"ชุดเจ้าสวยดีนี่ ซื้อมาจากที่ใดกัน ข้าพึ่งเคยเห็นการแต่งกายแบบนี้เป็นครั้งแรก?"
ภายในรถม้าเจสันที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับมิเนอร์วาเอ่ยถามอย่างสงสัย เจือปนไปด้วยความอยากได้ ถึงจะดูแปลกตาแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลย ชุดที่เด็กหนุ่มใส่มาในวันนี้ได้มอบความรู้สึกสง่างาม สุขุม ดูเป็นสุภาพบุรุษให้แก่ผู้จ้องมอง เจสันกำลังจินตนาการถึงภาพตัวมันเองที่ยืนสวมชุดแบบเดียวกันกับมิเนอร์วาอย่างพึงพอใจ
"ข้าไม่ได้ซื้อ… แต่ออกแบบมันขึ้นมาเอง จ้างช่างตัดเสื้อฝีมือดีมาตัดเย็บให้โดยเฉพาะ มีสัญญาการจ้างงานระยะยาวและสัญญาการเก็บแบบเสื้อไว้เป็นความลับ ท่านก็น่าจะรู้ดี ยิ่งบนตัวท่านมีไพ่ตายเยอะมากเท่าไหร่ศัตรูยิ่งหวาดระแวงไม่กล้าลงมืออย่างเต็มที่"
มิเนอร์วากำลังจะสื่อว่า ตอนนี้มันมีช่างตัดเสื้อประจำตัว เป็นช่างตัดเย็บที่จะผลิตชุดให้แก่มันเพียงผู้เดียวเท่านั้น ถ้าผู้อื่นอยากได้ก็ต้องมาขอซื้อเอากับเด็กหนุ่มเท่านั้น เพราะทั้งเนื้อผ้า เส้นด้าย ล้วนเป็นผลผลิตจากการร่ำเรียนอย่างบ้าคลั่ง และการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อทำการวิจัยทดลอง จนตอนนี้ทั้งคลังเก็บของเหลือเงินรวมกันเพียงแค่ไม่กี่สิบเหรียญทอง
"โอ้เป็นเช่นนั้นนี่เอง!... เจ้าสนใจขายวิธีตัดเย็บและแบบเสื้อทั้งหมดให้แก่ข้าหรือไม่ เจ้าก็รู้ข้าให้ราคาดีเสมอ!"
ภาพจินตนาการในหัวของเจสันผู้นี้เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ถ้ากลุ่มใบไม้หอมทุกคนใส่ชุดนี้เวลาต้องออกงานสักแห่งหนึ่ง ภาพความน่าเกรงขามของกองทัพมนุษย์นี้ ช่างปลุกให้โลหิตสูบฉีดจนเดือดพล่าน
"แบบเสื้อต้นแบบนั้นข้าย่อมขายให้ไม่ได้ แต่ท่านสามารถมาเลือกซื้อชุดที่ร้านตัดเสื้อของข้าได้ ร้านที่กำลังจะเปิดเป็นของข้า การออกแบบเสื้อผ้าให้เข้ากับบุคลิกของแต่ละบุคคล ย่อมเป็นหนึ่งในบริการที่มีให้ ท่านจะได้รับชุดสูทที่ถูกออกแบบอย่างประณีต ผลิตด้วยวัสดุและเนื้อผ้าคุณภาพสูง อีกทั้งกระเป๋าและช่องลับมากมายล้วนจะถูกเพิ่มเข้าไปตามความเหมาะสม และแน่นอนข้าย่อมรักษาความลับของลูกค้า ราคาก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มาตัด สนิทกันมากก็ราคาหนึ่ง คนแปลกหน้าก็อีกราคาหนึ่ง"
