รถม้าสกุลซือเดินทางออกจากจวนสกุลเสิ่นไปเมื่อยามเซิน (15.00) โดยสองครอบครัวได้ตกลงกันเกี่ยวกับเื่งานมงคลและมันจบลงด้วยดี
เสิ่นซัวหยางยังคงมองตามรถม้าคันนั้นไป เื่งานมงคลเป็เื่ที่เลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่ในความเสียใจที่ต้องแต่งงานยังไม่เท่าความเสียใจที่น้องสาวต่างมารดามาพูดใส่ร้ายสตรีที่เขารักกลางวงสำรับกลางวันว่า ‘พี่บุญธรรมเย่วซินเปิดเผยนิสัยที่แท้จริงออกมาแล้ว ก่อนนั้นนางแสร้งทำเป็เรียบร้อยอ่อนหวานเพราะนางมั่นใจว่านางต้องได้เป็ฮูหยินของพี่ซัวหยาง แต่ความหวังของนางคงล่มเพราะยามนี้พี่กำลังจะมีงานมงคล พี่เย่วซินจึงประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าพี่ใหญ่รักนาง แม้จะมีงานมงคลก็มิสนใจ น่าสงสารพี่สะใภ้ยิ่งนัก’ คำพูดของน้องรองวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำๆ บวกกับกิริยาวาจาไร้ยางอายในสวนเมื่อก่อนหน้า ทำให้เสิ่นซัวหยางถึงกับเคร่งเครียด “เพราะข้ามีแค่นางไม่มีสตรีอื่น นางจึงไม่แสดงธาตุแท้งั้นรึ?” จะอย่างไรเขาก็ยังไม่แน่ใจเสียทีเดียวว่าเย่วซินเป็สตรีน่าชัง จวบจนเดินไปถึงเรือนหลังเล็กท้ายจวน เรือนของเย่วซิน
“คุณหนูเ้าคะ คุณชายมาจริงๆ เ้าค่ะ” เสี่ยวเม่าเดินอ้อมเรือนไปบอกคุณหนูของนางตรงหน้าต่าง หลังจากที่นางเห็นอีกฝ่ายนั่งจับชุดคลุมและทำท่าคิดไม่ตกอยู่เช่นนั้นร่วมหนึ่งเค่อ (15 นาที)
เย่วซินพยักหน้ารับ พร้อมกับถอนหายใจยาวๆ นางเดินอย่างแ่เบาไปเปิดประตูห้องนอนของตนเองให้อ้าเอาไว้ เสื้อคลุมสีขาวถูกปลดลงจนเหลือเพียงเอี๊ยมแนบเนื้อยาวจรดหัวเข่า ตากลมมองกระจกเงารั้งรอให้ร่างแกร่งเดินเข้ามาอยู่ในสายตา และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินเข้ามาถึงชานเรือน จึงแสร้งรวบผมขึ้นสูงเผยลำคอเนียนระหง ให้บุรุษในดวงใจได้เห็น!!!
“เย่ว ซะ”
“อุ๊ย พี่ซัวหยาง” ความอายจนผิวแก้มแดงจัดคือเื่จริง แต่ความไม่ตั้งใจที่จะให้บุรุษมาเห็นนั้นคือสิ่งล่อลวง นางรีบยกมือขึ้นปกปิดเนินอกอวบอิ่มแล้วก้มหน้าลง แม้อยากจะร้องไห้เพียงใด นางก็มิอาจกระทำได้ นอกจากร้องขอ “พี่ซัวหยางเห็นใช่หรือไม่เ้าคะ”
พรึ่บ!! เ้าของนามรีบหันหลังกลับในทันที ผิวขาวเนียนไร้ที่ตินั้นยังติดตรึงอยู่ในสำนึก ปากอยากจะโป้ปดว่าไม่เห็นก็ดูคล้ายจะเป็เื่ยาก แต่ถ้าหากตอบว่าเห็น นั่นหมายถึงเขาต้องรับผิดชอบนาง “พี่เห็น” แม้จะยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงมานั่งแก้ผ้าอยู่ตรงนี้ทั้งที่มิใช่เวลา หรือว่า?
“ข้าจะไปบอกท่านพ่อ ให้จัดการเื่ของเรานะเ้าคะ”
“…”
เย่วซินให้กำลังใจตนเองและกล่าวพร้อมน้ำตาไหลริน “พี่ซัวหยางกับข้ารักกัน เช่นนั้นพี่ควรรับเย่วซินเป็ฮูหยินก่อนคุณหนูซือ” ม่านน้ำตาบดบังแผ่นหลังแกร่งของบุรุษที่ยังคงไม่กล่าวคำใดออกมา หากพี่ซัวหยางฉลาดลึกล้ำ เขาต้องรู้ว่านี่คือแผนที่จะจับเขาเข้าหอกับนางก่อนงานมงคลขระหว่างซือหลิวเยี่ยนและเขาจะมาถึง มือบางกระชับชุดคลุมขึ้นสวมทับร่างงามของตนเอาไว้ 'หัวใจของนางยังคงทนรับความเ็ปได้มากกว่านี้’ เท้าเล็กบอบบางเดินตรงเข้าไปสวมกอดบุรุษที่ยังคงยืนหันหลังคล้ายลังเล แก้มอิ่มที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาแนบลงบนหลังแกร่ง “ข้ารักพี่มาก แม้พี่จะต้องสมรสแต่ได้โปรดรับข้าไว้ก่อนที่ท่านจะเข้าหอ”
พรึ่บ!!!
ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากของคุณชายสกุลเสิ่นนอกจากภาพแผ่นหลังแกร่งนั้นเดินทิ้งห่างออกไปจากเรือนเล็กเรื่อยๆ เย่วซินปิดประตูห้องของตนเองแล้วเดินกลับไปนั่งอยู่หน้ากระจกเงา ภาพหญิงสาวกลั้นสะอื้น ดวงตาบวมช้ำยังคงปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจน ‘ทุกเื่ที่ทำในวันนี้ ล้วนสวนทางกับนิสัยของนางอย่างสิ้นเชิง’ และทั้งหมดที่ทำ ล้วนทำเพื่อสกุลเสิ่น! “หัวใจข้ายังไหวอยู่ใช่หรือไม่นะ” นางปลอบตัวเองซ้ำๆ พร้อมกับปาดน้ำตาที่เอาแต่ไหลไม่หยุด
หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ในทุกๆ วัน ซือหลิวเยี่ยนมักจะเข้ามาพบปะพูดคุยกับว่าที่เ้าบ่าวของนางอยู่เป็ประจำ แม้จะมีเพียงนางที่มีความสุขอยู่เพียงฝ่ายเดียว แต่มันก็ดีมากแล้วที่เสิ่นซัวหยางยังคงตอบคำถามของนางทุกข้อ “ท่านพี่ซัวหยางชอบทานสิ่งใดเป็พิเศษเ้าคะ”
“ทานได้ทุกอย่าง” ‘ที่เย่วซินทำ’
ซือหลิวเยี่ยนหยิบกล่องใส่ขนมจากมือสาวใช้ขึ้นมาวางบนโต๊ะ ขนมชนิดนี้คือขนมเปี๊ยะที่นางสั่งให้แม่ครัวฝีมือดีที่สุดในจวนทำขึ้น “เช่นนั้นท่านพี่ลองทานขนมที่ข้าตั้งใจทำมาให้ท่านพี่สักชิ้นได้หรือไม่เ้าคะ”
เสิ่นซัวหยางพยักหน้ารับและใช้ตะเกียบคีบขนมชิ้นนั้นเข้าปากตามมารยาท “รสชาติดี” และคำตอบของเขาก็ยังคงเป็ไปตามมารยาทเหมือนเช่นเคย ตาคมเหม่อมองไปทั่วจวนสกุลเสิ่นที่มีบรรยากาศเย็นสบายต่างกับใจของเขาที่นับวันกลับยิ่งร้อนรุ่ม ภาพจำของเย่วซินในชุดเอี๊ยมยังคงติดตรึงใจ ไหนจะเื่คำขออันไร้ยางอายและผิดประเพณีนั้นอีก ‘เย่วซินที่เขารู้จักมิใช่สตรีเช่นนี้’ นางมิเคยร้องขอและพูดจาไร้ยางอาย นางมีกิริยาน่าทะนุถนอมมิใช่กล้าเปิดเผยเนื้อตัว แม้เื่ที่เขาอยากได้นางคือเื่จริงแต่นางก็มิควรขอให้เขารับตัวนางเป็ฮูหยินรองก่อนวันสมรสพระราชทาน มีบางอย่างไม่ถูกต้อง!! และมันคือสิ่งที่กวนใจเขามาโดยตลอด ความเงียบกลางศาลากว้าง มีเสิ่นซัวหยางนั่งนิ่งมองบ่อน้ำ ชั่วขณะหนึ่งเขานึกไปถึงคำพูดของเสิ่นฮุ่ยเหมยที่ว่าเย่วซินกำลังเผยธาตุแท้ ‘และเขาคิดว่ามันไม่จริง’ แต่ก็ยังหาเหตุผลของการกระทำนั้นมาหักล้างข้อกล่าวหาไม่ได้
ในขณะที่ด้านของคุณหนูสกุลซือกลับครุ่นคิดไปถึงสตรีนามว่าเย่วซินและวันเข้าหอของตนเองที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วัน การสมรสเข้าสกุลเสิ่นคือเื่ปกติที่ฝ่ายหญิงต้องแต่งเข้าจวนของฝ่ายชาย ‘แต่ที่ไม่ปกติคือการเข้าหอของนาง!’ ซือหลิวเยี่ยนมองผ่านออกไปนอกศาลา สายตามองเห็นสตรีผู้งดงามคนเดิม เย่วซินกำลังเดินมาทางนี้!!