เวินจื่อซ่างมองไปยังเวินจื่อเอ๋อร์ด้วยความสงสัย เวินจื่อเอ๋อร์นั่งคัดหนังสืออยู่ในลานบ้านั้แ่เช้าตรู่ เมื่อได้ยินคำพูดของเวินจื่อซ่าง เขาก็ตอบโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาว่า "ไม่นะ"
"แปลกจัง พื้นดินตรงหลังบ้านเราเห็นชัด ๆ ว่ามีคนพรวนดินเตรียมไว้ นอกจากน้องสี่แล้ว ในบ้านเราก็ไม่มีใครมีความรู้เื่การทำไร่ทำนาเลยนี่นา"
เวินจื่อซ่างพึมพำด้วยความประหลาดใจ ในใจยังคิดว่าหรือจะมีเทพเซียนที่ไหนสงสารพวกเขา จึงช่วยพรวนดินให้แปลงหนึ่ง?
ขณะนั้น เวินจื่อถงขยี้ตาเดินออกมาจากห้อง ผมเผ้ายังไม่ได้หวี มัดไว้อย่างหลวม ๆ จนสยายลงบนแผ่นหลัง เมื่อได้ยินคำพูดของเวินจื่อซ่าง นางก็ใช้เสียงเล็ก ๆ ออดอ้อนว่า
"ถงเป่าเป็คนพรวนดินเองเ้าค่ะ! ถงเป่าอยากกินผักเขียวฤดูหนาวแล้ว! ไว้คราวหน้าที่ไปตัวอำเภอ พี่สามซื้อเมล็ดผักกลับมาปลูกด้วยนะเ้าคะ!"
นาง้าทดลองว่าน้ำวิเศษของนางจะมีประโยชน์ต่อพืชเหล่านี้หรือไม่
เพราะอย่างไรเสีย น้ำวิเศษนี้ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์อย่างมาก
หลายวันที่ผ่านมานี้ เวินจื่อถงแอบตรวจชีพจรให้เวินจื่อเอ๋อร์อยู่บ่อยครั้ง พบว่าร่างกายของเขาเกือบจะฟื้นฟูสมบูรณ์แล้ว
แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็เพราะตัวยา แต่นางก็รู้ดีว่าสรรพคุณของยาที่นางจ่ายไปนั้นไม่มีทางได้ผลรวดเร็วขนาดนี้
ยกตัวอย่างเช่น หากกินยาของนางต้องใช้เวลาสิบวันจึงจะฟื้นตัว แต่เมื่อใช้น้ำวิเศษร่วมด้วย อาจย่นระยะเวลาการรักษาลงได้ครึ่งหนึ่ง
เวินจื่อชีต้มโจ๊กขาวอยู่ในห้องครัว และผัดหัวไชเท้ากับผักกาดเขียวอีกอย่างละจาน เมื่อเดินออกมาก็ได้ยินคำพูดของเวินจื่อถงพอดี จึงเอ่ยชมตามสัญชาตญาณว่า
"ถงเป่าของเราเก่งที่สุดเลย! ไว้คราวหน้าพี่จะซื้อเมล็ดพันธุ์ให้กองหนึ่ง ถงเป่าอยากปลูกอะไรก็ปลูกได้ตามใจเลยนะ"
เวินจื่อซ่างได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและดุว่า "เ้าคิดว่าปลูกอะไรก็ขึ้นหรือ? อากาศแบบนี้ อย่างมากก็ปลูกได้แค่ผักกาดขาวกับหัวไชเท้านั่นแหละ"
เวินจื่อซ่างชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความหวังของเวินจื่อถง จึงกระแอมไอเบา ๆ แล้วพูดว่า
"แต่เมล็ดผักพวกนี้ก็ไม่ได้ราคาแพงอะไร ซื้อเพิ่มอีกหน่อยก็ซื้อไปเถอะ ขอแค่ถงเป่ามีความสุขก็พอ"
"ขอบคุณพี่สาม! พี่เจ็ด! พี่สามกับพี่เจ็ดใจดีที่สุดเลย!"
เวินจื่อถงส่งยิ้มหวานพลางกล่าวขอบคุณเวินจื่อซ่าง และเมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของเวินจื่อซ่างปรากฏรอยยิ้มที่พึงพอใจ นางจึงแอบคิดในใจว่า พี่สามนี่ท่าทางจะปากไม่ตรงกับใจแฮะ!
ขณะนี้เวินจื่อเอ๋อร์วางกระดาษและพู่กันลงแล้ว เดินเข้ามาลูบศีรษะที่ฟูฟ่องของเวินจื่อถงอย่างอ่อนโยนแล้วกล่าวว่า
"ผมยังไม่ได้หวีเลย ให้พี่รองมัดผมให้เ้านะ"
เวินจื่อถงมองเวินจื่อเอ๋อร์ด้วยความสงสัย พี่รองของนางวัน ๆ ถ้าไม่อ่านตำราก็เขียนตำรา จะมัดผมเป็ด้วยหรือ?
