บทที่ 18 าาเซียนขั้นแปด
หลิวชิงค่อยๆ ลดกายลอยลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวลจนหยุดอยู่เบื้องหน้าของเย่กู่อี้ แววตาของเขาดูเปลี่ยนไปจากเดิมดูมีอำนาจและลุ่มลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “บัดนี้ตบะของข้าก้าวะโขึ้นมาอยู่ระดับาาเซียนขั้นแปดแล้ว...”
เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ “ทุกอย่างเป็ไปอย่างที่เ้าคาดเดาไว้มาโดยตลอด... คืนนี้ข้าต้องขอบคุณเ้าจริงๆ หากเ้าไม่ยอมปล่อยให้ข้าได้ทำตามใจปรารถนา ข้าก็คงไม่มีวันบรรลุถึงขั้นนี้ได้รวดเร็วเพียงนี้”
"าาเซียนขั้นแปด!" เย่กู่อี้อุทานออกมาด้วยความใหน้าตาตื่น
นางไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน "ร่างกายของเ้ามันพิเศษอย่างไรกันแน่ ถึงได้ทะลวงจากาาเซียนขั้นหนึ่งมาถึงขั้นแปดได้ในเวลาสั้นๆ ปกติอย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรแรมปี ร่วมกับแช่น้ำดอกท้อ์ต้มระดับสูงเป็ตัวช่วยเพิ่มพลังปราณ และต่อให้จะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งช่วยส่งเสริม แต่ก็มิควรจะก้าวะโได้รุนแรงปานนี้มิใช่หรือ?"
หลิวชิงยกยิ้มบางๆ อย่างนึกขำในท่าทีตื่นตระหนกของนาง "ในเมื่อเ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามผู้ใดเล่า? ตัวเ้าดูจะมีความรู้เื่ตำราและเคล็ดวิชามากกว่าข้าเสียอีก หากแม้แต่เ้ายังมิรู้คำตอบ เห็นทีก็คงไม่มีใครในใต้หล้าล่วงรู้ความลับนี้แล้วล่ะ"
“เ้าช่างปากหวานเกินไปแล้ว” เย่กู่อี้เอ่ยพลางแสดงท่าทีเขินเล็กน้อย ก่อนที่นางจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นในทันที “หลิวชิง... การที่เ้าทะลวงระดับได้รวดเร็วปานนี้ มิเคยปรากฏมาก่อนในใต้หล้า ยามนี้ข้ายังหาข้อสรุปที่ชัดเจนมิได้ แต่ข้าคิดว่าเ้าควรจะกักตนฝึกฝนสักสามสี่เดือนเป็อย่างน้อย เพื่อมิให้ผู้ใดเกิดความสงสัยจะดีกว่า”
นางจ้องมองเขาด้วยแววตาเป็กังวล “หากเ้าเลื่อนระดับรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืนเช่นนี้ พี่ใหญ่และพี่รองของเ้าจะต้องคาดคั้นถามเอาความจริงจากเ้าเป็แน่ แล้วตอนนั้นเ้าจะบอกพวกเขาว่าอย่างไร?”
“อีกอย่าง หากใครรู้เข้าเขาอาจจะคิดไปได้ว่าเ้าแอบทำพันธสัญญากับเทพอสูรแปลงกาย แทนที่จะเป็การดูดซับตบะจากสัตว์ิญญาตามปกติ” เย่กู่อี้เอ่ยต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ถึงแม้เื่เทพอสูรแปลงกายจะเป็เพียงตำนานเล่าขานที่หาตัวตนยาก แต่หากมีมูลความจริงขึ้นมา ข้าเกรงว่าพวกเขาเ่าั้คงมิยอมปล่อยเ้าไปง่ายๆ เป็แน่... ข้าแค่เป็ห่วงเ้านะหลิวชิง”
“หากเ้ากังวลถึงเพียงนี้ ข้าจะทำตามที่เ้าบอก... ถือเสียว่าเป็การขอบคุณสำหรับเื่ในค่ำคืนนี้ก็แล้วกัน” หลิวชิงเอ่ยพร้อมกับส่งรอยยิ้มละมุนให้นาง “คืนนี้ข้ามีความสุขมากจริงๆ... ถ้าอย่างนั้นเราแยกกันตรงนี้เลยดีหรือไม่? ส่วนเื่กักตนฝึกฝน ข้าจะสั่งการให้เหล่าศิษย์ช่วยกระจายข่าวออกไปในรุ่งเช้าเอง”
