ย่างเข้าสู่เดือนที่หกในการตั้งครรภ์ของท่านปู่เทพยิ่งเมื่อผ่าน่ห้าเดือนแรกไปแล้วราชครูยิ่งขยันเอาอกเอาใจภรรยา อวิ้นหยางก็ปล่อยให้พวกเขาทั้งสองได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันต่อไปนอกจากจะมีข่าวดีเื่การตั้งครรภ์ของท่านปู่เทพฮูหยินสวี่ลี่อินก็ได้คลอดลูกน้อยเพศชายเรือนผมสีแดงดวงตาสองสีออกมาหนึ่งคนตอนนี้ได้สองเดือนแล้ว
เื่การตั้งครรภ์ของฮูหยินสวี่นั้นไม่มีใครรู้นอกจากท่านปู่เทพ ราชครูและอสรพิษเหมาฉาระหว่างที่ไปท่องเที่ยวทั้งสองได้ไปเยือนิเอี้ยวจึงได้รู้ว่าสวี่ชิงเค่อและสวี่ลี่อินกำลังมีลูกน้อยเพราะการเป็มือสังหารทำให้มีศัตรูอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เื่การตั้งครรภ์จึงได้เก็บเอาไว้เป็ความลับจนกระทั่งคลอดดูเหมือนที่ิเอี้ยวจะมีทายาทสืบทอดตำแหน่งต่อแล้ว
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี้อวิ้นหยางกับแม่ทัพใหญ่ส่งสารพูดคุยกันอยู่เสมอแม่ทัพใหญ่จะชอบส่งขนมต่างๆมาให้ รองประมุขนั้นชอบขนมที่แม่ทัพใหญ่ส่งมามากอยากจะไปเห็นเสียจริงว่าร้านขนมที่อยู่ที่นั่นจะมากมายสักแค่ไหนเพราะขนมที่ส่งมาไม่ซ้ำกันเลยสักครั้งก่อนหน้านี้แม่ทัพใหญ่จะส่งขนมมาให้อวิ้นหยางทุกๆสามถึงสี่วันแต่หลังๆจะส่งมาทุกๆสิบวันแทน ่นี้แม่ทัพใหญ่คงจะมีงานยุ่งมากกระมังอวิ้นหยางก็เกรงใจที่เขาคอยส่งขนมมาให้แต่จะให้ปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะขนมนั้นอร่อยมากๆ แค่ตำราไม่กี่เล่มเทียบไม่ได้เลยแล้วที่ส่งมาครั้งล่าสุดยังส่งมาให้ถึงสามกล่อง ทำเอากินข้าวเย็นไม่ได้เลยทีเดียว
หากเขาอ้วนขึ้นมาจะทำอย่างไร
อวิ้นหยางตั้งใจจะหาเวลาไปเยือนฉางหวั่นสักสองสามวันแต่เื่นั้นคงต้องเลื่อนออกไปก่อนจนกว่าท่านปู่เทพจะคลอด ถึงจะสามารถปลีกตัวไปสองสามวันได้แต่่นี้ยังไม่ไปไหนจะดีกว่า
แต่หากเชิญแม่ทัพใหญ่มาที่เมืองหลวงคงจะไม่เป็ไรกระมัง
‘ฝ่าาทรงมีพระบรมาานุญาตให้คณะการแสดงดนตรีจากต่างแคว้นเข้ามาทำการแสดงที่เมืองหลวงอีกห้าวันจะเป็วันจัดการแสดง คณะการแสดงดนตรีนี้ข้าชื่นชอบมากแต่ไม่มีโอกาสได้ไปเยือนต่างแคว้นเพื่อชมการแสดงข้าอยากเชิญแม่ทัพใหญ่มาร่วมชมการแสดงด้วยกัน ข้าจะรอการตอบกลับจากท่าน อวิ้นหยาง’
ดวงตาสีทองกวาดสายตาอ่านสารนั้นอย่างละเอียด ลายมือของอวิ้นหยางนั้นจะอ่านกี่ครั้งก็ไม่รู้เบื่อการส่งสารครั้งนี้เป็สารเชิญที่เรียบง่ายที่เขียนด้วยกระดาษหอมลายดอกไม้อย่างเช่นทุกครั้งอีกห้าวันอย่างนั้นรึ
“แม่นางน้อยผู้นั้นส่งอะไรมาอีกแล้วหรือขอรับ” รองแม่ทัพเอ่ยถามด้วยความสงสัยพักนี้รู้สึกว่าจะมีสารส่งมาถึงแม่ทัพใหญ่บ่อยเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเป็ผู้ใดกันแน่ที่ส่งมา
