“หากทุกท่านเข้าใจกฎครบถ้วนโปรดก้าวขึ้นรถอย่างเป็ระเบียบถึงเวลาที่เราจะต้องออกเดินทางกันแล้วเด็กๆ”
สิ้นเสียงประกาศเหล่าผู้สมัครสอบต่างพากันก้าวขึ้นรถกันอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อลูคัสก้าวขึ้นมาก็พบว่าด้านในตัวรถดูหรูหราเป็อย่างมากพื้นทางเดินถูกปูด้วยพรมสีครามแสงสลัวจากโคมไฟสร้างบรรยากาศราวกับอยู่ใน่เวลากลางคืนโถงทางเดินกว้างพอที่จะให้คนเดินสวนกันไปมาได้สะดวก ซ้ายมือมีหน้าต่างบานเล็กเรียงรายไปจนสุดโถงทางเดินทำให้มองเห็นวิวด้านนอกได้ส่วนด้านขวามือจะเป็ห้องพักสำหรับผู้โดยสาร
"หกสิบแปด หกสิบเก้า เจอซะทีห้องเบอร์เจ็ดสิบ" ฟุสถอนหายใจ
เป็เพราะฟุสตัวใหญ่ทำให้พวกเขาทั้งสองต้องเดินฝ่าเหล่าผู้สมัครสอบหลายคนกว่าจะแทรกตัวมาจนถึงห้องนี้ได้
หน้าห้องมีประตูไม้บานเลื่อนประกบปิดสนิทอยู่
เมื่อทำการแง้มเข้าไปภาพที่เห็นก็ทำให้ทั้งสองต้องชะงักภายในห้องกว้างสามเมตรมีโซฟาสีแดงยาวอยู่สองฝั่งหันหน้าเข้าหากัน ฝั่งด้านขวามีเด็กสาวสองคนประจำที่อยู่ก่อนแล้ว
สาวแว่นหนึ่งในนั้นได้เอ่ยปากทักทายพวกเขา
"เชิญเลยค่ะท่านทั้งสอง" โดยที่สาวอีกคนส่งสายตาไปที่ฟุสอย่างไม่ไว้วางใจ
"หมอนี่เป็ผู้เข้าสอบเหมือนกันอายุสิบสี่น่ะ" ลูคัสพูด
"หาสะสิบสี่" สองสาวอุทานอย่างตะกุกตะกัก
แม้แต่สาวมาดนิ่งที่เงียบอยู่ตอนแรกยังมิอาจเก็บซ่อนอาการตกตะลึงเอาไว้ได้
ลูคัสแทบละสายตาจากสาวมาดนิ่งคนนี้ไม่ได้เลย สาวร่างเล็กในชุดมิโกะเธอมีผมยาวสีดำมาพร้อมกับใบหน้าที่ดูสวยแต่รู้สึกถึงความเ็า
"อะแฮ่ม นั่งลงก่อนแล้วมาค่อยๆคุยกันดีกว่าไหม" ฟุสกล่าวตัดบทขึ้นเมื่อเห็นลูคัสจ้องเด็กสาวตาไม่กะพริบ
ในระหว่างที่สองหนุ่มกำลังจะเข้าไปนั้น
"หลีกทาง" เสียงเบาๆส่งมาจากด้านหลังทำให้สองคนเปิดทางให้โดยอัตโนมัติ
ผู้มาใหม่เริ่มกวาดสายตาไปรอบๆก่อนเลือกนั่งฝั่งตรงข้ามกับเด็กสาวสองคนโดยไม่พูดอะไร
เขาเป็เด็กหนุ่มผมหยักศกตาชั้นเดียวตามแบบฉบับคนเอเชีย
ลูคัสแอบยิ้มเล็กน้อยเด็กชายผู้มาใหม่มีใบหน้าไม่ต่างจากเขามากนักความจริงเด็กหนุ่มคนนี้มาถึงด้านหลังคนทั้งสองสักพักแล้วกระทั่งรู้สึกว่ายืนรอนานเกินไปหน่อยเลยต้องเอ่ยขอทางจากอีกฝ่าย แต่ทักษะการสื่อสารของเขาช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดินทำให้คำพูดคำจาเหมือนกับคนเอาแต่ใจ
ฟุสหรี่ตาพลางพยักหน้าไปทางสาวๆ ร่างบางในชุดมิโกะเกือบจะหลุดขำอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทีตลกของเด็กชายตัวโต
ฟุสควงแขนลูคัสมานั่งฝั่งเดียวกับเด็กชายผู้มาใหม่ ในที่สุดรถจักรไอน้ำก็แล่นออกจากชานชาลา
"เอาล่ะพ่อหนุ่มผมหยักนายชื่ออะไร" ฟุสถาม
"เฉิน" เด็กหนุ่มผมหยักศกตอบกลับโดยไม่แสดงสีหน้าอะไร
ความเงียบเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง...
