ยอดมารดาหัวใจทระนง

    ตอนที่ 36 : พิธีมงคลขับไล่สิ่งชั่วร้าย


     

    หลังจากหนิงเยี่ยนกลับไปแล้ว ลู่หานจางจึงกระโดดลงมาจากต้นไม้เดินไปยังกองขบวนทหาร แล้วหยิบเอาหนังหมาป่าขึ้นมา ของสิ่งนี้ผู้หญิงของเขาเป็นคนล่ามา ทำไมถึงมาถูกทิ้งอยู่ข้างนอกนี่ได้

     

    มองดูคนที่นอนอยู่บนพื้นเหมือนศพ ลู่หานจางก็ทำนิ้วเป็นตะขอ เกี่ยวไปที่ปากแล้วสูดลมเป่าเบา ๆ เสียงร้องเหมือนนกไนติงเกลก็ดังขึ้นมา

     

    ป่าในภูเขาที่เคยว่างเปล่ากลับปรากฏเงาร่างสองร่างขึ้นมา คนสองคนที่แต่งตัวเหมือนกันก้มหัว แล้วยกมือขึ้นมาคารวะ

     

    “นายท่าน”

     

    ลู่หานจางชี้ลงไปยังคนที่นอนอยู่บนพื้นเหมือนศพ แล้วออกคำสั่ง

     

    “เอาไอ้พวกกากเดนข้ารับใช้ของรัชสมัยที่แล้วพวกนี้ กลับเมืองหลวงไป”

     

    “พวกกากเดนของรัชสมัยที่แล้ว?”

     

    “ใช่!”

     

    ลู่หานจางตอบรับ เรื่องนี้สั่งให้ลูกน้องจัดการไปแล้วกัน เขาหมุนตัวแล้วเดินลงเขาไป

     

    “ที่เมืองหลวงผู้คนต่างพากันพูดว่า ท่านนายพลนั้นหมดสภาพไปแล้ว ร่างกายอ่อนแอเสียยิ่งกว่าผู้หญิง ตอนนี้ยังได้สังกัดในหน่วย*ทหารร้อยนาย เจ้าว่าท่านนายพลร่างกายมีปัญหาจริงไหม ข้าว่าข่าวลือนี้ถูกปล่อยออกมาเพราะท่านกำลังปฏิบัติภารกิจอะไรสักอย่าง...”

     

    *(หน่วยรวมทหารเก่ง ๆ)

     

    “อย่าไปสนใจอะไรมากมายเลยหน่า ครั้งนี้ได้รับคำสั่งให้ตามท่านนายพลออกมาจะต้องมีเจตนาบางอย่างแน่”

     

    “เจ้านี่นะ ชวนคุยหน่อยไม่ได้เลย”

     

    “พูดคุยอะไรของเจ้า รีบทำงานเร็วเข้า”

     

    “.....”

     

    ลู่หานจางที่กำลังกลับออกไปได้ยินเสียงเจ้าลูกน้องปากมากทั้งสองคนดังจ้อ

     

    “ใครว่าร่างกายของข้ามีปัญหากัน?”

     

    เสียงของลู่หานจางดังขึ้นมาจากด้านหลังของลูกน้องปากมากทั้งสอง

     

    การเคลื่อนไหวของชายทั้งสองช้าลง หันหัวกลับไปมองอย่างติดขัด พอเห็นชัดว่าเป็นลู่หานจางที่กลับมาพร้อมแววตาแค้นเคือง

     

    ในเวลาปกติท่านนายพลผู้นี้ก็จัดการกับลูกน้องอย่างเข้มงวดมาก งั้นครั้งนี้....

     

    “ข้าได้ยินมาจากจวนท่านนายพลขอรับ”

     

    “จวนข้า?”

     

    คิ้วของลู่หานจางขมวดขึ้น

     

    “ขอรับ เขาว่ากันว่าคุณนายจะจัดพิธีมงคลไล่สิ่งชั่วร้ายให้ท่านนายพลขอรับ”

     

    “ไร้สาระ”

     

    ลู่หานจางตบมือลงบนต้นไม้ข้างกาย จนต้นไม้สั่นสะเทือน ใบไม้ร่วงลงมา

     

    “พวกเจ้าจัดการเรื่องที่นี่ให้เรียบร้อยแล้วรีบกลับเมืองหลวง นำจี้หยกนี้ไปมอบให้ใต้เท้าฉี”

     

    “ขอรับ”

     

    เมื่อรับจี้หยกจากมือของลู่หานจาง ทั้งสองจึงจัดการกับ ‘ศพ’ บนพื้นต่อไป เอาเจ้าพวกที่นอนสลบเหมือนหมูตายมัดรวมกันไว้ หักแขนหักคาง นอกจากแรงจะเดินเองแล้วแรงจะขัดขืนต่อต้านนั้นแทบไม่มีเลย

     

    ลู่หานจางยังคงยืนอยู่ที่เดิม รอจนทั้งสองคนนั้นจัดการจนเสร็จจึงเอ่ยขึ้นว่า

     

    “เอาเงินของพวกเจ้าออกมา”

     

    “เงิน?”

