เมื่อรถไฟมาถึงสถานีที่้าแล้วสมิธรีบลงจากรถไฟแล้วมุ่งสู้จุดหมายปลายทางต่อไปในทันที ซึ่งก็คือบ้านของเขานั้นเอง
โดยระยะทางจากสถานีรถไฟถึงบ้านสมิธอยู่ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร แม้ระยะทางจะค่อนข้างไกลแต่สมิธก็เลือกที่จะเดินถึงแม้ด้านข้างสถานีแห่งนี้จะมีป้ายรถบัสอยู่ก็ตาม เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างจะห่างไกลบวกกับรอบรถบัสที่น้อยเป็อย่างมากและกว่ารถบัสจะมาถึงป้ายสมิธคงเดินถึงบ้านเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ในระหว่างที่สมิธกำลังเดินกลับบ้านอยู่นั้นจู่ๆมีรถกระบะคันหนึ่งขับแซงเขาไปก่อนจะถอยหลังกลับมาแล้วจอดด้านหน้าสมิธ
“เฮ้! เอ็งใช่สมิธลูกของจอห์นเปล่า?” คนขับรถกระบะยื่นหน้าออกมาทางกระจกรถก่อนจะะโถามสมิธ
“ใช่ครับ” สมิธเองก็ะโตอบกลับเช่นกัน
“มาะโขึ้นท้ายรถมาเลย เดี๋ยวจะไปส่งจะกลับบ้านใช่ไหม” คนขับรถกระบะพูดพร้อมกับกวักมือเรียกสมิธให้มายังท้ายกระบะ
“ใช่ครับ ขอบคุณครับ” สมิธรีบวิ่งไปขึ้นท้ายกระบะในทันที
ในระหว่างที่นั่งท้ายกระทะสมิธพยายามซึบซับบรรยากาศให้ได้มากที่สุดท่าที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็ อากาศที่บริสุทธิ์ ต้นไม้ข้างทางที่เขียวขจี ทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่ไผศาล เพราะทุกสิ่งอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเมื่อเวลานั้นมาถึง!
รถวิ่งด้วยความเร็วปานกลางมาหลายสิบนาทีจนในที่สุดก็ถึงเมืองเล็กๆที่อยู่ท่ามกลางูเาใหญ่ เมืองที่มีประชากรอยู่สามพันกว่าคนเพียงเท่านั้น เป็เมืองเก่าที่เคยรุ่งเื่มากในสมัยอดีตเพราะด้วยจุดยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยมบวกกับมีูเาขนาดใหญ่ล้อมรอบและภายในูเาเ่าั้มีเหมืองแร่อยู่มากมาย แต่เมื่อแร่เริ่มหมดผู้คนก็เริ่มจากไปจากเมืองที่มีประชากรมากกว่าหกหมื่นเหลืออยู่สามพันในปัจจุบัน จากเมืองแห่งเหมืองแร่ก็แปรเปลี่ยนมาเป็เมืองแห่งเกษตรกรรมแทน
“นี้เ้าหนูฝากบอกจอห์นด้วยว่าคุณภาพนมเยี่ยมมาก” คนขับรถกระบะพูดออกมาหลังจากส่งสมิธเรียบร้อยแล้ว
“ได้ครับ ขอบคุณครับที่มาส่ง” สมิธกล่าวขอบคุณก่อนจะเดินไปยังบ้านของตัวเอง
และในขณะที่สมิธกำลังจะเปิดประตูรั้วบ้าน แม่ของเขาก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่สับสนว่า
“ทำไมลูกมาอยู่ที่นี้? มหาลัยลูกยังไม่ปิดเทอมไม่ใช่หรือไง” แม่พูดออกมาด้วยสีหน้าที่สับสน