“แม่นางน้อยที่ไหนกัน” มือหนาเก็บสารนั้นใส่เอาไว้ในกล่องที่ทำขึ้นเป็พิเศษเพื่อเก็บกระดาษลายดอกไม้เหล่านี้ยามเมื่อเปิดกล่องนี้ออกมาก็จะได้กลิ่นหอมของดอกไม้ที่อบอวลไปทั่วกล่องแม่ทัพใหญ่ชอบกลิ่นหอมนี้มากไม่รู้ว่าหากนำกลิ่นนี้มาทำเป็เครื่องหอมจะดีสักแค่ไหน
“สหายผู้นั้นหรือขอรับ”
“อยากรู้รึ” แม่ทัพใหญ่เลิกคิ้ว ถึงก่อนหน้านี้จะพยายามอ่านสารที่รองประมุขส่งมาแค่ภายในเรือนของตัวเองแต่บางครั้งสารก็ถูกส่งมาในระหว่างที่กำลังฝึกอยู่จึงทำให้ทุกคนรู้กันหมดว่าตอนนี้แม่ทัพใหญ่กำลังติดต่ออยู่กับใครบางคนแล้วยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทุกครั้งที่ได้รับสารนั้นทุกคนสงสัยกันว่าคนผู้นั้นเป็ใคร หากเป็แค่สหายไยทำท่าทางดีใจเช่นนั้นเหมือนคนที่มีความรักไม่มีผิด
เหมือนกับผู้าุโหลิวตอนที่ได้รับสารจากฮูหยินก่อนวันแต่งงาน สีหน้าเช่นนี้ช่างเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
“ใครบ้างจะไม่อยากรู้ขอรับหรือว่าใกล้จะมีข่าวดีแล้วหรือขอรับ” คนถามตาเป็ประกายหรือว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องเขียนรายการสินสอดเตรียมพร้อมให้กับแม่ทัพใหญ่แล้ว
“อีกห้าวันที่ฉางหวั่นมีเื่อะไรหรือเปล่า” ลี่ฮุ่ยซิ่วเลือกที่จะไม่บอกและเปลี่ยนเื่ถามถึงงานที่อาจจะมีในอีกห้าวันหลังจากนี้เขาเองก็ชอบการนั่งฟังดนตรีเพราะก่อนหน้านี้มักจะแวะไปที่โรงเตี๊ยมกับหอนางโลมเพื่อไปสืบข่าวอยู่บ่อยๆจะว่าไปแล้วเหมือนกับว่าเื่เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานนี้เอง
“อีกห้าวันหรือขอรับ” รองแม่ทัพคิดเล็กน้อยว่าอีกห้าวันมีงานสำคัญอะไรหรือเปล่าก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่มีขอรับ อีกห้าวันเป็วันปกติไม่มีงานสำคัญอะไรขอรับ”นอกจากฝึกเป็ปกติแล้วก็ไม่มีงานสำคัญอะไรอีก
“อืม สาวใช้” แม่ทัพใหญ่เรียกหาสาวใช้ที่ปกติจะไม่ค่อยเรียกหานอกจากจำเป็ต้องใช้งานจริงๆดูเหมือนครั้งนี้จะต้องพึ่งพวกนางแล้ว
“เ้าค่ะแม่ทัพใหญ่” สาวใช้ที่นานๆครั้งจะถูกเรียกตัวมารับใช้รีบปรากฏตัวทันทีแม่ทัพใหญ่คิดเล็กน้อยว่าจะให้นางเตรียมอะไรให้บ้างก่อนจะสั่ง
“เตรียมชุดสำหรับชมการแสดงดนตรีกับขนมหวานสำหรับเป็ของฝากอีกห้าวันข้ามีธุระต้องไปชมการแสดงดนตรีกับสหาย ไม่ต้องหรูหรามาก แค่ให้ดูดีก็พอ”
“เ้าค่ะ” สาวใช้รีบรับคำแล้วไปจัดเตรียมของตามคำสั่งในทันทีรองแม่ทัพทำสีหน้าประหลาดใจ แค่ไปชมการแสดงดนตรีกับสหายจำเป็ต้องสั่งสาวใช้ให้เตรียมเสื้อผ้าอย่างจริงจังด้วยรึ
หรือว่าสหายผู้นั้นจะ....