เวินจื่อเอ๋อร์เห็นท่าทางไม่เชื่อของเวินจื่อถง ก็ยิ้มแล้วบอกว่า "นั่งนิ่ง ๆ อย่าขยับนะ"
เวินจื่อถงรีบนั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย ปล่อยให้เวินจื่อเอ๋อร์จัดการกับผมของนาง
นางรู้สึกได้ว่ามือของเวินจื่อเอ๋อร์แข็งทื่อเล็กน้อย แต่เขาก็ระมัดระวังไม่ให้นางเจ็บ ดูแล้วก็ทำออกมาได้เป็รูปเป็ร่างทีเดียว
ไม่นานนัก เวินจื่อเอ๋อร์ก็ละมือออก เขามองเวินจื่อถงแล้วพยักหน้าด้วยความพอใจ
เวินจื่อถงเห็นดังนั้น ก็รีบถดตัวลงจากเก้าอี้ วิ่งไปส่องที่โอ่งน้ำ
จะว่าไป ทรงผมแกละสองข้างนี้ดูดีกว่าที่นางมัดเองเสียอีก! นึกไม่ถึงเลยว่าพี่รองจะมีฝีมือด้านนี้จริง ๆ !
"ขอบคุณพี่รองเ้าค่ะ! พี่รองเก่งจังเลย!" เวินจื่อถงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
เวินจื่อเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย เหลือบมองเวินจื่อซ่างและเวินจื่อชีด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วยิ้มถามว่า
"ถ้าอย่างนั้น ถงเป่าชอบพี่รองที่สุดใช่หรือไม่?"
"อื้อ ๆ ๆ ... เอ๊ะ?"
ตอนแรกเวินจื่อถงพยักหน้าหงึก ๆ แต่แล้วก็ไหวตัวทัน รีบเบิกตากว้าง มองเวินจื่อเอ๋อร์ด้วยความตกตะลึง อ้าว นี่มันอะไรกัน?
พี่รองผู้มีท่าทางสง่างามดุจลมโชยจันทร์กระจ่างคนนี้ กลับกำลังหึงหวงชิงดีชิงเด่นอยู่หรือ! เมื่อครู่นางเพิ่งชมพี่สามกับพี่เจ็ดไป เขาก็รีบมาชิงความรักทันทีเลยหรือนี่?
เวินจื่อชีที่อยู่ด้านข้างก็พลันเข้าใจในทันที เขาชี้ไปที่เวินจื่อเอ๋อร์แล้วพูดว่า
"อ๋อ! ที่แท้เมื่อวานพี่รองแอบไปหาป้าไฉเพื่อเรียนรู้วิธีมัดผมนี่เอง! พี่รอง ท่านเ้าเล่ห์จริง ๆ เลย!"
ใบหน้าของเวินจื่อเอ๋อร์แดงระเรื่อเล็กน้อย เขากระแอมไอด้วยความขัดเขิน จากนั้นก็ถลึงตาใส่เวินจื่อชีแล้วพูดว่า "เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จ เ้ามาหัดเขียนตำรากับข้า"
"..." สีหน้าของเวินจื่อชีทรุดลงทันที พี่รองกำลังหาเื่แก้แค้นชัด ๆ !
หลังจากคนในครอบครัวกินมื้อเช้าเสร็จ เวินจื่อชีก็ถูกเวินจื่อเอ๋อร์ลากไปอ่านตำราจริง ๆ ส่วนเวินจื่อซ่างถือมีดตัดไม้และตะกร้าสะพายหลัง เตรียมตัวขึ้นเขาไปตัดฟืนและไม้ไผ่
อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อย ๆ ฟืนในบ้านจะขาดไม่ได้ และต้องหาไม้ไผ่กลับมาให้มากหน่อย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการดำรงชีวิต
เวินจื่อถงเห็นดังนั้น ก็รีบสะพายตะกร้าสะพายหลังใบเล็กของตนเองและเตรียมจะตามไปด้วย
เมื่อวานตั้งใจจะขึ้นเขาอยู่แล้ว แต่เกิดเื่ไม่คาดคิดจึงไปไม่ได้ วันนี้อย่างไรก็ต้องไปให้ได้!
"พี่สามเ้าคะ ถงเป่าขอไปด้วยคนนะ! ถงเป่าจะเป็เด็กดีเ้าค่ะ!"