     

    หนึ่งในลูกน้องที่รูปร่างเตี้ยส่งเสียงร้องออกมาเสียงสูงปรี๊ด ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยเข้าใจความต้องการของลู่หานจาง

     

    “หือ?”

     

    ลู่หานจางพยักหน้า

     

    “มีปัญหาหรือไง?”

     

    “มะ ไม่มี นี่ขอรับ!”

     

    คนร่างเตี้ยนำถุงเงินออกมาจากตัว แล้วส่งให้ลู่หานจางอย่างอาลัยอาวรณ์

     

    ลู่หานจางรับถุงเงินนั้นมาแล้วมองไปยังคนร่างสูง เจ้าของร่างสูงเองก็ไม่ได้ถามอะไร ส่งถุงเงินให้โดยจำนน ลู่หานจางรับถุงเงินแล้วกลับไป ครั้งนี้เขาไปจริง ๆ

     

    ผ่านไปได้ระยะหนึ่งแล้วยังไม่มีท่าทีกลับมา.. เมื่อมั่นใจได้แล้วว่าลู่หานจางจะไม่ย้อนกลับมาแล้ว เจ้าเตี้ยจึงถามเจ้าตัวสูงอย่างทำใจกล้า

     

    “น่ะ..นี่มันนายพลของพวกเราจริง ๆ งั้นเหรอ?”

     

    “งั้นเจ้าเป็นนายพลหรือไง”

     

    “.....”

     

    เจ้าของร่างเตี้ยหยุดพูด เจ้าสหายคนนี้มันไม่น่าสนใจเลยสักนิด

     

    เมื่อลู่หานจางกลับไปถึงลานบ้าน เพิ่งเปิดประตูเข้าไปในห้องก็พบว่าหนิงเยี่ยนนั่งอยู่ในห้องแล้ว เขาหยุดฝีเท้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรุดเดินเข้าไปในห้อง

     

    “เจ้ายังไม่พักผ่อนงั้นเหรอ?” ลู่หานจางเอ่ยถามขึ้น

     

    “ท่านเองก็ไม่ใช่ว่ายังไม่พักผ่อนงั้นเหรอ” หนิงเยี่ยนถามกลับ

     

    “มีอะไรหรือเปล่า”

     

    ลู่หานจางถาม

     

    หนิงเยี่ยนไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ หลังจากเธอกลับลงมาจากภูเขา เธอก็พบว่าบ้านเธอมันผิดแปลกไป เงียบสงัดกว่าปกติ อีกทั้งหน้าต่างห้องของลู่หานจางนั้นไม่ได้ปิดเอาไว้ เธอเปิดประตูห้องของลู่หานจางเข้าไป ก็พบว่าลู่หานจางหายไป ตอนนี้ลู่หานจางออกไปไหนมาไหนได้แล้วหรอ? หนิงเยี่ยนจึงเริ่มคิดมาก

     

    “มี เมื่อกี้ท่านออกไปไหนมา?” หนิงเยี่ยนถามขึ้น

     

    “ไปดูผู้หญิงสุดโหดปล้นมาน่ะสิ” ลู่หานจางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

     

    “ท่านว่าใครโหด นี่อยากตายหรือไง?”

     

    เธอผุดลุกยื่นมือไปกระชากคอเสื้อของลู่หานจาง แล้วดึงหน้าของเขาเข้ามาใกล้

     

    ทั้งสองคนสบสายตากัน เธอมองดวงตาที่เปล่งประกายของลู่หานจาง หนิงเยี่ยนจึงปล่อยมือออกอย่างท้อใจ เธอไม่เคยอึดอัดใจขนาดนี้มาก่อน ทั้งที่เธอรู้สึกชัดเจนว่าแผนการของเธอจะไม่มีข้อผิดพลาด แต่กลับกลายเป็นว่าตอนที่เธอปฏิบัติการดันมีคนติดสอยห้อยตามมาด้วย ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ แผนการทั้งหมดอยู่ในสายตาของเขาหมดแล้ว คิดขึ้นมาก็สั่นเพราะความกลัว

     

    แต่ที่สุดทนไปกว่านั้นคือ เธอไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิด ถ้าหากกลับมาแล้วไม่ได้ไปตรวจดูห้องของลู่หานจางตามความเคยชิน ไม่เห็นว่าหน้าต่างถูกเปิดอยู่ เธอคงไม่รู้ว่าตัวเองถูกสะกดรอยตาม

     

    “ไม่อยากตายจ้า เอ้า นี่ให้เจ้า” 

     

    ลู่หานจางโยนหนังหมาป่าที่หิ้วกลับมาด้วยให้หนิงเยี่ยน

     

    “เอาหนังหมาป่ากลับมาด้วยจะไม่เกิดเรื่องหรือไง?”