มิเนอร์วาถือโอกาสโอ้อวดและสาธยายขายของไปในตัว จะอย่างไรคนออกแบบย่อมต้องรู้ว่าผู้ใดใส่ชุดรุ่นไหน และมีความลับอะไรซ่อนไว้ตรงไหน การเปิดร้านครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่ออยากเอาตัวรอดในที่แห่งนี้อย่างปลอดภัยก็ต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ การหดหัวอยู่ใต้ผู้อื่นตลอดไปย่อมไม่เป็นผลดี หากวันหนึ่งที่มีศัตรูผู้แข็งแกร่งกว่าปรากฏตัว นั่นย่อมหมายถึงหายนะกำลังยิ้มให้อยู่ไม่ไกล มีเพียงการพึ่งพาตัวเองเท่านั้น ว่าจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหนในการเอาชีวิตรอด และการลงหลักปักฐานสร้างฐานอำนาจของตัวเอง ก็คือก้าวแรกที่ต้องลงมือทำ
"นั่นสินะ เปิดกิจการเมื่อไหร่ก็บอกข้าด้วยก็แล้วกัน ชุดที่ดูดีย่อมต้องสวมใส่เฉพาะคนที่ดูดีเหมือนกันฮ่าๆ ๆ คนกันเองก็หวังว่าจะลดราคาให้ข้าบ้างนะ"
เจสันและมิเนอร์วาแสร้งหัวเราะสนทนากันไปเรื่อยเปื่อย จนรถม้าทั้งหมดชะลอความเร็วลง กระทั่งหยุดจอดอยู่ตรงเบื้องนอกกำแพงสูง กำแพงที่จะนำไปสู่เขตใจกลางของวังมรณะสาบสูญ เมื่อทั้งหมดลงจากรถม้า เด็กหนุ่มก็ยกคิ้วทำตาโตอย่างแปลกใจ มีผู้คนมากมายกำลังทยอยเดินลงจากรถม้า และตรงไปที่ประตูมีหลากหลายกลุ่มที่เปิดฉากโจมตี ตะลุมบอนกันตั้งแต่แรกพบหน้า สันหลังเด็กหนุ่มเย็นวาบ ยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างจนปัญญา ภาพที่เคยคิดไว้ดันเป็นจริง
เจสันที่เห็นท่าทางอับจนหนทางของอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงตบหลังเบาๆ หัวเราะเสียงดังอย่างสะใจให้แก่เด็กหนุ่มแล้วเดินนำออกไป มิเนอร์วาไม่ได้กลัว แต่แค่ไม่อยากเสียเวลาทะเลาะกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เห็นเจสันเดินนำก็รีบเดินขนาบข้างตามไป หลายๆ กลุ่มต่างก็จ้องมองมาแต่ไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มิเนอร์วาหยุดเดินกะทันหันทำให้ลูกน้องของเจสันที่เดินตามมาติดๆ หยุดไม่ทันเดินชนเซไปข้างหลังเล็กน้อย
ความเป็นกันเองอารมณ์ดีก่อนหน้านี้ได้หายไป ความเย็นชาบาดจิตเหมือนกับคราวที่ขึ้นชกกับเยเกอร์ได้ปะทุคุกรุ่นออกมา ทำให้เหล่าลูกน้องของเจสันที่เดินตามหลังมานั้นสะดุ้งเฮือก รีบพากันก้าวถอยหลัง เบี่ยงตัวหลบสายตาของเด็กหนุ่มที่จ้องมองกลับไปด้านหลัง เจสันรู้สึกแปลกใจก็หันหลังจ้องมองตามไป มองไปยังทิศทางที่มิเนอร์วามองไป
"ในที่สุดก็เจอตัวแล้วสินะ แต่ที่นี่อยู่นอกเขตการดูแลของข้า อีกทั้งเจ้าพวกนั้นน่ะคือกลุ่มตั๊กแตนมรณะค่อนข้างอันตรายเชียวล่ะ รอเจอพวกมันในถิ่นของเราค่อยสะสางย่อมดีกว่า ไปกันเถอะ"
"พวกมันดูแลผู้คนเหมือนท่านหรือไม่?"