"เอาล่ะ ข้าน้อยฟุส ฟรานเชสเตอร์ ผู้หล่อเหลา..."
"หยุด" ลูคัสแทรกขึ้นอย่างทันท่วงที
"ผมลูคัส เรน หมอนี่ฟุส ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ"
"ดิฉันปาร์ค อึนจู และเธอคนนี้...มีชื่อว่า อากิโกะ" สาวแว่นลุกขึ้นแนะนำตัวอย่างสุภาพ
หลังจากที่ผ่านการสนทนากันในเบื้องต้นลูคัสก็พอจะสังเกตนิสัยใจคอแต่ละคนได้สาวแว่นอึนจูดูเป็คนเรียบร้อย
อากิโกะเป็คนพูดน้อย ส่วนเฉินเป็คนพูดไม่เก่งเลยแต่ความจริงแล้วเป็คนที่ดูนิสัยดีคนนึงลูคัสจึงพยายามพูดคุยกับเฉินเป็พิเศษ
“ลูคัสตาสีฟ้าของคุณสวยจังเหมือนพ่อหรือแม่เหรอ”ปาร์คอึนจูถามด้วยรอยยิ้ม
“ผมเป็เด็กกำพร้าน่ะไม่รู้เหมือนกันว่าได้สีตาจากใครมา”ลูคัสตอบอย่างเขินๆเธอเป็คนที่สามนอกจากอาเธอร์และเมซ่าที่ชมว่าตาสีฟ้าของเขาสวย
อึนจูสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนขอโทษเป็พัลวันเธอไม่รู้มาก่อนว่าเด็กชายตรงหน้าเป็กำพร้า
"เอาล่ะเฉิน ตอนนี้นายรู้สึกยังไงเหรอ" ลูคัสถามเด็กผู้ชายผมหยักศก
"หิว" เฉินตอบสั้นๆ
พรึด! ในที่สุดอากิโกะก็หลุดขำออกมา
ฟุสจึงหันไปกดกระดิ่งสำหรับเรียกพนักงานประจำรถผ่านไปไม่นานอาหารหลากหลายถูกนำมาวางเรียงไว้แต่ละจานส่งกลิ่นหอมน่าทานเป็อย่างมากก่อนออกไปพนักงานได้แจ้งว่าอาหารเหล่านี้ทางสถานศึกษาเป็ผู้ดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด
"นี่เรียกว่าสเต๊ก ส่วนนี่สปาเกตตีกุ้ง" อึนจูเริ่มแนะนำเมื่อรู้ว่าลูคัสไม่เคยกินอาหารเหล่านี้มาก่อน
"นี่เรียกว่าซาลาเปา" แม้แต่เฉินเองก็แนะนำออกมาเช่นกัน
ทุกคนรับประทานอาหารพร้อมกับเล่าประสบการณ์วัยเด็กกันอย่างสนุกสนานหลังจากฟังทุกคนลูคัสเล่าเพียงสั้นๆว่าเขาเป็เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่ถูกคุณตาชาวนารับเลี้ยงไว้โชคดีที่เหล่าเพื่อนใหม่ไม่รู้สึกรังเกียจปูมหลังของลูคัสเขาจึงเลือกปล่อยตัวตามธรรมชาติก่อนที่บรรยากาศจะกลับมาสนุกอีกครั้ง
ปิ๊งป่อง!"ประกาศขณะนี้เรากำลังมุ่งตรงสู่สถานศึกษาอีเดนใช้เวลาเดินทางรวมทั้งสิ้นสิบชั่วโมงขอให้ครั้งนี้เป็การเดินทางที่แสนวิเศษค่ะ" สิ้นเสียงประกาศ
หลังคารถจักรที่ทึบเริ่มโปร่งใสท้องฟ้ายามค่ำคืนเต็มไปด้วยหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับปรากฏสู่สายตาของทุกคน