     

    หนิงเยี่ยนถามขึ้นด้วยความกังวล หนังหมาป่าเธอเองก็อยากได้ แต่เมื่อวานตอนกลางวัน คนกลุ่มนั้นเอาหนังหมาป่าที่ตากไว้บนต้นไม้ไปด้วย มันก็อยู่ในสายตาสาธารณชนทุกคนก็เห็น ถ้าตอนนี้ที่บ้านของเธอกลับมีหนังหมาป่าอีกผืน ข่าวที่หน่วยทหารนั้นถูกดักปล้นแพร่กระจายออกไป คนในหมู่บ้านต้องสงสัยเธอเอาแน่

     

    ยกเว้นจะเอาหนังหมาป่าผืนนี้ซ่อนไว้ในกล่องไม่ให้คนอื่นเห็น ถ้าแบบนั้น ที่เอากลับมาก็ไม่มีความหมายน่ะสิ หรือจะให้ใส่ออกไปเดินตอนกลางคืน? นี่มันจะน่าเศร้าเกินไปแล้วนะ

     

    “ไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกหน่า เจ้าวางใจเถอะ”

     

    เห็นสายตาที่มั่นใจของลู่หานจาง หนิงเยี่ยนจึงพยักหน้าตอบรับอย่างฝืนใจ เธอหาวออกมาหนึ่งที

     

    “งั้นข้านอนแล้ว ถ้าเกิดว่าแผลหายแล้ว ก็รีบไสหัวไป!”

     

    ว่าจบหนิงเยี่ยนก็เดินออกไปจากห้องของลู่หานจาง

     

    เมื่อหนิงเยี่ยนออกไป ความเงียบสงัดก็เข้ามาแทนที่ ลู่หานจางเอาถุงเงินออกมาจากร่างกาย ทั้งตั๋วเงินและเงิน รวมกันน่าจะมีประมาณร้อยกว่าตำลึง

     

    ร้อยกว่าตำลึง.....เงินเดือนของเขามีมากกว่านี้เสียอีก เดิมทีก็กะว่าจะเอาเงินนี้ให้หนิงเยี่ยน ให้เธอไปซื้อคนใช้สักสองคน แต่รู้สึกว่าไม่เหมาะเลย แต่ไม่เหมาะตรงไหนก็ยังคิดไม่ออก

    ...

     

    รุ่งเช้ามาเยือน ไก่ส่งเสียงขัน ดวงดาวก็หายลับไปจากท้องฟ้า

     

    หมู่บ้านที่เงียบสงบกลับมายุ่งวุ่นวายอีกครั้ง 2-3 วันมานี้ฝนไม่ตกลงมาเลย พวกผู้ชายในหมู่บ้านจึงต้องหาบถังไม้ไปตักน้ำมาจากแม่น้ำ การรดน้ำต้นไม้นั้นต้องรีบทำในยามเช้าหรือไม่ก็ยามบ่าย

     

    ส่วนหนิงเยี่ยนเองไม่มีที่ดิน รดแค่ต้นฝ้ายในแปลงผัก เธอจึงกลายเป็นพวกว่างงาน

     

    “มีสหายมาแต่แดนไกล มิควรยินดี….”

     

    “การทบทวนความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่….”

     

    เสียงอ่านหนังสือของเจ้าหนูโหย่วหยูดังไม่หยุดในยามเช้า หนิงเยี่ยนตบเอาโคลนออกจากเสื้อผ้า เธอเตรียมตัวเข้าเมือง จะไปดูหน่อยว่าในเมืองนั้นมีสำนักสอนที่เหมาะให้เจ้าหนูน้อยเริ่มเรียนไหม ที่ลู่ต้าเอ่ยปากบอกกับเธอนั้น เธอไม่สนใจแล้ว เธอไม่เชื่อหรอกว่าไอ้หนวดนี่จะสอนลูกเธอออกมาเป็นปัญญาชนได้

     

    หนิงเยี่ยนเปลี่ยนเสื้อผ้า พอเปิดประตูออกมา ก็พบว่าลู่หานจางยืนอยู่ที่ลานบ้าน

     

    “ท่านออกมาทำอะไรที่นี่?”

     

    “ข้าจะไปแล้ว”

     

    “อ้อ!”

     

    หนิงเยี่ยนตอบรับ เธอเดินอ้อมลู่หานจาง แล้วจึงเดินต่อออกไปด้านนอก

     

    ทำเฉยเมยขนาดนี้เลยเหรอ? ลู่หานจางจำได้ว่าทุกครั้งที่เพื่อนร่วมงานออกเดินทางหรือกลับมาบ้าน ที่หน้าประตูจะต้องมีผู้หญิงมาเรียงรายรอต้อนรับ

     

    ทะ..ทำไม....ทำไมเขาไม่มีเหมือนเพื่อนสักอย่างล่ะ

     

    “ช้าก่อน” ลู่หานจางเอ่ย

     

    “หือ?”

     

    หนิงเยี่ยนหยุดเดิน หันกลับไปมองลู่หานจาง เธอรู้สึกว่าวันนี้เขาแปลกไป

     

    “ถ้าเกิดว่ามีวันหนึ่งที่พ่อของเจ้าหนูโหย่วหยูรู้ว่าเขามีลูก เจ้าจะทำยังไง?”

     

    .................