"ย่อมไม่… พวกมันใช้ชีวิตตามใจอยาก ย่อมไม่สนใจความรู้สึกผู้คนที่ไม่มีประโยชน์กับกลุ่มของมัน การขืนใจ ปล้นชิง ทำร้ายคน ล้วนเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกมัน"
เจสันย่อมรู้ดีถึงข้อมูลของแต่ละกลุ่ม ในวังมรณะสาบสูญแห่งนี้ถึงจะมีผู้คนที่ทำเรื่องชั่วช้ามากมาย แต่ขีดจำกัดล่างสุดของความชั่วแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน ดังเช่นมิเนอร์วาถึงแม้จะใช้ความรุนแรง เล่ห์เหลี่ยมปล้นชิง แต่ก็ไม่เคยเริ่มทำร้ายผู้ใดก่อน แต่หากมีศัตรูปรากฏขึ้น การตอบโต้ย่อมเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ แล้วก็ต้องทำโดยไม่สนวิธีการ มีเพียงแค่เจ้าเลิกราข้าถึงจะหยุดมือเท่านั้น ที่เป็นนิสัยฝังรากลึกมานานของเด็กหนุ่ม
"ก็ดีข้าจะไปถามหาคำอธิบายจาก 5 คนนั้น ถ้ากลุ่มตั๊กแตนมรณะอะไรนั่นไม่สอดมือ พวกมันก็จะได้หายใจเพิ่มนานขึ้นอีกหลายวัน แต่ถ้าหากพวกมันกล้าขัดข้า ข้าสาบานต่อฟ้าเลยว่า ข้าก็กล้าเช่นกัน!"
มิเนอร์วาเดินหน้านิ่งย้อนหลังกลับไป โดยมีเจสันและพรรคพวกยืนจ้องมองอยู่เบื้องหลัง ไม่ปรารถนาจะสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยว เตือนแล้วไม่ฟังก็ทำได้แค่เพียงรอช่วยเหลือ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คงจำเป็นต้องออกหน้าห้ามปรามแล้ว
"ฮะๆ ๆ พวกเจ้ารอคำสั่งข้า ข้าไม่สั่งห้ามเคลื่อนไหว 1 ต่อ 30 วันนี้เราจะมาดูพันธมิตรในอนาคตของเรากันว่าจะไปได้สักแค่ไหน ให้เด็กมันวิ่งไปชนกำแพงดูซะบ้าง จะได้รู้สิ่งใดเรียกว่าความเจ็บปวด"
เจสันเอ่ยสั่งเสียงเบา คอยเฝ้ามองเรื่องตื่นเต้นที่กำลังจะเกิด มิเนอร์วาเดินมาหยุดยืนขวางหน้ากลุ่มตั๊กแตนมรณะ สายตาจ้องมองตั้งแต่ผู้ที่หยุดยืนอยู่หน้าสุดไล่ไปทีละคน เยเกอร์ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนี้ มันยืนก้มหน้าหลบตาไม่กล้าเงยหน้า สายตามรกตคู่นั้นยังคงจ้องมองไล่ไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่กลุ่มคนทั้ง 5 ทางด้านหลัง
"ข้าไม่ได้มาหาเรื่อง แต่มาทวงของรักของข้า พวกเจ้า 5 ตัวตรงนั้นน่ะ คงจำข้าได้ไม่ลืมกระมังหนอ?"
"หึ!... หลีกไปเด็กน้อยอย่าขวางนี่ทางเดินราชสีห์"
หนึ่งในผู้ติดตามด้านหลังแค่นเสียงสั่งเหยียดหยัน มิเนอร์วาเหล่ตาจ้องมองไปยังผู้พูดก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปจ้องทั้งห้าคน พวกมันในตอนนี้กำลังขมวดคิ้วน้อยๆ ตกใจที่อีกฝ่ายรู้ความจริงเข้าจนได้
"ปกติข้าเป็นคนอ่อนโยน แต่หากมีใครกล้าแย่งของรักของข้า คนเหล่านั้นจะต้องรู้สึกเสียใจทีหลังที่ได้มายุ่งกับสิ่งของที่เป็นของข้าอย่างแน่นอน เยเกอร์ไม่ได้บอกพวกเจ้าหรือยังไง?"
"ข้าบอกให้ถอย ไม่ถอยก็กินนี่ซะ!"
เป็นดาบไม้ที่ถูกฟันออกมาอย่างรวดเร็วหมายจะผ่ากบาลของเด็กหนุ่ม
"ตัวโง่เง่า!"
