“ขอพระราชทานอภัย กระหม่อม...กระหม่อม” หยางเสียคุกเข่าลงแทบพระบาทใหญ่ใช้ชายแขนเสื้อเช็ดคราบน้ำชาอย่างร้อนรน
องค์ชายฝานจิ้งชักพระบาทกลับ “ไม่ต้อง...ไปหาผ้ามาเช็ดพื้นก็พอ”
หญิงสาวก้มหน้าก่อนจะลุกออกไปหยิบผ้าจากห้องครัวขอบตาร้อนผ่าวเสียใจกับความไม่เอาไหนของตัวเอง งานเล็กน้อยยังไม่อาจทำให้ดีได้เสียแรงที่ทรงเมตตาให้รับใช้ใกล้ชิดถึงเพียงนี้ นางพยายามกลั้นน้ำตาไว้สุดกำลังต่อหน้าพระพักตร์จะร้องไห้เสียน้ำตาให้ทรงสงสัยไม่ได้เด็ดขาด
หยางเสียได้ผ้าผืนใหญ่มาแล้วก็รีบนั่งลงซับน้ำบนพื้นพร้อมกับเก็บเศษถ้วยที่แตกไปด้วย
“อ๊ะ...” หญิงสาวชักมือออกจากเศษกระเบื้องชิ้นหนึ่งกัดฟันไม่ร้องออกมา ก่อนจะใช้ผ้าในมือกดลงที่าแเพื่อซับเื
อาการสะดุ้งเมื่อครู่มีหรือจะพ้นสายพระเนตรไปได้องค์ชายฝานจิ้งจึงทรงฉวยมือบ่าวรับใช้ขึ้นเพื่อทอดพระเนตราแ
“ผลของการขาดสติ...” พระองค์ทรงดึงแขนคนที่นั่งอยู่ให้ลุกตามทรงหยิบผ้าซับพระพักตร์ผืนเล็กมากดลงที่แผลของเ้าคนใจลอยเป็กิจวัตรจนนิ่วหน้าไปขณะหนึ่ง
“ไปห้องยา...รอให้หายดี แล้วค่อยขึ้นมา”
ทรงสั่งพักงานนาง...หยางเสียพยักหน้ารับอย่างจำนน
“ถ้าพูดยากนักก็ไม่ต้องพูดก็ได้ไอ้คำพูดสละสลวยพวกนั้น”ทรงหมายความถึงาาศัพท์ที่อีกคนมักใช้ผิดใช้ถูกแม้ทรงดำรงพระยศเป็ถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง แต่ก็หาได้โปรดพิธีรีตองใดไม่ “ไม่ใช่วังหลวง”
เมื่อทรงปล่อยมือเล็กในอุ้งพระหัตถ์แล้ว เด็กรับใช้ผู้ภักดียังจะหวนกลับไปนั่งเก็บเศษถ้วยชาต่อ
“ไปห้องยา!” องค์ชายฝานจิ้งรับสั่งเด็ดขาด หยางเสียจำต้องปฏิบัติตามนางจึงลงไปไหว้วานหยาซื่อคนงานประจำครัวเล็กให้ขึ้นมาทำความสะอาดพื้นแทน
เพราะแผลที่มือยังไม่หายหยางเสียต้องพันผ้ากลางฝ่ามือหลายชั้นเลยหยิบจับทำอะไรได้ไม่ค่อยถนัดนักการฝึกด้านกำลังกายไม่ค่อยหามรุ่งหามค่ำอย่างเมื่อตอนสามเดือนแรกรองแม่ทัพอู๋เริ่มให้ฝึกยุทธวิธีการจู่โจมแบบกองกำลังการรุกและตั้งรับยามถูกซุ่มโจมตี ที่เน้นหนักคือเื่การร่วมรบแบบเป็กลุ่มหากเกิดาทหารในกองจะไม่เพียงรักษาชีวิตตัวเองหากต้องรักษาชีวิตเพื่อนทหารร่วมกองให้อยู่รอดได้มากที่สุดด้วย
ต้าเป่ยก็ยังเป็ต้าเป่ยคนเดิมเขามักมองผ่านหัวนางไป เมื่อปะหน้ากันจังๆ เขาก็ส่งสายตาถมึงทึงแสดงความไม่เป็มิตรมาให้นางอย่างชัดเจนทุกทีถ้าต้องร่วมรบในสนามรบจริงๆ คนที่เขาจะปล่อยให้ตายเป็คนแรก...เห็นจะเป็นางกระมัง
หยางเสียลูบผ้าซับพระพักตร์สีขาวเนื้อดีที่ถูกซักจนสะอาดหมดจดในมือ...สามวันแล้วที่นางไม่ได้ขึ้นไปยังห้องทรงพระอักษร
ข่าวจากวังหลวงส่งมาว่ารัชทายาทเทียนหลงกำลังประชวรหนนี้ ถึงกับหมดพระสติ ขณะที่องค์ชายฝานจิ้งเสด็จลงจากที่ประทับกำลังจะทรงม้าเพื่อรีบเข้าเฝ้าพระเชษฐาให้ทันก่อนค่ำ พระองค์ได้ทรงสังเกตเห็นบ่าวคนสนิทกำลังเดินก้มหน้างุดตัดลานกลางค่ายไป
