ่เด็ก ทันทีที่เห็นใบหน้าของตนเองเขาถึงกับอุทานอาออกมา เขาไม่เคยคิดว่าใบหน้าตนเองจะมีสภาพเช่นนี้เขาั้แ่เด็กไม่ค่อยได้เห็นหน้าตาของตนเอง
แม้แต่ตอนที่ถูกทรมานและหลังก็ไม่เคยเห็นดังนั้นมิทราบว่าใบหน้าตนเองน่าเกลียดน่ากลัวทั้งอัปลักษณ์เยี่ยงนี้ แผลเป็สิบจุดตะปุ่มตะป่ำทำลายผิวพรรณที่ขาวนวลหล่อเหลาไปจนสิ้น ยามนี้เขารู้สึกหดหู่ใจใบหน้าเศร้าสลดรู้สึกอยากร่ำไห้แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมา มันไฉนพอพบเห็นหน้าของตนเองถึงได้มีอารมณ์เื่นี้ไปกระทบถูกเื่ราวใดในจิตใจของเขากัน ?
พอเห็นวันนี้เขาค่อยเข้าใจว่าไฉนตัวเองถึงมีแต่คนเกลียดและหวาดกลัว เขาพอเข้าใจก็คล้ายกลับคืนสู่สภาพอารมณ์ในอดีตก็ปานเนื่องเพราะลุงที่เคยเลี้ยงเขาสั่งสอนบอกกล่าวเอาไว้ ว่าบิดามารดาเป็ผู้ให้ชีวิตและร่างกายนี้แก่เราดังนั้นมิอาจทิ้งขว้างง่ายดาย แม้ท่านจะมิได้เลี้ยงดูหรืออยู่กับเขาแต่อย่างไรนั้นก็คือบุพการี เขาตอนเด็กมีชีวิตโดดเดี่ยวไร้ความสุขดังนั้นทุกวันคืนยิ่งเฝ้านึกถึงบิดามารดาของตนเองนั้นจึงเป็ความสุขเดียวที่เขามี...เป็ความสุขในจินตนาการ...
เขาไม่เคียดแค้นบุพการีที่มิได้อยู่กับเขามิอาจมีชีวิตอยู่เป็ครอบครัวหรือดั่งคนปกติ เขาไม่เ็ปใจแต่เขาดีใจอย่างน้อยเขาดีใจที่ได้เกิดมา มาตรแม้นว่ามิอาจพบเห็นหน้าตาพวกท่านแต่วันใดวันหนึ่ง เมื่อเขาเติบโตเพียงพอเขาเคยคิดเอาไว้ว่าจะออกตามหาพวกท่าน เพราะเขาเป็เด็กไร้เดียงสาโดดเดี่ยวดังนั้นเขาที่รู้สึกเศร้าสลดเพราะร่างกายนี้ถูกทำลาย..
เขามาตรแม้นพบเจอเื่การเข่นฆ่าทรมานจนชินชาแต่อย่างไรก็เป็ชายหนุ่มที่ไม่รู้จักความอบอุ่นและความรักของครอบครัว ดังนั้นความรักเดียวความอบอุ่นเดียวที่เขามีคือความอบอุ่นในจิตใจและในความคิดตนเอง ดังนั้นร่างกายและชีวิตนี้จึงเป็สิ่งเดียวที่บุพการีทิ้งเอาไว้ให้แม้แต่ตัวเขาก็มิทราบว่าตนเองไฉนเศร้าหดหู่ อาจเพราะตอนเด็กเขาจดจำคำพูดของลุงจนขึ้นใจมิลืมเลือนจึงหดหู่ตามสัญชาตญาณ?
สาเหตุที่เขารู้สึกเศร้าหดหู่อาจเพราะอารมณ์ความรู้สึกที่ติดค้างอัดอั้นอยู่ในใจมานานปี ั้แ่เด็กพอพบเห็นเื่กระตุ้นจึงคล้ายตึกที่ถูกสั่นคลอน เขาร่ำไห้ได้แต่ก็กลับคืนสู่สภาพปกติได้เขาระบายอารมณ์ออกมา เช่นนี้นับเป็เื่ดีประการหนึ่งเพราะอารมณ์หากอัดอั้นใจนานเกินไปอาจบิดเบี้ยวความนึกคิด หรืออาจมีผลต่อการฝึกฝนลมปราณและวิชาต่อสู้ได้
เขาสงบสติอารมณ์ใบหน้าค่อยกลับคืนสู่ความเยือกเย็น ความจริงเป็ชายชาตรีมิใช่มิอาจร่ำไห้ การร่ำไห้มิได้หมายความว่าอ่อนแอหากแต่นั้นเป็ความอ่อนไหวของอารมณ์ของมนุษย์ การเป็มนุษย์จึงโดดเด่นด้านความรู้สึกนึกคิด นั้นจึงเป็การระบายสิ่งที่อัดอั้นในจิตใจออกมา ท่านหากร่ำไห้มิได้แปลว่าอ่อนแอมิใช่เป็สตรีหากแค่เป็บุรุษที่เที่ยงแท้ผู้หนึ่ง เพราะเศร้าได้ร่ำไห้ได้แปลว่ายังมีความรู้สึกและอารมณ์อยู่
ร่ำไห้ได้เศร้าเสียใจได้หากแต่ต้องกลับคืนสู่สภาพปกติให้ได้ ดั่งคำกล่าวว่าล้มได้ก็ต้องยืนให้ได้ล้มเหลวได้แต่ต้องสู้ต่อไป เพราะหากไม่ทดลองมัวแต่สิ้นหวังชีวิตก็ไม่มีอันใดดี ทุกสิ่งผิดพลาดได้ก็แก้ไขได้เช่นนั้นถึงเป็บุรุษผู้เที่ยงแท้ ในโลกนี้ไม่มีบุรุษที่สมบูรณ์แบบทุกสิ่งไม่มีผู้ใดไม่เคยผิดพลาด แม้แต่ในนิยายก็ไม่มีบุรุษเช่นนั้นเพราะมนุษย์ทุกคนแตกต่างกันเพราะความแตกต่างถึงเป็มนุษย์