มิเนอร์วาเบี่ยงตัวหลบไปทางซ้ายเล็กน้อย เตะตวัดขาเข้ากลางลำตัวอีกฝ่ายเต็มๆ ลอยกระเด็นถอยไปในทันที
"อั๊ก!.. บัดซบไอเด็กเวร"
อีกฝ่ายยังคงพุ่งเข้าใส่อย่างไม่ยอมแพ้
"เห็นทีพวกเจ้าคงอยากรู้จักเพื่อนใหม่ของข้าสินะ ทักทายเพื่อนใหม่เสียหน่อยสิ"
มือซ้ายถูกล้วงเข้าไปในสูทดำ คว้าปืนออกมาเล็งเหยียดแขนจนสุด พร้อมกับนิ้วโป้งที่ขึ้นนกและสับลงในทันที วินาทีที่เหล็กแหลมรูปปากนกถูกขูดกระแทกกับแผ่นแมกนีเซียม สะเก็ดไฟก็ปะทุจุดสายชนวนสั้นอย่างรวดเร็ว เสียงระเบิดดัง 'ปัง!' คำรามก้อง ประกายไฟแลบแปลบปลาบออกมาจากปากกระบอก ส่งหัวกระสุนปลายแหลมเจาะฝ่าชั้นกำแพงวิญญาณไปปักอยู่บนหัวไหล่อีกฝ่าย
ครึ่งหนึ่งของลูกกระสุนจมหายเข้าไปภายในร่าง พร้อมกับร่างกายที่เซถอยหลัง ดาบไม้ในมือถูกยิงซ้ำเข้าอีกนัด ปลิวลอยหายไปทางด้านหลัง อีกฝ่ายหงายหลังร้องโอดครวญ แหกปากลั่นอย่างเจ็บปวด มือที่กุมบาดแผลเอาไว้ ล้วนเต็มไปด้วยโลหิตที่ไหลซึมออกมา มิเนอร์วาหดแขนกลับมาชักปืนออกมาถือสองข้างขึ้นนกพร้อมยิง เบือนหน้ามาจ้องผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะอย่างเย็นชา
"ข้ากับท่านไม่เคยมีความแค้นต่อกัน แต่คนของท่านตรงนั้นกลับไม่ใช่ ข้าแค่มาทวงของรักของข้าคืนเท่านั้น พวกเลวนั่นแย่งของรักของข้าไป"
"แล้วถ้าข้าไม่ให้ล่ะ?"
ภายนอกมันดูไม่ได้ยี่หระที่ลูกน้องโดนทำร้าย แต่ภายในกลับตกตะลึงถึงอาวุธปริศนานั้นต่างหาก ระเบิดปังเดียวก็สยบคู่ต่อสู้ได้แล้ว แถมตัวมันยังมองไม่ทันเห็นอีก นี่จึงทำให้มันลอบแตกตื่นเล็กน้อย แต่ก็ต้องเก็บอาการไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น
"ไม่ให้? ฮ่า ๆ ๆ ข้าเชื่อว่าท่านไม่ทำอะไรที่ดูเหมือนคนโง่เช่นนั้นหรอก ผู้ที่ปฏิเสธความหวังดีของข้าคราวที่แล้ว จนป่านนี้ยังไม่เลิกหวาดกลัวข้าเลย"
มิเนอร์วาไม่ได้หวาดกลัว มันเตรียมตัวมาค่อนข้างดีในคราวนี้ เตรียมพร้อมสำหรับรับมือกับคนหมู่มาก เนื่องจากตระหนักได้ถึงปัญหาแต่เนิ่นๆ จึงมีเวลาเล็กน้อยในการเตรียมตัว และการเปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ก็ยังหวังสร้างภาพจำให้กับคนหมู่มากที่จ้องมองมาทางนี้ ภาพที่เห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง ผู้ใช้อาวุธที่ร้องคำรามจนคนทั้งกลุ่มที่ถูกหาเรื่องได้แต่ยืนนิ่ง ทำให้หลายกลุ่มได้แต่ยืนหรี่ตามองมาอย่างครุ่นคิด รวมทั้งพันธมิตรอย่างกลุ่มใบไม้หอมด้วยเช่นกัน
"พวกเจ้าเอาอะไรมา ก็คืนเจ้าของเขาไป อย่าทำให้ข้าต้องขายหน้า!"