“มีอะไร” แม่ทัพใหญ่สังเกตเห็นสีหน้าของรองแม่ทัพก็หันมาถามแปลกใจอย่างนั้นรึ
“เตรียมเสื้อผ้าเสียขนาดนี้แค่ไปดูการแสดงดนตรีกับสหายจริงๆหรือขอรับ” สหายผู้นั้นเป็ใครกัน ต้องแต่งตัวดูดีเพื่อไปพบเลยอย่างนั้นรึ
“เขาส่งสารมาเชิญข้าไปชมการแสดงดนตรีด้วยกัน เราไม่ค่อยได้เจอกันจะไม่แต่งตัวให้ดูดีไว้ก่อนได้อย่างไร”แทนที่จะเรียกว่าไม่ค่อยได้เจอกันั้แ่ที่ราชครูกับท่านปู่เทพแต่งงานลี่ฮุ่ยซิ่วก็เพิ่งได้เจออวิ้นหยางอีกครั้งตอนที่ท่านปู่เทพกลับมาที่ฉางเก๋อแล้วแต่พวกเขาก็ไม่ได้คุยอะไรกันจนกระทั่งวันที่ลี่ฮุ่ยซิ่วไปที่เมืองหลวงวันนั้น เรียกว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันเลยนอกจากคนรู้จักเสียมากกว่า
แล้วตอนนี้พวกเขาก็ไม่ได้เป็อะไรกันไปมากกว่าสหายที่ชอบส่งขนมและของตอบแทนให้กันหรืออย่างน้อยๆสถานะที่อยู่เื้ัก็คือพ่อครัวกับนักชิมของหวาน
ก็ลี่ฮุ่ยซิ่วเป็คนทำขนมพวกนั้นทั้งหมดแล้วส่งไปให้อวิ้นหยางกินตอนนี้รองประมุขของฉางเก๋อคงจะเชี่ยวชาญการกินขนมแล้วกระมัง
“เตรียมขนมด้วยนี่ขอรับ” แต่เมื่อครู่บอกว่า‘เขา’ อีกฝ่ายเป็ผู้ชายรึ
“เขาชอบกินขนมหวาน จึงต้องเตรียมไปด้วย ไม่ได้พบปะกันเสียนานจะไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปด้วยได้อย่างไร”สงสัยอะไรกัน ต้องให้ลี่ฮุ่ยซิ่วบอกให้ได้รึว่ากำลังจะไปพบใคร
“คงจะเป็หนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักมากเลยกระมังท่านเรียกอีกฝ่ายว่า ‘เขา’ แล้วยังเตรียมขนมหวานไปด้วยคนคนนั้นคงจะเป็หนุ่มน้อยที่น่ารักเป็แน่” รองแม่ทัพวิเคราะห์หรือว่าจริงๆแม่ทัพใหญ่แค่หลอกพวกเขาว่าจะไปพบสหายแต่แท้จริงแล้วไปพบลูกของสหายที่เป็เด็กอย่างนั้นรึ
ลี่ฮุ่ยซิ่วคิดตามแต่ดูยังไงรองประมุขอวิ้นหยางก็ไม่ได้เรียกว่าน่ารักอืม...น่ารักในยามที่ได้กินขนมหรือมองขนมเสียมากกว่า แต่ยามปกติเขาจะดูสุขุมและสูงส่งเปรียบเสมือนดั่งกระเรียนขาวที่สง่างาม แต่นั่นก็เหมือนจะไม่ใช่ตัวตนของเขาเสียเท่าไหร่เช่นนั้นสรุปว่าน่ารักในยามที่เป็ตัวเองก็แล้วกัน
เวลาที่ยิ้มแล้วหัวเราะ ดวงตาเป็ประกายสว่างไสว เรียกว่าน่ารักก็ไม่ผิดนัก
“อืม ที่เ้าพูดมาก็ไม่ผิด เขาน่ารักมากจริงๆ” รองแม่ทัพชะงักไปเล็กน้อยเมื่อแม่ทัพใหญ่เอ่ยออกมาเช่นนั้น ตกลงแล้วคนผู้นั้นเป็ใครกันแน่เป็สหายจริงๆรึ หรือว่าเป็ลูกของสหาย สิ่งใดเป็ความจริงกันแน่
“แม่ทัพใหญ่ ท่านกำลังอยู่ในห้วงรักหรือขอรับ” นี่มันเื่อะไรกัน ตกลงแล้วแม่ทัพใหญ่กำลังคบหาอยู่กับสหายแบบไหนกันแน่
“เ้าบอกว่าเขาคงจะเป็หนุ่มน้อยน่ารักข้าจึงได้คิดตามคำพูดของเ้าปกติแล้วเขาไม่ได้แสดงท่าทางน่ารักเช่นนั้นตลอด เป็เฉพาะในยามที่ได้เห็นขนมหวาน แล้วเขาก็ไม่ใช่หนุ่มน้อยเขาอายุมากกว่าข้าสามปี แค่ตัวเล็กกว่าข้าเท่านั้นเอง” แม่ทัพใหญ่อธิบายลักษณะของสหายให้ฟังแต่ยิ่งฟังรองแม่ทัพก็ยิ่งงุนงงคนที่อายุมากกว่าแม่ทัพใหญ่แต่ตัวเล็กกว่าแม่ทัพใหญ่อย่างนั้นรึ