เย่กู่อี้พยักหน้ารับคำอย่างแ่เบา ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อย “ข้าเองก็... มีความสุขเช่นกัน ขอบคุณเ้ามากที่ทำให้ข้าสุขสำราญได้ถึงเพียงนี้” นางเอ่ยออกมาอย่างเก้อเขินจนต้องหลบสายตาครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยอีกเื่ที่ค้างคาใจ
“มีอีกเื่ที่ข้าอยากจะบอก... แม้ข้าจะเพิ่งให้เ้าสัญญาไปว่าเื่คืนนี้จะมิเกิดขึ้นเป็ครั้งที่สอง แต่หากวันหน้าเ้าติดขัดจนมิอาจทะลวงขั้นต่อไปได้ด้วยตนเอง... เ้าจะผิดสัญญาข้อนั้นกับข้าก็ได้นะหลิวชิง เพียงแค่บอกข้า... ข้าจะช่วยเ้าหลอมรวมหยินหยางอีกครั้ง”
“แต่ต้องเป็หนทางสุดท้ายจริงๆ เท่านั้นนะ! ข้าไปล่ะ!” เย่กู่อี้เอ่ยทิ้งท้ายด้วยใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู นางรีบทะยานกายจากไปทันทีโดยมิเปิดโอกาสให้หลิวชิงได้เอ่ยทักท้วงหรือซักถามสิ่งใดต่อ
“เ้าช่วยข้าตอนนี้เลยได้หรือไม่เล่า!” หลิวชิงะโไล่หลังไปอย่างหยอกล้อพลางหัวเราะร่า ทว่าฉับพลันนั้น แรงกดดันมหาศาลอันหนักหน่วงจากตบะของเย่กู่อี้ก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างจัง แรงปะทะนั้นรุนแรงจนหลิวชิงถึงกับหน้ามืด แทบจะกระอักเืและทรุดกายลงกองกับพื้นดิน
ในขณะที่เขากำลังสำลักลมปราณอยู่นั้น นางก็หันใบหน้าที่ยังคงขึ้นสีระเรื่อกลับมาส่งยิ้มหวานให้เขาคราหนึ่ง เป็เชิงเตือนแต่เอ็นดู ก่อนที่ร่างของนางจะเลือนหายไปในความมืดมิดดุจประกายแสงของกวาง์
สองเดือนต่อมา
หลิวชิงก้าวเท้าออกจากถ้ำเซียนที่เป็พื้นที่กักตนลับส่วนตัวของเขา บัดนี้เขาออกเดินทางไกลนับแสนลี้มุ่งหน้าสู่เกาะ์ชำระล้าง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่หกเซียนผู้ยิ่งใหญ่ เคยไปเยือนและต้องพ่ายแพ้กลับมาอย่างหมดรูป
หลังจากกักตนฝึกฝนอย่างหนักหน่วงนานสองเดือน ในที่สุดหลิวชิงก็สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับ าาเซียนขั้นเก้าได้สำเร็จ
ทว่าเป้าหมายในการมุ่งหน้าสู่เกาะ์ชำระล้างของเขานั้น กลับมิใช่เพื่อ้าทดสอบฝีมือ หรือพิสูจน์ตนเองตามรอยเหล่าผู้กล้าในอดีตแต่อย่างใด และเขาไม่เคยแม้แต่จะคิดเื่การหลุดพ้นจากโลกใบนี้เพื่อก้าวไปสู่เส้นทางแห่ง์ เพราะสำหรับหลิวชิงแล้ว... การไขว่คว้าหาความเป็ะหรือดินแดนเทพเซียนนั้น กลับดูไร้ความหมายและว่างเปล่าสิ้นดีเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาปรารถนาอยู่ในใจ
ผู้คนต่างร่ำลือกันว่า หากใครสามารถฝ่าฟันขึ้นไปบนเส้นทางแห่ง์ได้สำเร็จ จะได้พบกับหนทางแห่งการหลุดพ้นที่แท้จริง และผู้ที่บรรลุธรรมนั้นจะกลับลงมาถ่ายทอดความลับแห่ง์ให้แก่ผู้คนบนโลกได้รับรู้
ทว่าจนถึงบัดนี้... กลับมิเคยมีผู้ใดที่ขึ้นไปแล้วได้กลับลงมาบอกกล่าวเื่ราวใดๆ เลยแม้แต่คนเดียว ทุกคนที่ย่างกรายขึ้นไปต่างหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงปริศนาว่าสิ่งที่พวกเขาพบเจอนั้นคือควา
มสุขอันเป็นิรันดร์ หรือเป็จุดจบที่มิอาจหวนคืนกันแน่
ในยามนี้หลิวชิงมีความสุขกับชีวิตที่เป็อยู่เป็อย่างมาก เขาเป็ผู้แข็งแกร่งที่มีทั้งเกียรติยศและบารมี ไม่ว่าจะเดินทางไปแห่งหนใดก็มีแต่ผู้คนคอยต้อนรับและนับถือ