"หลบ หลบ" ฟุสที่หายไปจากห้องวิ่งกลับมานั่งประจำที่อีกครั้งพร้อมโยนขาหมูเข้าปาก
"สหายข้าน้อยไปสืบมาแล้วรถคันนี้มีห้องอยู่สองร้อยกว่าห้อง" ฟุสกล่าวขณะอาหารยังเต็มปาก
ทุกคนล้วนส่ายหน้าให้กับพฤติกรรมของเด็กโข่งคนนี้
"เราว่าเวลานี้ทุกคนควรจะพูดคุยกันเื่เนื้อหาของการสอบจะดีกว่านะ" ในที่สุดอากิโกะผู้นิ่งเงียบมาตลอดก็ยอมเปิดปาก
"เดาไปก็เท่านั้น" เฉินเปิดปากด้วยอีกคน
"ดิฉันเห็นด้วยกับท่านเฉินการสอบของสถานศึกษาอีเดนไม่น่าจะเดาทางได้ง่ายนัก"
อึนจูตอนนี้รวบผมเป็หางม้าเส้นผมสีบลอนด์ทองตัดกับกระโปรงขาวลายลูกไม้ช่วยเสริมให้เธอดูเหมือนสาวน้อยผู้อ่อนโยน
“ตอนรายงานตัวที่ห้องตั๋วทำไมเขาต้องถามด้วยว่าเราเคยบ่มเพาะพลังมาหรือเปล่า”ลูคัสถามออกด้วยความสงสัย
“เก็บข้อมูลธรรมดาล่ะมั้ง”อากิโกะตอบ
“เฉินนายเคยบ่มเพาะพลังไหม”ลูคัสลองถามดู
“เคยฝึกต่อสู้บ้างแต่พึ่งััปราณได้ไม่นานเลยยังไม่ได้เริ่มบ่มเพาะ”เฉินตอบออกมา
แต่จากที่สอบถามสมาชิกในห้องนี้ยังไม่เคยมีใครเคยบ่มเพาะพลังสักคนแต่ทุกคนทำราวกับว่าพวกเขารู้จักวิธีการของมันดีอยู่แล้ว
“ไม่เป็ไรที่โรงเรียนคงมีสอน”
เด็กชายพูดปลอบใจตัวเองเขาไม่อยากถามอะไรโง่ๆออกไปชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น ตนไม่อยากดูเป็ขยะในสายตาคนอื่นอีกแล้วจากนั้นทุกคนก็คุยเื่ศิลปะการต่อสู้กันไม่แปลกใจเลยเด็กทุกคนในนี้เคยร่ำเรียนการต่อสู้มากันหมด
“ข้าเคยไปเข้าคอร์สเรียนกับอาจารย์ในโรงฝึกด้วยนะ”ฟุส กำลังเล่าการเรียนขวานของตนออกมาเป็ฉากๆ
เมื่อนึกถึงตัวเองก็พบว่านี่คือความแตกต่างเื่ฐานะแค่ได้เรียนอ่านเขียนและประวัติศาสตร์ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหมู่บ้านมิลล์ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว
มีบางครั้งที่มีนักสู้พเนจรผ่านมากลุ่มเด็กๆก็จะไปขอให้คนเ่าั้สอนต่อสู้บ้างเล็กน้อยตนที่แอบดูอยู่ไกลๆก็ได้แต่จำท่าแล้วไปฝึกเอาตอนกลางคืน
"เอาล่ะถือว่าทุกในห้องนี้คนลงเรือลำเดียวกันแล้ว" ฟุสปรับน้ำเสียงให้เบาลง
"จะพูดสิ่งที่รู้แล้วกันเมื่อสอบเข้าสถานศึกษาไปแล้วทุกคนจะต้องเลือกหมู่ตึก..."