“หยางเสีย!” แต่อีกคนก็ยังเดินหน้าต่อไป คล้ายไม่ได้ยิน
“เ้าหยางเสีย!” พระกระแสเสียงห้าวดังก้องลานค่าย
หยางเสียใช้เวลาตลอด่เช้าที่สุสานเพื่อไหว้แม่ทั้งสองค่ำนี้นางตั้งใจว่าจะขึ้นไปถวายงานยังห้องทรงพระอักษรเพราะาแบนฝ่ามือใกล้หายดีแล้วเหลือเพียงสะเก็ดบางๆ ขณะที่นางกำลังเดินคิดอะไรคนเดียวอยู่นั้นเสียงคุ้นหูที่เมตตานางมาตลอดสองเดือนก็เรียกนางให้ตื่นจากภวังค์แต่ดูเหมือนว่าเสียง ทรงอำนาจนั้นไม่เพียงเรียกสตินางให้กลับคืนเท่านั้นแต่เรียกความสนใจจากทหารที่เตร็ดเตร่บริเวณนั้นให้หันมองพระวรกายสง่างามบนหลังม้าเป็ตาเดียว...ก่อนกวาดตาหา ‘เ้าหยางเสีย’ อย่างมิได้นัดหมาย
หยางเสียหน้าร้อนฉ่า รีบวิ่งตัดลานตรงมาหานายเหนือชีวิตนาง“ถวา...คารวะท่านแม่ทัพ”
ไม่ใช่วังหลวง...เกือบทำให้กริ้วอีกแล้วไหมเล่า
“แผล...”
หยางเสียตื้นตันในอกที่ทรงนึกห่วง หญิงสาวชูฝ่ามือให้ผู้ที่ประทับบนหลังม้าได้ทอดพระเนตร“เกือบดีแล้วขอรับ”
“เข้าวังกับข้า”
หยางเสียตาโต ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองท่านแม่ทัพจะพานางเข้าวัง...วังหลวงของต้าฉาง!
“เร็ว!”
พระองค์คงได้กริ้วนางแน่ถ้าขืนมัวแต่ยืนอึ้งอย่างนี้หยางเสียรีบวิ่งไปโรงเก็บม้า เลือกม้าออกมาจากคอกหนึ่งตัวก่อนจะรีบขึ้นขี่หลังและควบออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันฝีเท้าของม้าทรงที่กำลังห้อทะยานจะออกจากค่ายไป
เื้ัม้าทรงและม้าของหยางเสียที่ควบตามไป
“ชื่อพวกเราคงจะเหม็น พระองค์ถึงไม่ให้ตามเสด็จดังเก่าก่อน” เหอเซียวไห่เปรยทีเล่นทีจริงเมื่อเห็นคนตามติดข้างพระวรกายตอนนี้กลายเป็เ้าหนุ่มหน้าอ่อนนามหยางเสีย
อู๋อี้หวินเหล่ตามองคนยืนข้างกาย“เฉพาะเ้า...ไม่ใช่ข้า” พูดจบเขาก็เดินกลับห้องพักของตน
“เ้าหมอนี่...ปากกับหน้าทำไมมันต่างกันนักวะ!... มองอะไร!” เหอเซียวไห่รำพึงกับตัวเองก่อนจะหันไปพาลเอากับทหารในปกครองที่ยืนอยู่แถวนั้น
“พักเสียให้พอข้าเตรียมของเล่นใหม่ๆไว้รอพวกเ้าพรุ่งนี้แล้ว” ขู่เสร็จ เ้าของร่างหนาบึกบึนก็เดินตึงตังไปโรงครัวเหล่าทหารชั้นผู้น้อยต่างหลบเป็พัลวัน
ณตำหนักฝูลี้ ขันทีประจำตำหนักน้อมตัวลงทูลรายงานต่อองค์ชายสามที่กำลังสรงน้ำอยู่กลางสระที่ลอยด้วยกลีบบุปผชาติหลากสีนานาพันธุ์กลิ่นของเครื่องหอมลอยอวลทั่วห้องสรง องค์ชายหนานลี้สรงน้ำอย่างสำราญพระทัยรายล้อมด้วยสนมนางในวัยกำดัดที่แหวกว่ายเคลียเคล้ารอบพระวรกายแต่ละนางล้วนร่างอรชร สวยหวาน จริตวาจายั่วเย้าชวนให้ใหลหลง
“มาแล้วหรือ...ฝานจิ้ง” พระเนตรดุที่แลดูขึงขังอยู่เนืองนิตย์ตวัดไปยังคนรายงานข่าวริมโอษฐ์หยักยกแย้มเพียงนิด พระบิดาโปรดและพอพระทัยยิ่งนักที่โอรสพระองค์นี้ยอมประจำอยู่เหลิงอาน...