“ท่านบอกมาเถอะขอรับว่าสหายของท่านเป็ใคร”
“ไม่บอก” เื่ความชอบขนมหวานของรองประมุขอวิ้นหยางแม่ทัพใหญ่รับปากเอาไว้แล้วว่าจะไม่บอกใครแล้วเขาก็อยากให้เป็เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆเหมือนกับว่าเขาได้ไปรู้ความลับเล็กๆของรองประมุขรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
‘อีกห้าวันข้าไม่ได้ติดธุระอันใดข้าจะไปร่วมชมการแสดงดนตรีกับท่าน ลี่ฮุ่ยซิ่ว’
มือเรียวถือสารตอบกลับค้างเอาไว้ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบนกสีขาวที่วันนี้ทำหน้าที่ส่งสารให้กับเขาแม่ทัพใหญ่ส่งสารตอบกลับมาแล้วว่าเขาจะมาชมการแสดงดนตรีกับอวิ้นหยาง ่นี้รองประมุขจะอารมณ์ดีเป็พิเศษวันนี้ยิ่งอารมณ์ดีมากขึ้นไปอีกเพราะสหายทางไกลจะมาเยี่ยมเยือนที่เมืองหลวง เพราะพวกเขาทั้งสองส่งสารพูดคุยกันตลอดสองเดือนที่ผ่านมาจากคนรู้จักก็ขยับความสัมพันธ์มาเป็สหายแล้ว และ่นี้พวกเขาก็ดูจะสนิทกันเป็พิเศษแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันแม่ทัพใหญ่เป็คนแรกที่อวิ้นหยางส่งสารไปพูดคุยด้วยบ่อยขนาดนี้แทบจะทุกๆห้าวันด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าพวกเขาหาเื่อะไรมาคุยกันได้นักหนาแล้วส่งสารแต่ละครั้งก็ยาวเหยียดเต็มม้วนกระดาษ อ่านกันไม่รู้เบื่อทีเดียว
เมื่อแม่ทัพใหญ่ตอบรับคำเชิญเช่นนี้แล้ว เขาก็ต้องหาชุดที่เหมาะสมในการใส่ไปชมการแสดงจะต้องทำให้แม่ทัพใหญ่ลืมภาพที่มอมแมมของเขาในวันนั้นเสีย
เพราะที่หอตำราไม่มีใครมาอยู่แล้วทั้งยังลงผนึกป้องกันเอาไว้เป็อย่างดีอวิ้นหยางจึงตัดสินใจที่จะไม่อยู่เฝ้าหนึ่งวันแล้วกลับไปที่เรือนของตัวเอง แต่เมื่ออวิ้นหยางก้าวออกมาจากหอตำราคนผู้หนึ่งก็โผล่มาสร้างความรำคาญใจให้เขาทันทีราวกับรออยู่แล้ว
คนผู้นี้จะทำตัวน่ารำคาญเช่นนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่
“เื่อ่านตำราการบรรเลงพิณขั้นที่ห้าข้าไม่อนุญาตกลับไปเสีย” รองประมุขชิงเอ่ยบอกก่อนตัวเองยังก้าวข้ามขั้นที่สี่ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ คิดจะอ่านขั้นที่ห้าอย่างนั้นรึ
“ทำไมถึงไม่อนุญาต” ลู่เฉิงถามกับเขาอวิ้นหยางกอดอก ยังจะถามอีกรึว่าทำไม
“เ้ายังไปไม่ถึงขั้นที่สี่เสียด้วยซ้ำคิดจะอ่านการบรรเลงพิณขั้นที่ห้าย่อมเป็ไปไม่ได้เ้าคิดว่าตำราภายในหอตำราเป็สิ่งที่เ้าคิดจะอ่านก็อ่านได้อย่างนั้นรึ” อยากจะนำหน้าคนอื่นแต่ความสามารถไม่ถึง คิดจะทำให้ตัวเองขายที่หน้าหรืออย่างไร
“อีกไม่นานข้าก็จะบรรลุถึงขั้นที่สี่แล้วอ่านล่วงหน้าไว้สักหน่อยจะเป็อะไรไป”
“เ้าบอกจะบรรลุถึงขั้นที่สี่ั้แ่กี่ปีมาแล้วข้าก็ยังไม่เห็นว่าเ้าจะทำได้ กลับไปเสีย ข้ามีธุระที่ต้องไปทำไม่ว่างมายุ่งวุ่นวายกับเ้าหรอก” รองประมุขเดินผ่านคนที่มาดักรอเขาอยู่ที่หน้าหอตำราจะทำอะไรก็รู้จักกาลเทศะเสียบ้าง ชอบนักรึที่ต้องเป็ตัวตลกในสายตาคนอื่น
