ตอนที่ห้าสิบหก วิญญูชนไม่กล่าวถึงวิถีลี้ลับ2
หากเป็นชายชาตรีไม่ว่าใครก็มีเคยมีความฝันใฝ่เรื่องยุทธภพ
แต่เราจะพบว่ามันเป็นจริงไม่ได้ในโลกที่ไม่มีไสยศาสตร์หรือเวทย์คาถา
แต่การมาในโลกนี้ทำให้แนวคิดของผมส่งผลกระทบพอสมควร
แต่แน่นอนวิทยาศาสตร์คือวิธีการเพ่อแสวงหาความจริงไม่ใช่ความเชื่อในตัวมันเอง
เมื่อเจอกับข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนไปเราก้ต้องทำการทดลองและตั้งสมมติฐานขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้ความจริงยิ่งกว่าเดิม
จึงจะถือได้ว่าคนที่นับถือสมุดเล่มแดงที่เป็นคนที่คิดอะไรมีเหตุผลและแนวคิดที่ก้าวหน้าที่สุดบนโลกใบนี้
แม้นอนหลับตาอยู่เขาก็สามารถฝึกฝนได้
ตั๋งฮวงไม่ใช่แค่พยายาม
แสวงหาพลัง
แต่ที่แท้จริงแล้วคือการ
แสวงหาความเข้าใจ
เสียมากกว่า
ไม่ใช่ต้องการแค่สามารถชกกำแพงอิฐพังด้วยมือเปล่า
แต่คือการทำการทดลองว่าพลังปราณนั้นมีผลอย่างไรต่อร่างกายของตนเองและโลกแห่งวัตถุ
จากการทดลองพร้อมตั้งสมมติฐาน
และได้ตำราอ้างอิงจากหอเก็บเอกสารของราชวงศ์ฮั่น
ตั๋งฮวงรู้สึกว่าตนเองไม่ต่างจากท่านจักพรรดิพัลพาทีนในเรื่องสงครามอวกาศ
ที่หอเก็บเอกสารนั้นไม่ว่าตำราอะไรก็มีทั้งหมด
มีทั้งคัมภีร์พวกนอกรีตต่างๆเช่นตำราของพวกทรงเจ้าเข้าผีตำราที่เชื่อเรื่องการสืบพันธุ์กับสตรีเพิ่มพูนพลังธาตุ ตำราวิทยายุทธต่างๆ
ที่คนเฝ้าหอเอกสารไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อผม
หยิบยืมมาอ่าน
และได้ทำการคัดลอกตำราสำรองเอาไว้เป็นภาษาลงสมุดบันทึกของตนเองโดยเฉพาะหนึ่งชุด
และตำราที่คัดลอกด้วยมืออีกหนึ่งชุดตามต้นฉบับดั้งเดิม
เป็นเรื่องที่คนแดนไซฮกและคนที่ขี้เกียจไม่เข้าใจ
ว่าการคัดลอกตำรานั้นคือการทำให้เรามีสมาธิจดจำได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
อ่านทำความเข้าใจ มือจดตำรา ทำการทดลองพิสูจน์สมมติฐาน
นั่นคือวิถีทางที่แน่นอนเสมอมา
ว่าผมไม่ได้ทำตัวแบบพระเอกในนิยายที่ทำราวกับว่าพึ่งรู้ว่าตำราบทท้ายๆเคล็ดวิชาท้ายๆเขียนไว้ว่าอะไรโดยไม่รู้มาก่อนหรือนารุโตะที่ไม่รุ้แม้กระทั่งเรื่องธาตุคืออะไรด้วยซ้ำ
แต่เนื่องจากผมมาอยู่ในวิถีลี้ลับบที่ไม่เคยเจอมาก่อนผมเลยทำตามกฎข้อที่ศูนย์ของการทดลองวิทยาศาสตร์
ผู้ทำการทดลองต้องรักษาความปลอดภัยของตนเองเอาไว้ก่อน
ว่าก่อนจะระเบิดภูเขาเผากระท่อม
เราต้องอย่าตายหรือพิการเพราะพลังปราณของเราเองเสียก่อน
ดังนั้นตั๋งฮวงเลยฝึกตามแนวทางเส้าหลินของท่านกิมย้งแม้ในยุคนี้จะไม่มีวัดเส้าหลินก็ตามแต่ตำราของศาสนาพุทธก็มีเก็บไว้ในหอตำราตั้งแต่สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้แล้วจนราชวงศ์ฮั่นยึดครองราชวงศ์ฉินได้ก็ยังเก็บเรื่อยมาแม้จะไม่มีคนสนใจเท่าไรก็ตาม
แต่นิสัยเก็บและจดบันทึกคือนิสัยที่ประเสริฐของชาวแดนจงหยวนของเรา
และฝึกตามแนวมาตรฐานหยินหยางสมดุลเวลากลางวันเคลื่อนไหว ยามราตรีพักผ่อน
ยาวหิวกิน
ยามง่วงนอน
ฝึกวิชาเดินลมปราณแล้วง่วงไม่ฝืนฝึกต่อ
หลังจากไอเย็นของพลังปราณหยินลูบไล้ไปทั่วร่างกายสัมผัสได้ถึงการทำงานต่างของอวัยวะภายในของตนเอง
รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวและการทำงานต่างๆของร่างกายตนเองมากขึ้นอย่างสงบบนเตียงนอนของตนเอง
โลหิต กล้ามเนื้อ กระดูก
ทุกอย่างสัมพันธ์กัน
พวกหลวงจีนเสพโลหิตและนักพรตหลอมกระดูก
ที่เขียนตำราเอาไว้เกี่ยวกับการดื่มโลหิตและกัดกินกระดูกของมนุษย์เพื่อเพิ่มพลังของตนเองนั้นแม้จะมีเคล็ดวิชาต่างกันแต่มาจากรากฐานเดียวกันคือการพยายามเพิ่มขีดจำกัดของร่างกายของมนุษย์นั่นเอง
แต่พวกเขาได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนจนเหมือนตาบอดคลำช้าง
สร้างวิชาที่ออกไปในแนวทางนอกรีตแม้จะอยู่ในยุคสมัยที่การกินคนเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยุคนี้ก็ตาม