มันตะโกนไปทางด้านหลังอย่างหัวเสีย รู้สึกถูกทำให้เสียหน้า แต่ผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะก็ไม่กล้าเสี่ยงกับอาวุธปริศนาของอีกฝ่าย และไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง การหลีกเลี่ยงที่จะมีปัญหา ย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คนส่วนใหญ่เลือกจะทำ
"แหวนของเจ้าอยู่นี่ สัญลักษณ์แชมป์พวกข้านำไปขายแล้ว ส่วนเงินสดเหลืออยู่แค่ 100 เหรียญทอง"
พวกมันทั้ง 5 คนรีบกุลีกุจอวิ่งเอาของมาคืนอย่างหวาดกลัว ไม่คาดคิดว่าหัวหน้าจะยอมถอยให้อีกฝ่ายจึงได้แต่จำใจต้องทำตามยากหลีกเลี่ยง
"ของก็คืนแล้วหลบไปซะ ข้าเสียเวลา"
"ขาดอีก 900 เหรียญทอง เจ้าจะจ่ายตอนนี้หรือทยอยจ่ายทีหลัง?"
ผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะขมวดคิ้วไม่พอใจ เอามือไพล่หลังส่งสัญญาณให้ลูกน้องด้านหลังเข้าไปหยั่งเชิง แต่ผลลัพธ์ย่อมไม่เปลี่ยนแปลง พวกมันโดนยิงขาเลือดท่วมนอนกลิ้งร้องโอดโอย ทุกคนต่างตะลึงงันไปกับอานุภาพทำลายล้างของอาวุธวิเศษ อีกฝ่ายยิ่งคร้ามเกรงหนึ่งคน หนึ่งนัด ร่างกายร่วงลงพื้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
'นี่มันอาวุธบัดซบอันใดกัน ข้ายังไม่ทันมองก็นอนล้มไปอีกแล้ว ถึงจะไม่รู้ว่ามันยิงต่อเนื่องได้หรือไม่ แต่เจ้านี่เป็นตัวอันตรายไม่ผิดแน่'
ผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะทำท่าฟึดฟัดอย่างหัวเสีย โยนแหวนมาให้หนึ่งวงอย่างรำคาญใจ แล้วเดินจากไปไม่หันกลับมามอง
"ขอบคุณที่ให้ความยุติธรรมกับข้า… ลาก่อน"
มิเนอร์วาเก็บปืนทั้งสองกระบอกซ่อนเข้าไปในเสื้อสูทสีดำ อมยิ้มโน้มตัวน้อยๆ แสดงท่าทางยียวนกวนประสาท หันหลังเดินกลับมาหากลุ่มใบไม้หอมที่ยืนชมมองอยู่
"1,000 เหรียญทอง ไปหามาคืนข้าซะ พวกสวะไร้ประโยชน์ พาคนเจ็บไปรักษาที่เหลือตามข้าเข้าส่วนกลาง"
ผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะที่เดินไปได้ไม่ไกล ตะโกนสั่งอย่างหัวเสียเดินนำหน้าหายไปไกล ข่าวลือของมิเนอร์วาถูกผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ประวัติความเป็นมาเริ่มถูกสืบย้อนไป ทุกคนต่างก็ตกตะลึงเมื่อได้รู้ความจริงเกี่ยวกับความสามารถของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เมื่อเดินเข้ามายังพื้นที่ด้านในหลังกำแพง ก็จะมองเห็นผู้คนจำนวนมากหลายกลุ่มเดินมุ่งหน้าไปยังที่โล่งกว้าง ซึ่งมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่
จากกลุ่มคนหน้าหลายตาทั้งหมด เด็กหนุ่มยังสังเกตเห็นกลุ่มสตรีขนาดใหญ่เรียกได้ว่ามีหลายสิบชีวิตเดินตามกันไป เป็นกลุ่มที่โดดเด่นแตกต่างกลุ่มอื่นโดยสิ้นเชิง
"นั่นกลุ่มกุหลาบพิษ รับเฉพาะสมาชิกสตรีเท่านั้น เป็นกลุ่มสตรีเพียงหนึ่งเดียวในสถาบันแห่งนี้ที่กล้าลุกฮือต่อต้านการกดขี่จากบุรุษเพศ ผู้นำกลุ่มเป็นศิษย์สืบทอด มีอาจารย์เป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดลำดับที่ 1 มังกรสายฟ้า เวอร์โน ผู้นำกลุ่มนางเรียกตัวเองว่ากุหลาบพิษ อลิซ"