แม้ว่าตอนนี้อวิ้นหยางจะรังเกียจชิงชังลู่เฉิงแต่หากอีกฝ่ายสามารถบรรลุขั้นที่สี่จนสามารถเข้าสู่ขั้นที่ห้าได้ใช่ว่าอวิ้นหยางจะขัดขวางเขาไม่ให้อ่านตำราที่เขา้าทว่าตอนนี้ยังไม่มีวี่แววที่จะประสบความสำเร็จเสียด้วยซ้ำหากคิดจะมาหาเื่อวิ้นหยางก็หาเื่ที่มีประโยชน์กว่านี้จะดีกว่ายิ่งทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ตัวเองดูน่ารังเกียจในสายตาของคนอื่นเข้าไปอีก
“ธุระอะไร”
“ถามทำไม เื่ของเ้ารึ” คิดว่าตัวเองเป็ใครจะมายุ่งวุ่นวายกับอวิ้นหยางได้ลืมสถานะของตัวเองไปแล้วรึ
“ข้าเห็นเ้าส่งสารคุยกับใครไม่รู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแล้วยังชอบถือตำราอะไรไม่รู้ออกมาจากหอตำรา หรือว่าเ้าจะเอาตำราที่มีค่าเ่าั้ส่งไปให้ใคร”ลู่เฉิงมองอวิ้นหยางอย่างจับผิด รองประมุขกระตุกยิ้มนี่สิถึงจะเรียกว่าเป็การหาเื่ที่มีประโยชน์
“ใครเขาจะทำตัวไม่มีหัวคิดเช่นเ้ากัน อีกอย่างถึงข้าจะส่งตำราไปให้ใครจริง ข้าก็พิจารณาดีแล้วว่าตำรานั้นสมควรที่จะมีใครได้อ่านมันแล้วคนคนนั้นก็คู่ควรที่จะอ่านตำราที่มีค่าเ่าั้ แต่เ้านั้นไม่ใช่”
“ประมุขอนุญาตให้เ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร”
“เื่ภายในหอตำรามีเพียงข้าที่มีสิทธิ์จัดการและท่านพี่ก็ไม่มาก้าวก่ายหน้าที่ของข้าเช่นที่เ้ากำลังทำ หากเ้าว่างที่จะมาสอดรู้สอดเห็นจ้องจับผิดข้าเอาเวลาไปพัฒนาการบรรเลงพิณของตัวเองให้ไปถึงขั้นที่สี่เสียเถอะ” อวิ้นหยางไม่รั้งรอให้ลู่เฉิงเอ่ยอะไรออกมาอีก เขามุ่งหน้าเดินกลับไปที่เรือนด้วยความอารมณ์เสียก่อนหน้านี้เขาอารมณ์ดีแล้วแท้ๆ สักวันเขาจะหาวิธีไล่ลู่เฉิงกับผู้หญิงน่ารำคาญคนนั้นออกไปจากฉางเก๋อเสียจะได้สบายใจได้เสียที
“อวิ้นหยาง” ระหว่างที่กำลังโมโหเดือดดาลด้วยความอารมณ์เสียอยู่นั้นอวิ้นหยางก็ได้เจอกับพี่ชายที่วันนี้ไม่ได้เข้าไปที่วังหลวงเพราะเขาจะหยุดงานทุกๆสามวันเพื่ออยู่กับท่านปู่เทพแต่ทำไมวันนี้ถึงมาเดินอยู่คนเดียวได้
“คารวะท่านพี่”
“เป็อะไรไป ทำหน้าไม่สบอารมณ์เชียว” ไป๋เฮ่อเอ่ยถามกับน้องชาย อารมณ์ไม่ดีรึ
“ไม่มีอะไรขอรับท่านพี่มีเื่อะไรให้ข้าช่วยหรือขอรับ” ถึง่นี้อวิ้นหยางจะตั้งใจอาสาดูแลฉางเก๋อแทนไป๋เฮ่อเป็การชั่วคราวแต่ไป๋เฮ่อก็ไม่เคยเอ่ยปากขอให้น้องชายช่วยเหลืออย่างจริงจังเลยสักครั้งแล้วยังคงทำหน้าที่ราชครูอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่วันนี้คงจะมีเื่อะไรให้เขาช่วยเหลือกระมัง
“เปล่า ไม่มีอะไร จำได้ว่าอีกไม่นานจะมีคณะการแสดงดนตรีมาที่ชิงหลงแล้วเ้าชอบมากเตรียมการเรียบร้อยแล้วรึ”
“เตรียมการหรือขอรับ?” อันที่จริงจะว่าเตรียมก็ต้องไปเตรียมเช่นกันแต่ไม่รู้ว่าความหมายนั้นจะตรงกับที่พี่ชายของเขาพูดหรือเปล่า
“การแสดงดนตรีจัดขึ้นที่ลานกว้างของเมืองหลวง คนต้องเยอะมากเป็แน่ข้าจึงมาถามว่าได้จองโรงเตี๊ยมเอาไว้สำหรับชมการแสดงหรือยังด้วยนิสัยเช่นเ้าคงจะไม่ยอมแออัดกับผู้คนเพื่อไปชมการแสดงหรอกกระมัง” อวิ้นหยางชะงักไปนิดก่อนจะหน้าซีด เขาลืมเื่นี้ไปเสียสนิท!