"ภายในสถานศึกษาจะมีทั้งหมดสี่หมู่ตึกด้วยกันนั่นก็คือ หมู่ตึกเหมันต์ คิมหันต์วสันต์และวัสสานะ... "
ฟุสอธิบายอย่างรวดเร็ว
หลังจากผ่านไปราวสามชั่วโมงบรรยากาศครึกครื้นโดยรอบเริ่มลดลงแทนที่ด้วยความเงียบสงัดคนส่วนใหญ่เริ่มพักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้เจอกับการสอบในวันรุ่งขึ้น
ตู้มมมคึก คึก คึก... รถจักรไอน้ำปะทะกับบางสิ่งทำให้รถหยุดเคลื่อนที่
"เกิดอะไรขึ้น" ลูคัสเป็คนแรกที่ตื่นตัวเขาเปิดประตูออกไปเพื่อชะโงกดูด้านนอก
โคมไฟบางดวงดับลงกระจกแตกร้าวสิ่งของกระจัดกระจาย
"กรี๊ดดด" "ช่วยด้วย" "ปีศาจ" "อ๊ากกก" เสียงกรีดร้องฟังไม่ได้ศัพท์ดังระงมไปทั่วโถงทางเดิน
ณ โถงทางเดิน
ภาพที่ลูคัสกำลังเห็นทำเอาตนหน้าซีดเผือด เด็กชายคนหนึ่งในสภาพขาฉีกขาดโลหิตจากาแไหลนองเต็มพื้น
"ช่วย...ผม...ด้วย"
อึนจูเป็คนแรกที่แทรกตัวออกไปหาเด็กชายคนนั้นแสงสว่างสีขาวปรากฏขึ้นที่มือของเธอขณะจับเบาๆ ที่าแ
เด็กสาวยกหลังมือขึ้นปาดเม็ดเหงื่อที่ผุดพราวทั่วเนินหน้าผากกว้าง
"ขอโทษจริงๆ ฉันทำได้แค่ห้ามเื"
"ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อย" อากิโกะเอ่ยปากถาม
"มันเกิดขึ้นเร็วมาก จู่ๆ รถก็หยุดเมื่อผมและคนอื่นออกไปดูก็เจอกับพวกมัน..."เด็กชายเล่าด้วยอาการหวาดผวา
"พวกมันคืออะไร" อากิโกะขมวดคิ้ว
"สัตว์ประหลาดสีดำตัวใหญ่...พวกมันเร็วมากพริบตาเดียวพวกเขาถูกมันกิน"
ขณะที่ทุกคนกำลังช่วยกันสอบถามเด็กผู้เคราะห์ร้ายโลกของลูคัสกำลังหยุดหมุนหลังจากได้เห็นเืจากร่างกายของอีกฝ่ายสมองก็สั่งการให้ตัวเองหนีเพียงอย่างเดียวขณะที่สติกำลังกระจัดกระจายนั้นมีมือหนึ่งมาแตะที่ไหล่ขวา
“เพื่อนไม่ต้องกลัว...เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”เป็ฟุสเขากล่าวออกมาด้วยสีหน้ามุ่งมั่นแต่แววตากำลังบ่งบอกว่าตนก็กำลังกลัวเช่นกัน
ขณะที่เด็กสาวทั้งสองกำลังสอบถามข้อมูลจากเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายอยู่นั้น
มีกรงเล็บสีดำโผล่จากความมืด
"อ๊าก ช่วยด้วย" กรงเล็บแทงทะลุขาขวาของเด็กชาย
ก่อนร่างของเขาจะถูกลากไปด้านหลังอย่างรวดเร็วในขณะที่เล็บมือยังคงตะกุยพื้นพรมที่ชุ่มไปด้วยเื
เสี้ยววินาทีสมาชิกห้องเบอร์เจ็ดสิบทะยานร่างออกตามไปยังทิศทางนั้นทันทีลูคัสเป็คนพยายามจะคว้ามือที่ยื่นขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายแต่สายไปเสียแล้ว
กร๊อบ! เสียงเหมือนของแข็งถูกบดละเอียดศีรษะเด็กคนนั้นหายไปครึ่งซีกเป็ภาพที่น่าสยดสยองอย่างมาก
"ก๊าซ" เ้าตัวนั้นปล่อยเศษชิ้นเนื้อออกจากปากพร้อมส่งเสียงประกาศศักดา
ตัวอะไรบางอย่างที่ดูน่าเกลียดขนาดร่างมันโตเท่ากับลูกวัวิัดำมะเมื่อมหัวโล้นไร้หูและลูกั์ตา ฟันเหลืองราวกับใบเลื่อย มีลิ้นที่ยาวพ้นออกมานอกปากลักษณะทางกายภาพของเ้าตัวนั้นคล้ายมนุษย์ผิดตรงที่มันก้มลงเดินสี่ขากรงเล็บทั้งสี่ช่างดูอันตรายอย่างถึงที่สุด น้ำลายที่ไหลย้อยตลอดเวลาส่งกลิ่นเหม็นเน่าน่าสะอิดสะเอียน
ขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงกับภาพที่เห็น
“ฮ่า!”เสียงคำรามด้วยความฮึกเหิมปลุกทุกคนให้ตื่นจากภวังค์ ชายพูดน้อยที่สุดกำลังลงมือแล้ว
เฉินวิ่งตรงเข้าใส่ร่างนั้นพร้อมมีดสั้นในมือ
เมื่อประชิดเ้าสิ่งนั้นได้เขาชูมีดเสือกแทงเสยคางของตัวประหลาดสวบ! สวบ! สวบ! เด็กชายผมยักศกไม่ยอมหยุดเขายังคงกระหน่ำแทงมันอยู่อย่างนั้นทำให้โลหิตสีดำของมันสาดกระเซ็นไปทั่วโถงทางเดิน
“ก๊าซซซซ”เสียงร้องด้วยความเ็ปดังขึ้น
ในสายตาของทุกคนแผ่นหลังของเฉินขณะนี้ดูกว้างใหญ่ความกล้าหาญของอีกฝ่ายทำให้เืในกายของลูคัสรู้สึกเดือดพล่านขึ้นมา
“หากมัวขี้ขลาดแบบนี้จะเป็ผู้ฝึกตนได้อย่างไรอาเธอร์ที่กำลังเฝ้ามองอยู่บน์จะต้องผิดหวังในตัวเขาเป็แน่”
เมื่อคิดแบบนี้ทำให้สติของลูคัสก็กลับมาหมัดทั้งสองเริ่มกำแน่นก่อนพุ่งตัวออกไปเด็กชายสไลด์ตัวเพื่อเตะตัดขาทำให้เ้าสิ่งนั้นเสียหลักเซถลาทันที
ฟุสเองก็สปริงตัวขึ้นกลางอากาศ
"ย๊าก" เสียงะโเรียกขวัญดังจากปากเขาพร้อมขวานใหญ่สีแดงปรากฏขึ้นในมือขวาก่อนจะสับลงกลางตัวของสัตว์ประหลาด
เหมือนนานแต่ความจริงพึ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจสัตว์ประหลาดสิ้นชีพโดยไม่มีโอกาสได้ขัดขืน
"เฉินนั่นตัวอะไร" อากิโกะเป็ฝ่ายถามออกมา
"อีทเตอร์" เฉินตอบสั้นๆ
ผ่านไปสองชั่วโมง
กลางป่าใหญ่พระจันทร์ลอยเด่นมีคนหลายร้อยยืนกระจายกันเป็กลุ่มหลังจากที่ทุกคนฝ่าฝูงอีทเตอร์ออกมาจากรถจักรได้พวกเขาก็ได้เจอกับเหล่านักเรียนคนอื่นทุกคนจึงพากันรวมกลุ่มกันมาอยู่ณ จุดนี้
"ก๊าซ" เสียงคำรามสูงต่ำของอีทเตอร์ดังแว่วเข้าสู่โสตประสาทเป็ระยะ
"สรุปว่าเราถูกโจมตีอย่างนั้นเหรอ" "แม่จ๋าช่วยด้วย""ผมยังไม่อยากตาย" เสียงโอดครวญหลากหลายดังออกจากปากของฝูงชน
"มีใครพบบุคลากรของสถานศึกษาบ้างมีประกาศเพิ่มอะไรหรือเปล่า" อึนจูพยายามรวบรวมข้อมูลอย่างสุดความสามารถ
"ได้เื่ไหมอึนจู" อากิโกะถามออกไป
"รู้แต่ว่ามีรถจักรคันหน้าจอดเสียขวางทางอยู่ทำให้รถจักรของเราไปต่อไม่ได้"
อากิโกะขมวดคิ้วพร้อมพูดออกว่า "จากการคาดเดาจุดที่เราอยู่คงเป็ป่ามรณะไม่ผิดแน่"
"อะไรคือป่ามรณะ" ลูคัสถามขึ้นมาอย่างสงสัยหลังจากสู้กับอีทเตอร์มาหลายตัวเด็กชายก็เริ่มจะมั่นใจในพลังตนเองมากขึ้นเขารู้สึกได้ว่ายิ่งต่อสู้ร่างกายก็ราวกับเครื่องจักรที่ขยับเองเมื่อเจอกับศัตรู
"ในดินแดนทางตอนเหนือส่วนใหญ่เป็พื้นที่อาศัยของมนุษย์...แต่ไม่ใช่ทั้งหมด" อึนจูอธิบายอย่างใจเย็น
"เราควรทำยังไงต่อดี" ฟุสถามด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม
"บุกทะลวงไป" เฉินตอบพร้อมกระชับมีดสั้นที่เอว
“ถ้าตามรางรถต่อไปน่าจะเจอกับหมู่บ้านโรสเราสมควรไปที่นั่น" อึนจูสรุป
อึนจูจึงก้าวออกมาด้านหน้าแล้วะโออกไป
"ทุกท่านพวกเราตัดสินใจจะมุ่งหน้าไปหมู่บ้านโรสมีใครอยากไปกับเราหรือไม่"
.