เจสันเอ่ยแนะนำกลุ่มต่างๆ ให้มิเนอร์วาฟังอย่างต่อเนื่องทีละกลุ่ม
'ศิษย์ชั้นในก็น่าจะมีพลังระดับผู้วิเศษชั้นสูงไปจนถึงเหนือมนุษย์ระดับต้น แถมพวกมันยังมีเบื้องหลังลึกลับอีกข้าต้องระวังให้ดีแล้ว'
'แต่ละกลุ่มก็มีประวัติความเป็นมาไม่ธรรมดา… แต่แล้วอย่างไรกัน! หลังข้ามีราชันย์เทพถึงสององค์คอยมองอยู่ กะอีแค่เหนือมนุษย์ไม่กี่สิบคนจะสอนศิษย์ได้เก่งขนาดไหนกันเชียว'
คิดไปคิดมาก็เริ่มรู้สึกไม่ดีที่ด้านหลังตัวเองไม่มีใคร จึงได้แต่ต้องปลอบใจตัวเองให้มีกำลังใจสู้ต่อไป เมื่อมาถึงสถานที่คัดเลือกมิเนอร์วาก็ต้องแปลกใจ ด้านในสิ่งก่อสร้างนั้นเป็นราวกับอุโมงค์ทางเดิน ที่โค้งยาวและมีขนาดใหญ่ มีทางเดินที่บังคับให้ทุกคนต้องเดินไปในทางเดียวกัน ตรงปากทางเข้าประตูด้านใน จะมีวิธีคัดเลือกเขียนติดเอาไว้บนกระดาษขาวแผ่นใหญ่
'ศิษย์ทุกคนเดินไปตามทาง ในระหว่างทางเดินจะมีห้องสอบตั้งอยู่ ให้เข้าไปตอบกันโดยที่แต่ละคนจะให้เวลาคิดแค่คนละ 1 นาที เกณฑ์การคัดเลือกขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ เลือกที่จะทำตามหรือไม่ทำก็ได้แล้วแต่พวกเจ้า'
เมื่อเดินไปได้อีกสักระยะก็จะเห็นห้องสี่เหลี่ยมทึบ มีผู้คนต่อแถวรอเข้าไปตอบเรียงลำดับกัน ป้ายด้านบนเขียนไว้ว่าวิชาการ เข้าไปตอบได้รอบละ 5 คน แน่นอนว่าผู้เข้าร่วมทดสอบหัวข้อนี้ย่อมมีจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เพราะพวกมันนั้นรู้ดี ต่อให้ทำไปก็มีแต่เสียเวลาเปล่าๆ อีก 4 สถาบันย่อมเอาชนะวังมรณะสาบสูญดังที่เคยเป็นมาหลายปีอยู่แล้ว พวกมันหลายคนจึงไม่สนใจที่จะร่วมคัดเลือกในหัวข้อนี้ ต่อให้มีรางวัลสูงค่ามาล่อตา แต่ตัวเองย่อมรู้ฝีมือตัวเองดี รอชมพวกที่แข็งแกร่งของจริงแข่งย่อมมีประโยชน์มากกว่า กลุ่มของเจสันก็มีเพียงแค่มิเนอร์วาเท่านั้นที่เดินเข้าห้องทึบไปสอบ
เหล่าลูกน้องและเจสันเดินเข้าไปรอด้านในอยู่ก่อนนานแล้ว หลังจากร่ำลาเสร็จมิเนอร์วาจึงเดินต่อไป เพื่อสอบยังห้องวิชาการที่อยู่ในระยะไม่ไกล โดยที่เจสันก็เลือกเข้าห้องคัดเลือกสาขาวิชาที่ตัวเองถนัด เมื่อเดินเข้าไปตอบคำถามเสร็จ ก็มุ่งหน้าต่อไปจนเจอป้ายหลอมปรุงยา หลอมอาวุธและอีกหลายห้อง จนกระทั่งเดินมาจนสุดทางก็พบเข้ากับเจสัน เบื้องหน้าเป็นบันไดหินที่มีทางเดินวนสูงขึ้นไป
เมื่อเดินขึ้นไปจนสุดขั้นบันได ก็จะพบอุโมงค์ที่ปลายทางมีแสงสว่างจากด้านนอก ส่องเข้ามาทำลายความมืดสลัว มีกลุ่มผู้คนยืนรออยู่ก่อนแล้วหลายสิบคน พอเดินพ้นอุโมงค์ออกมา จึงจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงเวทีที่ถูกโอบล้อมโดยผู้ชมจำนวนมหาศาล ทันทีที่มองเห็นผู้มาเยือนหน้าใหม่ทั้งสองคนที่เดินเข้ามา ศิษย์สตรีกลุ่มกุหลาบพิษหลายคนก็ร้องหวีดเสียงดัง
"เด็กชุดดำผู้นั้นเป็นใครกัน ข้าจะละลายแล้วช่วยข้าด้วย"
"นั่นต้องเป็นเนื้อคู่ของข้าที่ท่านหมอดูเคยทำนายไว้อย่างแน่นอน สามีข้าอยู่นี่!"