“ลืมรึ?” ผู้เป็พี่ชายเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่ขบขันเล็กน้อยเห็นตื่นเต้นเสียปานนั้นแต่ลืมเื่นี้อย่างนั้นรึ
“ข้าลืมเื่นี้ไปเสียสนิทเลยขอรับไม่รู้ว่าตอนนี้โรงเตี๊ยมเต็มแล้วหรือยัง ทำไมข้าถึงลืมเื่นี้ไปได้นะ!” ที่ใกล้ๆลานกว้างมีโรงเตี๊ยมอยู่หลายแห่งแต่หากจะให้ดีจะต้องเป็ชั้นสามของโรงเตี๊ยมเท่านั้นถึงจะสามารถมองเห็นลานกว้างเพื่อชมการแสดงได้เพราะมัวแต่สนใจว่าจะเชิญแม่ทัพใหญ่มาอย่างไรจึงทำให้ลืมเื่นี้ไปเสียสนิท
“ไม่ต้องรีบร้อนไป ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าเ้าจะลืมจึงมาบอกเ้าว่าข้าได้จองโรงเตี๊ยมเอาไว้ให้เ้าแล้ว อันที่จริงข้าตั้งใจจะพาซูเจี้ยนไปแต่ฝ่าามีรับสั่งให้ข้าไปชมการแสดงล่วงหน้าก่อนหนึ่งวันที่วังหลวงร่วมกับฝ่าาข้าจึงจะพาซูเจี้ยนไปด้วย ดังนั้นโรงเตี๊ยมที่ข้าจองเอาไว้ข้าจึงจะให้เ้าไปแทน”ดวงตาสีเขียวเป็ประกายเมื่อรู้ว่าพี่ชายได้จองโรงเตี๊ยมเอาไว้ให้ มือหนาเอื้อมมาลูบผมน้องชายเบาๆดูสายตานั่นสิ เหมือนลูกแมวที่กำลังดีใจอย่างไรอย่างนั้น
“ขอบคุณขอรับท่านพี่”
“ชั้นสามของโรงเตี๊ยมนับว่ายากนักกว่าจะจองมาได้คิดจะพาใครไปด้วยอย่างนั้นรึ” ไป๋เฮ่อเอ่ยถาม ถึงปกติน้องชายของเขาจะชอบไปไหนมาไหนตามลำพังหรืออย่างน้อยๆก็ไปแค่กับหน่วยลับครั้งนี้ก็คงจะไปคนเดียวได้ แต่น่าเสียดายเกินไปหากจะไปชมการแสดงคนเดียวเหงาๆเช่นนั้น
“ข้าส่งสารไปถึงสหายแล้วว่าจะมีการแสดงดนตรีที่เมืองหลวงเขารับปากข้าแล้วว่าจะมาขอรับ”อวิ้นหยางเลือกที่จะไม่บอกว่าสหายผู้นั้นเป็ใคร มิเช่นนั้นท่านพี่คงจะใแย่
“หากมีสหายไปด้วยข้าก็วางใจ เ้าชอบไปไหนมาไหนคนเดียว นึกว่าจะไม่มีสหายให้คบหาเสียแล้ว”
“ข้าไม่ได้ไร้มิตรสหายเช่นนั้นเสียหน่อยขอรับ” อีกอย่างการเลือกคบสหายของเขานั้นค่อนข้างพิถีพิถันแล้วแม่ทัพใหญ่ก็เป็คนเดียวในตอนนี้ที่อวิ้นหยางนับว่าเป็สหาย
แล้วยังเป็สหายรู้ใจในเื่ขนมหวานเสียด้วย
“ไปพบเจอสหายเสียทั้งที ต้องแต่งตัวให้ดูดีเสียเล่าสาวใช้ก็เรียกใช้พวกนางเสียบ้าง ทำทุกอย่างด้วยตัวเองเช่นนี้ไม่เหนื่อยแย่รึ”
“ข้าไม่ชอบให้ใครเข้าไปที่เรือนนี่ขอรับ แต่หนนี้ข้าจะยอมให้พวกนางช่วยสักครั้งจะแต่งตัวดีๆไปพบสหายขอรับ” เพราะเขาจะต้องทำให้แม่ทัพใหญ่ลืมเลือนภาพอันน่าอายของเขาในวันนี้ให้ได้
“นานๆครั้งก็แต่งตัวให้หรูหราเสียบ้างเ้าชอบแต่งตัวเรียบง่ายเช่นนี้จะดึงดูดภรรยาให้มาแต่งงานได้อย่างไร” อวิ้นหยางขมวดคิ้ว ทำไมถึงเอ่ยเื่ภรรยาขึ้นมากันเขายังไม่อยากแต่งงานเสียหน่อย
“ท่านพี่ ข้าไม่อยากแต่งงานเสียหน่อยขอรับ” จะพูดเื่อะไรพูดได้แต่อวิ้นหยางไม่อยากจะพูดถึงเื่การแต่งงานเลย
