เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 13 : ข้อมูล

    ข้อมูล
    “สมุนไพรเหล่านี้ มีบางชื่อที่ไม่รู้จักและก็มีบางชื่อที่คล้ายๆ กับสมุนไพรที่มีอยู่ ไม่ทราบว่าน้องชายหวังเฉิน รู้จักสมุนไพรเหล่านี้มาจากไหน?” หลังอ่านดูรายชื่อสมุนไพรจนหมด หลี่คุนก็ถามออกมา ในขณะที่คิ้วยังขมวดอยู่
    บอกตามตรงว่า รายชื่อสมุนไพรเหล่านี้ ทำให้เขางุนงงสับสนไม่น้อย เพราะบางชื่อเขาก็รู้จัก แต่บางชื่อ ไม่รู้จักเลย และยังมีบางชื่อที่คล้ายๆ กับสมุนไพรที่เขารู้จัก อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่แน่ใจว่ามันจะใช่ชนิดเดียวกันหรือเปล่า
    หวังเฉินคิดเอาไว้แล้วว่าหลี่คุนต้องถามแน่ เขาจึงได้เตรียมคำตอบเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว “รู้จักจากผู้อาวุโสในสำนักข้า”
    “ไม่ทราบว่าสำนักของน้องชายหวังเฉินคือ?” หลี่คุนอดไม่ได้ที่จะถาม
    “สำนักหมื่นพันแม่น้ำ ได้ยินว่าเป็นสำนักที่เพิ่งออกจากการปิดสำนัก” คนที่ตอบไม่ใช่หวังเฉิน แต่กลับเป็นจางเหว่ย
    หวังเฉินแน่นอนว่าไม่ได้ขอให้เขาตอบให้ เป็นจางเหว่ยเองที่คันปากอยากตอบ
    ได้ยินเช่นนี้ หลี่คุนก็เงียบลงไป ครุ่นคิดในใจ ‘คาดว่าคงเป็นสำนักโบราณแน่ และอาจจะปิดสำนักมานาน ชื่อสมุนไพรถึงได้ไม่เหมือนกันกับปัจจุบันและบางชนิดเราถึงไม่รู้จัก’
    หลังผ่านการคิดในใจ หลี่คุนมองหวังเฉิน ก่อนพูด “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปจัดการนำสมุนไพรที่มีอยู่ในรายชื่อนี้ที่ข้ามาให้ และจะนำที่คล้ายกันมาด้วย ถ้าไม่ใช่ น้องชายหวังเฉินจะไม่เอาก็ได้”
    “รบกวนผู้อาวุโสหลี่แล้ว” หวังเฉินตอบอย่างสุภาพ
    หลี่คุนพยักหน้ารับ จากนั้นเปิดประตูเข้าไปในคฤหาสน์ จากการที่หลี่คุนไม่ได้เชิญให้จางเหว่ยกับหวังเฉินเข้าไป ภายในบ้านย่อมเป็นสถานที่หวงห้ามสำหรับคนนอกอย่างแน่นอน
    “จางเหว่ย เจ้าพอจะรู้ที่ซื้อขายแหวนมิติหรือไม่?” ขณะรอหลี่คุน หวังเฉินพลันถามถึงเรื่องนี้ออกมา
    จางเหว่ยตาโตขึ้นทันที “รู้จักก็บ้าแล้ว เจ้าไม่รู้รึไงว่าแหวนมิติหายากแค่ไหน ผู้ที่มีในครอบครองตอนนี้มีแต่ชนชั้นระดับผู้อาวุโสของสำนักขึ้นไปเท่านั้น!”
    “อย่างนั้นรึ?” หวังเฉินพยักหน้าคล้ายเข้าใจ แต่ก็ยังถามอีกว่า “แล้วเจ้ารู้ไหมว่าแหวนมิตินี่หามายังไง?”