ทว่าลึกๆ ในใจเขากลับคิดว่า หากบนนั้นมีสิ่งที่เขาปรารถนาหรือมีสิ่งที่ดีกว่าที่เป็อยู่จริง เขาก็พร้อมจะทุ่มเทพยายามจนถึงที่สุดเพื่อคว้ามันมา และจะมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่คิดหันหลังกลับมามองโลกเื้ัอีก
การเดินทางสู่เกาะ์ชำระล้างในครั้งนี้ จุดประสงค์หลักของเขามีเพียงอย่างเดียว คือการไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าสิ่งใดกันแน่ที่ทำให้หกเซียน ผู้เป็สหายของเขาต้องพ่ายแพ้กลับมาอย่างยับเยิน พลังอำนาจมหาศาลเพียงใดกันที่สามารถสยบผู้ที่มีตบะสูงส่งถึงระดับจักรพรรดิเซียนให้ต้องอัปยศกลับไปเช่นนั้น
ไม่กี่วันต่อมาหลิวชิงเดินทางมาถึงเบื้องหน้าของเกาะ์ชำระล้างในที่สุด ณ ที่แห่งนั้นมีประตูบานั์สูงเทียมฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ อีกเพียงไม่กี่วันประตูบานนี้ก็จะปิดตัวลง และหากพลาดโอกาสนี้ไปจะต้องรอคอยเวลาอีกถึงสิบปีเต็มกว่าประตูจะเปิดออกอีกครั้ง
นับั้แ่ประตูเบิก์เปิดให้เข้าทดสอบนอกจากเหล่าหกเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ก็มิมีผู้ใดกล้าหยั่งเชิงเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่อีกเลย บัดนี้หลิวชิงยืนเผชิญหน้ากับประตูั์เพียงลำพัง แค่เพียงได้ัักลิ่นอายที่แผ่ออกมา เขาก็รับรู้ได้ถึงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะพรรณนา เป็พลังที่แปลกประหลาด... เพราะมันมอบทั้งความรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้รับการปลอบประโลม แต่ก็แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่แทบจะสยบทุกสรรพสิ่งในเวลาเดียวกัน
“เ้าคือเซียนคนที่เจ็ดที่เหล่าเซียนทั้งหกต่างเอ่ยถึง...” เสียง์อันทรงอำนาจดังก้องกังวานออกมาจากความว่างเปล่า น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามจนะเืไปถึงิญญา “ตบะของเ้ายังต่ำกว่าพวกเขาทุกคนนัก เหตุใดเ้าจึงยังกล้ามาที่แห่งนี้ ทั้งที่รู้ดีว่ามิอาจผ่านการทดสอบไปได้?”
แรงกดดันจากน้ำเสียงนั้นหนักหน่วงมหาศาลจนเข่าของหลิวชิง แทบจะทรุดลงกระแทกพื้นดิน ทว่าเขากลับกัดฟันสู้ พยายามยืนหยัดรักษาศักดิ์ศรีของตนไว้ด้วยความอดทนอย่างถึงที่สุด ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ แม้ร่างกายจะสั่นเทาด้วยพลังที่เหนือกว่าระดับาาเซียนจะต้านทานไหว
"ตบะของข้าต่ำกว่าพวกเขา... เื่นั้นข้าย่อมรู้ดี" หลิวชิงเอ่ยตอบออกไปพลางกัดฟันต้านแรงกดดัน "ที่ข้ามาที่นี่ในวันนี้ ข้ามิได้้ามาเพื่อเข้ารับการทดสอบแต่อย่างใด"
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองความว่างเปล่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย "ข้าเพียงแค่อยากรู้... ว่าพลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใดกันแน่ ถึงทำให้พวกเขาทั้งหกต้องพ่ายแพ้กลับไป ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมวลมนุษย์แล้ว" หลิวชิงนึกถึงพี่ใหญ่และเหล่าสหายที่เกรียงไกร ซึ่งแต่ละคนล้วนมีตบะระดับจักรพรรดิเซียนขั้นเก้า แต่กลับต้องปราชัยให้แก่สถานที่แห่งนี้