“หากเ้าแต่งงานข้าก็จะได้สบายใจเพราะมีคนคอยช่วยเหลือเ้าเ้าเอาแต่อยู่เพียงลำพังเช่นนี้จะหาใครมาดูแลตัวเองได้กัน”
“ข้าไม่รีบสักหน่อยขอรับ” แต่งงานแต่งเมื่อไหร่ก็ได้ไม่แต่งเลยก็ยังได้
“หรือว่าข้าควรจะจัดงานดูตัวหาคู่ให้เ้าดี?” อวิ้นหยางสะดุ้งโหยง จำเป็จะต้องทำถึงเพียงนั้นเสียที่ไหน
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะตั้งใจหาคนมาแต่งงานด้วยเช่นนี้ท่านพี่ก็วางใจแล้วใช่หรือไม่” รองประมุขเข้าใจว่าพี่ชายนั้นเป็ห่วงตนแต่เื่จัดงานหาคู่บอกผ่านไปได้เลย เขาไม่มีทางไปดูตัวหาคู่กับใครอย่างเด็ดขาด
“หากเ้ารับปากว่าจะตั้งใจหาข้าก็จะไม่บังคับเ้า หนึ่งปี”
“หนึ่งปี!” อวิ้นหยางอยากจะร่ำไห้ท่านพี่จะให้เขาหาคนมาแต่งงานด้วยภายในหนึ่งปีอย่างนั้นรึ
“หากในหนึ่งปีเ้ายังหาคนมาแต่งงานด้วยไม่ได้ข้าจะจัดงานดูตัวหาคู่ให้เ้าตกลงหรือไม่” ตอนนี้อวิ้นหยางถึงวัยที่จะต้องแต่งงานแล้ว ในฐานะพี่ชายก็อยากจัดแจงหาคู่ชีวิตดีๆให้น้องชายอยากให้เขาได้เจอกับคนที่ดีและสามารถเป็ที่พึ่งได้ในยามยาก แต่ไหนแต่ไรอวิ้นหยางก็ไม่นึกสนใจเื่นี้เห็นทีจะต้องบังคับกันสักหน่อยแล้ว
“ท่านพี่ล่ะก็....”
“หากในหนึ่งปีเ้าหาคนมาแต่งงานด้วยได้ข้าจะไม่บังคับเ้าจะให้เ้าจัดการงานแต่งงานด้วยตัวเอง แต่หากไม่แล้วข้าจะจัดการให้เ้าทุกอย่างรับรองว่าคงไม่ประทับใจเ้าแน่”
“ก็ได้ ในหนึ่งปีข้าจะหาคนมาแต่งงานด้วยให้ได้ข้าไม่ยอมให้ท่านพี่จัดงานดูตัวให้ข้าหรอก” เื่นี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด
หลังจากที่ถกเถียงเื่แต่งงานกันอยู่สักพักไป๋เฮ่อก็ปล่อยน้องชายกลับมาที่เรือนอย่างว่าง่ายหรืออันที่จริงต้องบอกว่าอยู่ห่างจากภรรยานานเกินไปแล้วจึงอยากจะรีบกลับ ไป๋เฮ่อเพียงแค่จะไปที่หอตำราเพื่อบอกเื่โรงเตี๊ยมเท่านั้นแต่มาเจออวิ้นหยางที่กลางทางเสียก่อนจึงได้พูดคุยกันที่กลางทาง
รองประมุขเดินกลับมาถึงเรือนก่อนจะชั่งใจอยู่เล็กน้อยว่าควรจะเรียกสาวใช้หรือเรียกหน่วยลับให้มาช่วยเื่นี้ดีแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียกสาวใช้เพราะหน่วยลับของเขาคงไม่สันทัดเื่ละเอียดอ่อนอย่างการเลือกเสื้อผ้าหรือทำผมสักเท่าไหร่
“เรียกหาหรือเ้าคะรองประมุข” สาวใช้สามคนเดินเข้ามาในเรือนอย่างนอบน้อมนี่คงเป็ครั้งแรกเลยกระมังที่รองประมุขเรียกหาสาวใช้
“อีกห้าวันข้ามีธุระจะต้องไปชมการแสดงดนตรีกับสหายแต่เสื้อผ้าสำหรับใส่ไปทำธุระเช่นนี้ข้าไม่ค่อยจะมีข้าจึงจะให้พวกเ้าช่วยเลือกหน่อย” สาวใช้มองหน้ากัน ปกติรองประมุขมักจะแต่งกายเรียบง่ายเรียกว่าแทบจะไม่โดดเด่นหากแต่เพียงเขามีใบหน้าที่หล่อเหลาจึงไม่ใช่เื่ยากที่จะดึงดูดผู้คนหนนี้อยากจะเปลี่ยนการแต่งกายเพื่อไปชมการแสดงดนตรีอย่างนั้นรึ