เวินจื่อถงมองเวินจื่อซ่างด้วยสีหน้าจริงจังและอ้อนวอน ท่าทางน่าสงสารเช่นนั้นทำให้เวินจื่อซ่างไม่อาจต้านทานได้ ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนใจแล้วพูดว่า
"ตกลง งั้นเ้าตามพี่สามมา อย่าวิ่งซนล่ะ"
"อื้อ ๆ ๆ ! พี่สามดีที่สุด... เอ้อ พี่สามใจดีจริง ๆ เ้าค่ะ!"
ตอนแรกเวินจื่อถงเกือบจะหลุดปากพูดว่าพี่สามดีที่สุด แต่พอนึกถึงพี่รองผู้เ้าเล่ห์ของนาง ใครจะรู้ว่าถ้าบอกว่าพี่สามดีที่สุด เขาจะคิดหาวิธีอะไรมาชิงความรักอีก?
เวินจื่อถงเดินตามข้างกายเวินจื่อซ่าง มุ่งหน้าไปยังทางเขาฉีซาน
ทว่าบนเขาฉีซานนั้นอันตราย ดังนั้นเวินจื่อซ่างจึงไม่ได้ขึ้นเขาไปจริง ๆ เพียงแต่ตั้งใจจะตัดไม้ไผ่และฟืนในป่าไผ่บริเวณตีนเขา
ป่าไผ่แห่งนี้เป็พื้นที่ส่วนรวมของคนในหมู่บ้าน ปกติทุกคนก็มักจะไปที่นั่น จึงไม่มีปัญหาเื่การทะเลาะเบาะแว้ง
แม้เวินจื่อถงจะเดินตามเวินจื่อซ่าง แต่ในใจกลับคิดหาวิธีหาข้ออ้างเพื่อปลีกตัวจากเวินจื่อซ่างและขึ้นเขาไปให้ได้
เวินจื่อซ่างเล็งไม้ไผ่แล้วเริ่มตัด เขาพบว่า่นี้ไม่รู้เพราะเหตุใด ร่างกายรู้สึกแข็งแรงขึ้นมาก ดูเหมือนจะมีแรงมากขึ้นด้วย ตัดเพียงสามถึงห้าครั้งก็สามารถโค่นไม้ไผ่ลงมาได้ต้นหนึ่ง
เวินจื่อซ่างมองมือทั้งสองข้างของตนเองด้วยความประหลาดใจ แล้วมองไม้ไผ่ที่ล้มลงบนพื้น พลางถามอย่างงง ๆ ว่า
"ถงเป่า เ้าไม่รู้สึกว่าพี่สามมีแรงมากขึ้นหรือ?"
เวินจื่อถงเหลือบมองเวินจื่อซ่าง นางรู้ดีว่านี่คือผลจากการที่นางแอบผสมน้ำวิเศษลงในโอ่งน้ำของบ้านทุกวัน จึงยิ้มแล้วตอบว่า
"พี่สามเป็ลูกผู้ชาย แรงเยอะเป็ธรรมดาอยู่แล้วเ้าค่ะ!"
เวินจื่อซ่างได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแหะ ๆ สองที ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ก็รู้สึกดีใจเล็กน้อย การที่เขามีแรงมากขึ้น พิสูจน์ได้ว่าเขาเริ่มเป็ผู้ใหญ่แล้วใช่หรือไม่? เช่นนี้ก็จะสามารถปกป้องน้องสาวได้ดียิ่งขึ้นใช่ไหม?
เวินจื่อถงเดินตามอยู่ข้าง ๆ อย่างเบื่อหน่าย พลางคิดหาวิธีแอบหนี แต่ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างบนพื้น จึงอุทานออกมาว่า
"เอ๊ะ? มีหน่อไม้ฤดูหนาวด้วย! พี่สาม พวกเราขุดหน่อไม้ฤดูหนาวกลับไปกินกันเถอะเ้าค่ะ!"
เมื่อวานเวินจื่อซ่างและคนอื่น ๆ เพิ่งซื้อมันหมูแข็งมา วันนี้พอเจียวเอาน้ำมันออกแล้ว นำกากหมูมาผัดกับหน่อไม้ รับรองว่าต้องหอมมากแน่!
เวินจื่อซ่างเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเวินจื่อถง ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า
"ของสิ่งนี้กินไม่ได้หรอก มันฝาดเกินไป ไม่มีใครเขากินกันหรอก ถงเป่า ถ้าเ้าอยากกิน เดี๋ยวพี่สามจะไปซื้อเนื้อแดงจากคนขายเนื้อที่หน้าหมู่บ้านมาห่อเกี๊ยวให้เ้ากินดีไหม?"
เวินจื่อถงได้ยินดังนั้น ก็ระงับความตื่นเต้นในใจ และเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่า "หน่อไม้นี่ไม่มีใครกินจริง ๆ หรือเ้าคะ?"
"ไม่มีใครกินจริง ๆ !"