    “เรื่องนี้ข้าพอรู้ ได้ยินมาว่ามาจากซากอารยธรรมโบราณ”
    “ซากอารยธรรมโบราณ?” หวังเฉินขมวดคิ้ว
    “ใช่” จางเหว่ยไม่ตระหนี่ข้อมูล บอกเล่าออกมาหมดเปลือก
    ซากอารยธรรมโบราณคือซากของสำนักผู้ฝึกตน นิกายหรือตระกูลในอดีตที่ล้มสลายไปตามกาลเวลา ซากอารยธรรมโบราณมีอยู่ทั่วประเทศจีน แต่การจะหาพบสักที่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้น แหวนมิติถึงได้หายากและมีราคาสูงมาก
    “ขอบคุณสำหรับข้อมูล” หวังเฉินขอบคุณจางเหว่ย น้อยครั้งมากที่เขาขอบคุณใครอย่างนี้
    “อย่าได้คิดมาก มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” จางเหว่ยโบกไม้โบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ “จริงสิ สำนักของเจ้าเพิ่งจะออกจากการปิดสำนัก คงไม่รู้ข้อมูลสำคัญๆ ในโลกผู้ฝึกตนประเทศจีนตอนนี้แน่ ข้าจะบอกให้แล้วกัน สำนักของเจ้าจะได้ไม่ไปชนเข้ากับของแข็ง”
    “ไหนลองว่ามา” ความจริงหวังเฉินก็ต้องการถามถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก จางเหว่ยจะตัดหน้าพูดออกมาเองเสียก่อน
    จางเหว่ยนวดขมับเล็กน้อย จากนั้นบอกเล่าออกมา “ในโลกของผู้ฝึกตนประเทศจีนตอนนี้ มีขุมอำนาจใหญ่ที่ไม่ควรไปตอแยอยู่เจ็ดแห่ง โดยทั้งเจ็ดแห่งนี้แบ่งเป็น สามนิกายสี่ตระกูลโบราณ!”
    “สามนิกายประกอบด้วย นิกายทลายฟ้า นิกายภูเขากระบี่และนิกายหิมะโปรย ส่วนสี่ตระกูลประกอบด้วยตระกูลเป่ย ตระกูลหนาน ตระกูลซีและตระกูลตง!”
    “นอกจากนี้ยังมีสิบบุคคลผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกผู้ฝึกตนของประเทศจีนตอนนี้อยู่ด้วย ในเจ็ดคนจากสิบล้วนมาจากขุมอำนาจทั้งเจ็ด ส่วนอีกสามคนเป็นผู้ฝึกตนสันโดษ ต่างก็ต้องระวังทั้งสิ้น ถ้าไปทำให้ใครในสิบคนนี้ไม่พอใจ รับรองได้พินาศแน่!”
    หวังเฉินยืนรับฟังเงียบๆ เมื่อฟังจำเขาก็ท่องแท้ถึงโลกแห่งผู้ฝึกตนในประเทศจีนแล้ว สามนิกายสี่ตระกูลโบราณและสิบผู้แข็งแกร่ง
    “ในหมู่ขุมอำนาจที่เจ้าว่ามา ระดับพื้นฐานฝึกตนสูงที่สุดอยู่ที่ระดับใด?”
    “ราชันย์เทวะ” จางเหว่ยตอบ ดวงตาพลันเผยประกายความใฝ่ฟัน เขาเองก็อยากจะเป็นราชันย์เทวะผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
    ‘ราชันย์เทวะสินะ’ หวังเฉินคิดในใจ ก่อนส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เทียบกับโลกแห่งเซียนแล้ว โลกปัจจุบันนับว่าอ่อนกว่ามาก เพราะที่โลกแห่งเซียนมีผู้ฝึกตนถึงระดับเซียนอมตะ และเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้นอย่างไร้กังขา เซียนอมตะหวังเฉิน!