"หน้าด้าน เขาคือคู่หมั้นที่ทางต้นตระกูลข้าเคยบอกว่าจะส่งมาดูแลข้าต่างหาก ที่รักทางนี้!"
เสียงสตรีมากหน้าหลายตาต่างรุมตะโกนเรียกเด็กหนุ่มในชุดดำ ด้วยใบหน้าหล่อราวหยกสลักท่าทางที่เดินมาในชุดสูทสุดเท่สีดำ กระจายรัศมีความโดดเด่นมากเกินไป จึงได้ดึงดูดสายตาอาฆาตมาดร้ายหลายร้อยคู่ ที่เจือปนไปด้วยความอิจฉาริษยาของพวกมัน เหล่าบุรุษทุกคนต่างหันหน้ามารวมกันอย่างสามัคคี บางคนก็ขยับปากก่นด่าอะไรสักอย่างเสียงเบา
ไม่ต้องถามถึงความรู้สึกของผู้ที่ตกเป็นเป้าสายตาทางด้านข้าง เจสันที่เดินตีคู่มาด้วยกันก็ย่อมถูกผู้อื่นสังเกตเห็นด้วยเช่นกัน ตั้งแต่เล็กจนโต มันพึ่งเคยสั่นสะท้านแบบนี้เป็นครั้งแรก มันไม่ได้สั่นเพราะว่าหวาดกลัวให้กับสายตาจำนวนมากที่มองมา เจสันค่อนข้างมั่นใจในรูปโฉมของตัวเองอยู่พอตัว มันเชื่อว่าถึงตัวเองถึงจะไม่ได้หน้าตาดีเท่าบุคคลด้านข้าง แต่ก็ไม่ได้น่ารังเกียจจนผู้อื่นมองไม่ได้
"หลังเสร็จสิ้นการคัดเลือก เจ้าต้องตัดให้ข้า 5 ชุด พวกเราสองพี่น้องจะสวมชุดสุดเท่นี้ไปโลดแล่นที่สถาบันหลวงกัน"
"ประเมินคร่าวๆ จากขนาดตัวของท่าน ชุดสูทมีสามราคา ไล่ตามระดับความพิเศษประณีต ตัวละ 1 ทอง 10 ทอง และ 100 ทอง ใน 1 ชุดจะประกอบไปด้วยเสื้อแขนยาว เสื้อกั๊กแขนกุด เสื้อสูท เนกไท และกางเกง ส่วนรองเท้าหนังและเข็มขัดลักษณะนี้ จะเปิดขายหลังจากที่ร้านตัดเสื้อสร้างเสร็จ"
มิเนอร์วาเอ่ยแนะนำชี้นิ้วไปยังชุดแต่งกายจุดต่างๆ แสดงสินค้าตัวอย่างที่จะถูกนำมาวางขายในอนาคต ท่าทางเต็มไปด้วยความชำนาญ มีความรู้ทางทักษะด้านการขายเข้าขั้นมืออาชีพ
"100 ทอง 5 ตัว ถ้าเป็นไปได้ขอสีไม่ซ้ำกัน จบงานนี้วัดตัวตัดทันที"
เป็นอีกครั้งที่เจสันตระหนักได้ถึงความเท่ของชุดสูทตัวนี้ จนมันตัวสั่นทันทีที่จินตนาการภาพตัวเองในชุดสุดเท่สีดำ และกำลังตกเป็นเป้าสายตาจำนวนมากจากทุกทิศทาง แค่คิดตัวมันก็สั่นสะท้านตื่นเต้นแล้ว
"ขอบคุณที่ใช้บริการ แสงแดดที่นี่ค่อนข้างแรงเอาไว้กลับไป ข้าคิดจะสร้างกระจกกันแสงด้วย คงต้องออกแบบให้เข้ากับชุดนี้เสียแล้ว"
"ข้าจอง 1 อัน ราคาไม่เกี่ยง"
"ฮ่าๆ ๆ พี่ข้า หัวใจท่านช่างกว้างนัก เป็นดั่งมหาสมุทรสีทองที่ดื่มกินเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด"