แต่ว่ายังเหลือเวลาอีกห้าวัน รองประมุขรีบร้อนถึงเพียงนี้เชียว
“ทราบแล้วเ้าค่ะ”สาวใช้รับคำก่อนจะเดินไปยังตู้เสื้อผ้าของรองประมุขว่ามีชุดไหนที่สามารถจะใส่ให้เหมาะกับการไปชมการแสดงดนตรีได้บ้างซึ่งไม่ต่างจากที่สาวใช้คิดเอาไว้เท่าไหร่นักเพราะเสื้อผ้าของรองประมุขส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสีเขียวอ่อนและสีขาวตามแบบเสื้อผ้าปกติอย่างเช่นที่ฉางเก๋อใส่หากจะไปงานที่มีความสนุกสนานดั่งเช่นการไปชมการแสดงดนตรีการแต่งกายจืดชืดเช่นนี้คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่นักแต่ในจังหวะนั้นสาวใช้ก็เหลือบไปเห็นกล่องไม้กล่องหนึ่งที่อยู่ภายในตู้
“รองประมุขเ้าคะ ชุดนี้เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” สาวใช้ชูชุดที่พวกนางไปเจออยู่ในกล่องให้กับรองประมุขดู ชุดนี้เป็สีฟ้าอ่อนแตกต่างจากในยามปกติที่รองประมุขมักจะสวมให้ความรู้สึกสดใสเหมือนเด็กวัยแรกรุ่นไม่รู้ว่าทำไมสาวใช้จึงได้รู้สึกว่าชุดนี้จะต้องเข้ากับรองประมุขมากเป็แน่ หากแต่งตัวเกล้าผมเป็หางม้ารองประมุขคงจะดูเด็กลงไปอีกสิบปีเลย
“ชุดนั้นมัน....” ดวงตาสีเขียวสะท้อนภาพชุดนั้นชุดนี้เป็ชุดที่ท่านแม่สั่งตัดให้เขาเผื่อเอาไว้เมื่อเขาโตเป็หนุ่ม ั้แ่ที่ท่านแม่จากไปเขาก็ไม่เคยเปิดกล่องนี้ออกดูอีกเลย
เพราะเขายังทำใจที่จะเปิดมันไม่ได้
“ไม่ได้หรือเ้าคะ?” สาวใช้เมื่อเห็นสีหน้าของรองประมุขก็เอ่ยถามด้วยความไม่มั่นใจชุดนี้สวยมาก จะต้องเข้ากับรองประมุขมากแน่ เหตุจึงได้ทำหน้าเหมือนกับว่าชุดนี้ไม่เหมาะเช่นนั้นเล่า
“ไม่มีอะไร ลองสวมดูสักหน่อยเถอะ” อวิ้นหยางส่ายหน้าเพื่อบอกว่าไม่มีอะไร ในเมื่อสาวใช้ไปเจอมันเช่นนี้ คงจะถึงเวลาที่ชุดนี้จะออกมาอวดโฉมให้เขาได้สวมใส่แล้วกระมัง
สาวใช้ต่างรีบเข้ามาจัดแจงเปลี่ยนชุดให้กับรองประมุขอย่างรวดเร็ว ชุดสีฟ้าสดใสแต่ไม่ได้กลบกลิ่นอายความสุขุมนุ่มลึกของความเป็ราชครูอย่างสิ้นเชิงกลับกันชุดนี้ยังเสริมให้รองประมุขดูเป็คนที่สดใสและอ่อนโยนอยู่ในที ชุดนี้เหมาะกับเขามากจริงๆ
อวิ้นหยางมองตัวเองในกระจก ชุดนี้ทำให้เขาดูเด็กมากจริงๆหากะโโลดเต้นเขาคงดูเหมือนคนอายุสิบแปดต้นๆเองกระมัง
“ไม่เลว ข้าดูเด็กไปสิบปีทีเดียว” ใส่ชุดนี้ไปเดินกับแม่ทัพใหญ่เขาคงจะดูเป็เด็กน้อยมากเลยกระมังแต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไปชมการแสดงดนตรี แต่งตัวให้เข้ากับบรรยากาศเสียหน่อยก็ไม่เลวเหมือนกัน
“ข้าเอาชุดนี้แหละวันงานพวกเ้าก็มาแต่งตัวให้ข้าก็แล้วกัน” การเลือกชุดวันนี้เป็ไปได้ด้วยดีหวังว่าคงจะไม่ทำให้แม่ทัพใหญ่รู้สึกไม่ดีที่เขาแต่งตัวเด็กเกินไป
สุดท้ายแล้วเขาจะทำให้แม่ทัพใหญ่ลืมภาพที่น่าอายของเขาในวันนั้นได้หรือเปล่านะ