เฮอะ...ริมพระโอษฐ์เหยียดหยัน ฝานจิ้งยอมอยู่เพราะได้กุมกำลังไพร่พลในมือมากขึ้นเป็แน่นอกจากทหารมากกว่าแสนนายที่ด่านเจิ้งถงแล้วยังมีสายสัมพันธ์แแ่กับเสด็จอาหยิงิอีกกำลังพลของเสด็จอาอีกกว่าสองแสนนายที่เหวินจงย่อมต้องเชื่อฟังอย่างแน่นอน แล้วยังหน้าด่านรอบชายแดนซึ่งเคยไปประจำการที่เหลืออีกเล่า...
เชษฐาพระองค์นี้น่ากริ่งเกรงใช่ย่อย สมกับฉายาพยัคฆ์ทะยานฟ้าแห่ง ต้าฉาง!
แม้องค์ชายหนานลี้ทรงทราบว่าพระองค์มีกำลังคนส่วนกลางในอุ้งหัตถ์บวกกับกองกำลังบางส่วนที่แฝงตัวอยู่ตามเมืองหน้าด่าน แต่เมื่อเทียบกับกำลังทหารขององค์ชายรองแล้วกำลังของพระองค์มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามน้ำไกลไฉนเลยจะดับไฟใกล้ได้ทัน องค์ชายหนานลี้ทรงลำพองในพระทัย
“องค์ชายเพคะ ทรงคิดอะไรอยู่เพคะในนั้นมีพวกหม่อมฉันบ้างหรือไม่” นางสนมโฉมงามเบียดร่างอิ่มเข้ากระแซะพระวรกาย
“ออกไป...” รับสั่งเสียงเรียบ แต่สตรีนางนั้นยังคงกระแซะไม่หยุด
“ข้าบอกให้ออกไป! ทุกคน!” ครานี้ด้วยสุรเสียงเฉียบขาดยิ่งเหล่านางในของพระองค์ต่างลนลานรีบขึ้นจากสระน้ำ ด้วยรู้ดีว่าหากทำให้พระองค์กริ้วทุกคนอาจมีโทษหนักถึงชีวิต!
คล้อยหลังเหล่านางสนมองค์ชายหนานลี้ก็ทรงะเิสุรเสียงออกมาอย่างบ้าคลั่ง...หนานลี้หนอหนานลี้เ้าด้อยกว่าเชษฐาทั้งสองตรงไหน
รัชทายาทเทียนหลงแม้นทรงพระปรีชายิ่งด้านกิจงานเมืองแต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อประชวรกระเสาะกระแสะเรื้อรังมาตลอดพระชนม์ชีพ ถึงอย่างนั้นพระบิดาก็ทรงแต่งตั้งให้เป็ถึงองค์รัชทายาทเพียงเพราะประสูติจากพระครรภ์ของพระมเหสีเท่านั้น สนมนางในซึ่งเข้ามาถวายตัวก็ล้วนเป็ลูกสาวข้าราชการคหบดีมั่งคั่ง ที่เคียงข้างยังมีสตรีงามล้ำในเลิศหล้า...สวี่ชิงหลิง
แต่ถ้าหากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ก่อนขึ้นประทับบนบัลลังก์ทองเล่าจะเป็เช่นไรช่างน่าหัวร่อ!
ไม่รู้รัชทายาทจะทรงรั้งหญิงสาวไว้เพื่ออะไร ถ้ามิใช่ด้วยพระเดชที่มีแล้วมีหรือนางจะปันใจให้ ทรงขี้โรคออกปานนั้น หนำซ้ำพระปรีชายังด้อยกว่าองค์ชายฝานจิ้งหลายขุมนัก
ครั้นนึกถึงพระเชษฐาอีกองค์ ก็ทรงเยาะหยันนักที่ปล่อยให้เ้าคนขี้โรคแย่งชิงสาวงามไป...ไร้น้ำยา!
ทว่าคนไร้น้ำยานั้นก็มีสิทธิ์ขึ้นครองบัลลังก์ตามกฎมนเทียรบาลมิใช่หรือหากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ลงแล้ว พระโอรสลำดับสองจากพระสนมที่ต้องโทษกระทั่งเสียชีวิตในตำหนักเย็นย่อมมีสิทธิ์โดยชอบธรรมเหนือผู้ใดที่เขากลับมาเหลิงอานในคราวนี้ก็คงเพื่อรอดูพระอาการและสมน้ำหน้ารัชทายาทสินะ
หรือคิดอีกทาง หากสิ้นองค์ชายรองอีกคนแล้วไซร้...ไม่ต้องสงสัยเลยว่าราชบัลลังก์จะตกเป็ของผู้ใดองค์ชายสามหนานลี้นึกกระหยิ่มในพระทัยขณะทรงดำริแผนการเป็ขั้นตอนถึงเส้นทางที่จะนำพาพระองค์ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ทองคำแห่งต้าฉางอย่างขาวสะอาดที่สุด!