“ตอนนี้อย่าพึ่งกังวลเกี่ยวกับการเรียนของผมเลยครับ เพราะต่อจากนี้การเรียนจะไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว แล้วก็แม่มาพอดีเลย...ฝากเก็บกระเป๋าผมด้วยแล้วก็ฝากบอกพ่อด้วยว่า คุณลุงหน้าโหดที่ขับกระบะสีดำฝากมาบอกว่านมคุณภาพดีมาก” สมิธพูดกับแม่อย่างเร่งรีบก่อนจะส่งกระเป๋าของเขาให้แม่นำไปเก็บแทน จากนั้นสมิธเข้าไปภายในบ้านพร้อมกับนำกุญแจรถออกมา
“เดี๋ยวสิลูก ลูกจะไปไหน? จะเอารถไปไหน? แล้วเื่เรียนที่ลูกพูดมามันหมายความว่าอะไร?” ในตอนนี้หัวของเธอมีแต่คำถาม คำถามและคำถามเต็มไปหมด จู่ๆลูกของเธอก็กลับมาบ้านอย่างกระทันหันทั้งที่มหาวิทยาลัยยังไม่ปิดเทอมแล้วเมื่อสักครู่ยังบอกอีกว่าการเรียนจะไม่สำคัญอีกต่อไป แล้วมาตอนนี้ยังเอากุญรถออกมาเตรียมจะไปไหนอีก
“ไปรับน้องๆไงครับ เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟังอีกทีครับ” สมิธพูดก่อนจะสตาร์ทรถออกไปในทันที สมิธจะไปยังโรงเรียนเพื่อไปรับน้องๆของพวกเขากลับมายังบ้านเพื่อเตรียมตัวรับมือกับเื่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
แม้ใน่ชีวิตที่แล้วครอบครัวของเขาจะไม่ได้รับผลกระทบในระลอกแรกที่ปรากฏการณ์เหนือจินตนาการเกิดขึ้น แต่ในระลอกที่สองเมืองทั้งเมืองแห่งนี้เสียหายไปมากกว่า 80% และครอบครัวของเขาได้สูญหายไปโดยไม่รู้เลยว่าเป็หรือตาย และในชีวิตนี้เขาจะป้องกันไม่ให้เื่เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกครั้งเขาจะทำให้ครอบครัวเตรียมพร้อมให้ได้มากที่สุด
เมื่อรถมาโรงเรียนเป็ที่เรียบร้อยสมิธจอดรถไว้หน้าโรงเรียนและเดินเข้าไปภายในโรงเรียนอย่างเร่งรีบ สมิธเดินไปยังห้องเรียนของน้องๆตามความทรงจำและเมื่อมาถึงห้องเรียนของน้อวสมิธส่องภายในห้องเรียนผ่านกระจกประตูห้องพร้อมกับกวาดสายตาดูน้องของตัวเอง
สมิธเปิดประตูเข้าไปภายในห้องเรียนทันทีเมื่อเห็นน้องของตัวเองกำลังเรียนอยู่ภายในห้อง
“ไปแจ็กสันลุกขึ้นมา เราจะกลับบ้านกัน” สมิธที่เข้ามาภายในห้องเรียนอย่างกระทันสร้างความแตกตื่นให้กับนักเรียนกับอาจารย์ที่กำลังสอนเป็อย่างมาก
“อะไรนะ!?” แจ็กสันถึงกับงงเมื่อจู่ๆพี่ชายของเขาที่ควรจะอยู่ที่ต่างเมืองกับปรากฏตัวที่ห้องเรียนเขาแล้วยังมาบอกให้กลับบ้านอีก
“เร็วเข้าแจ็กสันเรามีเวลาไม่มากนัก” สมิธรีบเร่งน้องชายตัวเอง ในขณะที่อาจารย์ของห้องเรียนที่ได้สติแล้วพยายามพูดอะไรบางอย่างกับเขาแต่เขาไม่สนใจอะไรมันทั้งสิ้น
“อะไรกันเนี้ยพี่” แจ็กสันก็ทำถามที่พี่บอกรีบเก็บของใส่กระเป๋าและออกจากห้องเรียน
แต่ก่อนที่สมิธจะออกจากห้องเรียนเขาทิ้งคำพูดประโยคหนึ่งไว้ว่า
“พรุ่งนี้โรงเรียนทั่วโลกจะปิดเทอม พวกเธอทุกคนไม่จำเป็จะต้องมาโรงเรียนอีกต่อไปแล้วไชโย!!!”