เจสันก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่ากระจกกันแสงนั้นคือสิ่งใด แต่นั่นสำคัญที่ไหนกัน ของแต่ละสิ่งที่มิเนอร์วาพกติดตัวมาในวันนี้แต่ละอันล้วนแปลกพิสดารไม่ธรรมดา จะเพิ่มกระจกกันแสงนั่นมาอีกอันแล้วจะแปลกตรงไหนกัน จองล่วงหน้าย่อมดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด เป็นนักเลงย่อมต้องกล้าพนัน กล้าลงทุนกับอนาคต หากซื้อมาแล้วใช้การไม่ได้ก็แค่โยนทิ้ง หรือไม่ก็เอาไปขายต่อ
แม้แต่สตรีหัวหน้ากุหลาบพิษผู้นั้น ในตอนนี้ก็กำลังจ้องมองมาเช่นกัน มิเนอร์วาเองก็จ้องมองกลับไปไม่หลบสายตา สตรีใบหน้ากลมผมสั้นสีเหลืองทอง นางจ้องตาโตไม่กะพริบ ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อยกยิ้มขึ้นเบาบาง ยั่วยวนจิตใจบุรุษสุดหักห้าม
'หรือคนผู้นี้จะเป็นผู้ที่ท่านอาจารย์เอ่ยว่าอยากจะรับมาเป็นศิษย์… ตาสีเขียว… สวมต่างหูทรงลูกตุ้มปลายแหลมสีเงิน ศิษย์น้องข้าหน้าตาหล่อเหลาแบบนี้ เห็นทีกลุ่มกุหลาบพิษต้องมีศึกแย่งชิงครั้งใหญ่เกิดขึ้นแน่'
อลิซยกยิ้มพยักหน้าให้แก่เด็กหนุ่ม มิเนอร์วาเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ามาจึงยกยิ้มแสร้งทำเป็นเขินอายหลอกว่าไม่ประสีประสา หลอกให้เหยื่อตายใจย่อมเป็นวิธีขั้นพื้นฐาน เพียงแค่มองเห็นอีกฝ่ายยิ้มตนก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ แล้ว แสร้งทำเป็นอ่อนต่อโลกรอดูเจตนาของอีกฝ่ายย่อมดีกว่า เมื่อทั้งสองคนเดินขึ้นมาบนเวทีก็มองสังเกตไปรอบบริเวณ เห็นผู้นำกลุ่มตั๊กแตนที่มองกลับมาด้วยเช่นกัน รออยู่อีกครู่หนึ่งก็มีอาจารย์จากส่วนกลางเดินขึ้นมาบนเวทีแนะนำตัวเองว่าจะเป็นกรรมการคุมสอบในรอบสุดท้ายนี้
อาวุโสมาซีนคนเดิมนั่นเอง มาซีนจ้องมองไปยังผู้เข้าคัดเลือกที่อยู่บนเวที และเริ่มการทดสอบในทันที การทดสอบนี้ไม่มีอะไรมาก ทำเพียงแค่เฟ้นหาจัดลำดับของกลุ่มคนทั้งหมดบนเวที เนื่องจากมิเนอร์วาตั้งใจจะไปแข่งแค่วิชาการ ดังนั้นในรอบการทดสอบก่อนหน้าที่ผ่านมา รวมถึงในตอนคัดเลือกครั้งนี้ด้วยจึงไม่ได้แสดงความสามารถอะไรออกมามากมาย ขอเพียงแค่ไม่สอบตกก็พอแล้ว ด้วยเหตุนี้การคัดเลือกรอบสุดท้ายก็จบลง มิเนอร์วาได้ที่ 95 จากผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมด 100 คน