    “ขอบคุณสำหรับข้อมูลอีกครั้ง ถือว่าข้าติดหนี้เจ้าครั้งหนึ่งแล้วกัน ถ้าต้องการความช่วยเหลือ สามารถบอกข้าได้ทุกเมื่อ” หวังเฉินไม่คิดที่จะได้รับอยู่ฝ่ายเดียวอยู่แล้ว ดังนั้นจึงให้จางเหว่ยถือว่าเขาติดหนี้ครั้งหนึ่ง
    ถ้าเป็นในโลกแห่งเซียน การที่ใครสามารถทำให้เขาติดหนี้ได้ คนผู้นั้นนับว่าโชคดีอย่างถึงที่สุด เพราะหนี้จากเซียนอมตะผู้หนึ่ง ย่อมไม่สามารถประเมินค่าได้
    “อย่าคิดมากๆ” จางเหว่ยหัวเราะ เขาแน่นอนว่าไม่ปฏิเสธการที่หวังเฉินพูดว่าเป็นหนี้ครั้งหนึ่ง ถึงเขาจะคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะเช่นกัน แต่เขาเทียบกับหวังเฉินไม่ได้
    ใครจะรู้ว่าในอนาคตหวังเฉินจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน หากแข็งแกร่งมาก ถ้าเขาลำบาก เขาจะได้มีสิ่งรับประกันไว้คอยช่วยเหลือ
    หวังเฉินสอบถามเรื่องต่างๆ กับจางเหว่ยอีกเล็กน้อย ก่อนพูดคุยเรื่องเรื่อยเปื่อย จนเวลาผ่านไปสิบกว่านาที ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออก หลี่คุนก้าวเดินออกมา ในมือของเขาถือถุงผ้าใบใหญ่ที่มีสมุนไพรใส่อยู่ข้างใน
    “น้องชายหวังเฉิน นี่คือสมุนไพรที่เจ้าต้องการ แต่จำนวนไม่ครบหรอกนะ และอย่างที่ข้าเคยบอกออกไป มีบางชนิดที่คล้ายกับชื่อที่เจ้าให้มา ข้าเลยเอามาด้วย ถ้าไม่ใช่ เจ้าก็แค่เอาออกมา” หลี่คุนยื่นส่งถุงผ้าใส่สมุนไพรให้กับหวังเฉิน
    หวังเฉินรับมา เปิดถุงผ้าออกมา หยิบกล่องที่ใส่สมุนไพรอีกทอดหนึ่งออกมาดูทีละอันๆ ใช้เวลาไม่นานก็ดูจนหมด
    ‘มีขาดไปสามสี่ชนิด แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว’ หวังเฉินคิด จากนั้นเอ่ยถามราคากับหลี่คุน “ผู้อาวุโสหลี่ ข้าต้องการสมุนไพรเหล่านี้ ไม่ทราบว่าราคาเท่าไหร่?”
    หลี่คุนยิ้ม ยกมือขึ้นสามนิ้ว “สามสิบล้านหยวน ข้าให้ส่วนลดแล้ว”
    “สะ...สามสิบล้านหยวน?!” จางเหว่ยอ้าปากร้องตะโกนอย่างอดไม่อยู่ด้วยความตกใจ ราคานี้สำหรับเขา เห็นได้ชัดว่ามันแพงมากจนเกินไป
    ไม่สนใจจางเหว่ยที่ตกใจ หวังเฉินพยักหน้า “ตกลง”
    เขาย่อมไม่มีปัญหากับราคาสามสิบล้านหยวน ขอแค่ได้สมุนไพรที่เขาต้องการก็พอแล้ว
    “ผู้อาวุโสหลี่ ขอเลขบัญชีของท่านด้วย ข้าจะโอนเงินในทันที”
    หลี่คุนบอกเลขบัญชี หวังเฉินก็โอนเงินให้ การค้าระหว่างคนทั้งสองจบลงด้วยดี ใบหน้าของคนทั้งสองจึงเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
    จางเหว่ยที่หายตกใจแล้ว มองหวังเฉินด้วยความอิจฉาที่สามารถใช้เงินจำนวนมากได้โดยไม่กระพริบตา ส่วนเขาลำพังเดือนหนึ่งได้ค่าใช้จ่ายเพียงแค่หนึ่งล้านหยวนเท่านั้น ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
    “ผู้อาวุโสหลี่ ข้าขอตัวลา” เมื่อซื้อสมุนไพรเรียบร้อยแล้ว หวังเฉินก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่ เขาอยากรีบที่จะกลับไปปรุงเม็ดยาหลอมรวม
    “มีโอกาสแวะมาได้ทุกเมื่อ สำนักฌานสมุนไพรสาขาปักกิ่งยินดีต้อนรับเจ้า” หลี่คุนยิ้มส่ง
    จางเหว่ยบอกลาหลี่คุนเช่นเดียวกัน เขาที่พาหวังเฉินมา ย่อมต้องกลับพร้อมกับหวังเฉิน เพราะเขาไม่มีธุระกับสำนักฌานสมุนไพรแต่แรกแล้ว
    จบบทที่ 13