หลังจากที่เหยียนชิงจากเขาเข้าไปในสายหมอก ฮุ่ยเหนิงก็วิตกกังวลเกี่ยวกับชายหนุ่มทั้งวัน ทั้งจากความรู้สึกของตนเอง และจากที่คนผู้นั้นที่ส่งสารมาหาเขาว่าไม่ให้ชายหนุ่มออกไป แต่สุดท้ายก็กลับคลาดกันในไม่กี่เสี้ยววินาที หมอกหนาที่ยังคงปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองยังไม่จางหายไปไหน ทำให้ถึงแม้ว่าเขาจะเป็ห่วงชายหนุ่ม แต่ตัวเขาเองก็ยังมีภรรยาและธิดาที่ต้องดูแลอยู่ นอกจากนี้ตัวของฮุ่ยเหนิงเองยังรู้สึกได้ว่าวันเวลายามนี้กลับผ่านไปอย่างเชื่องช้า คล้ายกับว่ามีใครมาหยุดกระแสเวลาเอาไว้จนทำให้มันดูช้าลง
จนกระทั่งยามบ่ายของวัน ผู้คนทั่วทั้งเมืองได้ยินเสียงกรีดร้องดังก้องไปทุกแห่งหน ลูกเล็กเด็กแดงร้องไห้กันเสียงระงม ชาวบ้านต่างเสียขวัญและหวาดกลัวต่อเสียงที่กำลังกรีดร้องออกมา ไม่มีใครซักคนที่จะกล้าออกไปดูว่าเกิดอะไรข้างนอก แม้กระทั่งสำนักกระบี่ขาวที่เป็ผู้เยี่ยมยุทธ์ในเมือง ยังสั่งปิดตายประตูไม่ให้ลูกศิษย์ทั้งหลายได้ออกมาแม้แต่คนเดียว
เมื่อเสียงกรีดร้องหายไป ฮุ่ยเหนิงสังเกตได้ว่าหมอกที่เคยปกคลุมเมืองมาทั้งวันกำลังจางหายลง แสงจากดวงอาทิตย์ค่อยๆสาดส่องเข้ามาในเมืองทีละน้อยจนกระจ่างชัด ชาวบ้านที่หลบภัยประหลาดอยู่ภายในบ้านต่างค่อยๆเปิดประตูออกมาดูเหตุการณ์ เมื่อเห็นว่าปลอดภัย จึงะโเรียกคนข้างในให้ออกมายังท้องถนน
“เกิดอะไรขึ้น? ข้าไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้มาก่อนเลย!”
“หมอกพวกนั้นลงจนหนาแน่นแทบทั้งวัน ข้าว่าถ้าหลงเข้าไปคงไม่ได้ออกมาแน่”
“นี่ข้ายังไม่ได้พูดถึงเสียงกรีดร้องนั่นอีก อ๊าาาา ช่างน่าขนลุกยิ่งนัก!”
เสียงชาวบ้านต่างกำลังวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างออกรสดังเซ็งแซ่ไปทั่วท้องถนน แน่นอนว่าทุกคนต่างหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งนัก แต่ความกลัวหรือจะต้านความอยากรู้ของคนเราได้ สุดท้ายพวกเขาก็ออกมาดูให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่มันจากไปแล้ว
ฮุ่ยเหนิงกำลังเหม่อมองชาวบ้านที่กำลังพูดคุยกันอยู่ข้างนอก จนกระทั่งเขานึกเื่สำคัญขึ้นมาได้ ใช่... ใช่แล้วข้าต้องไปตามน้องชายกลับมา! “ภรรยาข้า ดูแลลูกเราด้วย ข้าจะไปตามเ้าเด็กนั่น คิดว่าคงไปไม่นานนัก”เขารีบวิ่งไปยังหอคอยลิขิตฟ้าโดยที่ไม่หันกลับมามองข้างหลังด้วยความรวดเร็ว
“พี่....รักษาตัวด้วย...” ภรรยาของเขาะโบอกด้วยความเป็กังวล เด็กน้อยในอ้อมแขนกำลังมองบิดาตนวิ่งหายลับไป
ฮุ่ยเหนิงวิ่งมาจนใกล้ถึงเขตใจกลางเมือง จากจุดนี้เขามองเห็นหอลิขิตฟ้าตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขามากนัก ในใจกำลังภาวนาให้ชายหนุ่มอยู่รอดปลอดภัยครบทั้งสามสิบสอง มิเช่นนั้นแล้วเขาก็คงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตเช่นกัน
ตูมมมมม!!
เสียงการพังทลายของบางสิ่งบางอย่างทำให้ฮุ่ยเหนิงสะดุ้งขึ้นมาทันที เขาเหลียวมองซ้ายขวา แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ จนกระทั่งเมื่อเขาเงยหน้ามองไปยังหอลิขิตฟ้า ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
หอลิขิตฟ้า......กำลังพังทลาย!
หอคอยที่ตั้งอยู่มานานจนไม่อาจนับวันเวลาได้ บัดนี้กำลังค่อยๆพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเขา ในตอนนั้นเอง ฮุ่ยเหนิงเห็นเงาๆหนึ่งพุ่งออกมาจากภายในหอคอยด้วยความเร็วสูง
“นั่นจะต้องเป็เ้าเด็กนั่นแน่อย่าเพิ่งเป็อะไรไปนะน้องชายข้า!” ฮุ่ยเหนิงกัดฟันพลางเร่งความเร็วขึ้นมากกว่าเดิม จนกระทั่งเขามาถึงหอคอยลิขิตฟ้าที่บัดนี้กลายเป็ซากปรักหักพังไปเสียแล้ว
เมื่อเขามาถึงก็พบว่าเหยียนชิงนั้นกำลังยืนประจันหน้ากับกลุ่มคนสี่คนอยู่ข้างหน้าซากหอคอย
.....................
เหยียนชิงกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มคนประหลาดอยู่กลุ่มหนึ่ง ตัวเขาไม่ได้สังเกตว่าฮุ่ยเหนิงกำลังจ้องมองมายังเขาจากด้านหลัง ชายหนุ่มกำลังจับจ้องไปยังบุคคลข้างหน้าของเขาอย่างระมัดระวังตัว พวกมันมีด้วยกันทั้งหมดสี่คน แต่ละคนสวมชุดผู้ฝึกยุทธ์ที่ปักลวดลายกระบี่ที่ด้านหน้า ชุดของสามในสี่เป็สีเหลือง อีกคนเป็สีเขียวเข้ม ลวดลายกระบี่เป็สีอมเทา คล้ายว่ามันจะเป็บุคคลสำคัญในกลุ่ม
“พวกเ้า้าจะรั้งให้ข้าอยู่ต่อ? ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกับข้ากัน?” เหยียนชิงหันกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูสุภาพ แต่คำพูดคำจาของเขาไม่ได้สุภาพตามไปด้วย ภายในใจของชายหนุ่มกำลังค่อยๆรื้อฟื้นความทรงจำกระบวนท่าทั้งหลายที่ได้รับมา…….เจ็ดกระบวนท่านั้นข้ายังไม่ได้เริ่มฝึก ดูแล้วข้าคงต้องประนีประนอมกับพวกมันไปเสียก่อน...เหยียนชิงคิดในใจอย่างเงียบเชียบ
“เด็กน้อย ยามนี้เ้ากำลังพูดอยู่กับศิษย์หลักของสำนักกระบี่ขาว จงระวังปากของเ้าด้วย!” หนึ่งในผู้ติดตามกล่าวขึ้นอย่างเคืองใจ
ในตอนนั้น ชายชุดเขียวยกมือขึ้นห้ามผู้ติดตามของเขาก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยท่าทีนอบน้อม “สหายผู้มีเกียรติ พวกเรามาจากสำนักกระบี่ขาว ท่านอาจารย์ได้เฝ้าติดตามเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นนี้มาทั้งวัน หอคอยแห่งนี้ตั้งตระหง่านมาจนมิอาจนับเดือนปีได้ เมื่อมันพังทลายลงผู้คนย่อมจะตื่นตระหนก เมื่ออาจารย์ได้พบว่าท่านออกมาจากหอลิขิตฟ้า จึงใคร่อยากเชิญท่านไปพบที่ตำหนักหลวงของสำนักเรา ขอท่านได้โปรดตามเราไปยังสำนักกระบี่ขาวด้วยเถิด”
ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของคนเหล่านี้ เขานึกว่าตัวเองจะโดนฉุดกระชากลากถูไปยังสำนัก หรือไม่ก็อาจถูกโจมตีจากคนพวกนี้ เพราะเขาไม่ให้ความร่วมมืออีกทั้งยังดูกระทำตัวไม่สุภาพอีกด้วย
“โอ้? ดูเหมือนหนึ่งในพวกมันจะยังคงฉลาดอยู่บ้างเล็กน้อย ข้าควรจะปฏิเสธพวกมันอย่างไรดี…”เหยียนชิงขบคิดวิธีแก้ปัญหาอยู่ภายในใจ ก่อนจะค่อยๆสบตาชายผู้สวมเสื้อคลุมสีเขียว ดูไปดูมาแล้วก็มีเค้าความหล่อเหลาอยู่มิใช่น้อย เพียงแต่หล่อน้อยกว่าข้าน่ะนะ....
“แล้วถ้าข้าไม่ไปล่ะ ท่านจะทำเช่นไร?” เหยียนชิงถามขึ้นด้วยความใคร่รู้ ร่างกายและความคิดพร้อมที่จะเข้าสู่การต่อสู้ในทุกขณะ
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงต้องเสียมารยาทใช้กำลังพาตัวท่านไปแทน”ชายชุดเขียวตอบด้วยท่าทีไร้กังวล เขาเห็นว่า เหยียนชิงนั้นยังไม่ได้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ เขาอาจมีพลังปราณอยู่บ้างแต่ก็เป็เพียงชาวบ้านธรรมดาที่อาจโชคดีรอดออกมาจากตัวหอคอย การจะใช้กำลังจับเขานั้นก็เป็เื่ง่ายดายดังแย่งขนมจากมือทารก
ชายหนุ่มแค่นเสียงเ็าออกมาครั้งหนึ่ง มือทั้งสองค่อยๆเลื่อนไปคว้ามีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวทั้งคู่ออกมา แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้จู่โจม เสียงถอนหายใจลึกลับก็ดังออกมาไปทั่วเมือง เขาและผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสามสี่คนต่างประหลาดใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งนัก อีกทั้งซุ่มเสียงนั้น ดูคล้ายจะเป็เสียงของ....อิสตรี?
“มันอยู่ในการคุ้มครองของข้า อย่าบอกนะว่าสำนักของเ้า้าจะลักพาตัวมันไป?”
เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังออกมาจากด้านหลังของเหยียนชิง เมื่อเขาหันไปมองก็พบเข้ากับคนคุ้นเคยก่อนหน้านี้
“เถ้าแก่เนี้ย....” ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ เขามองไปยังหญิงสาวที่กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าซับซ้อน
เถ้าแก่เนี้ยเดินตรงเข้ามาหาเหยียนชิง สายตานางจ้องไปยังตัวของชายหนุ่มก่อนจะเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อครั้งก่อนที่เจอกัน นางจำได้ว่าเ้าเด็กคนนี้พิการลมปราณ ทั้งจากสีหน้าของหลี่เคอและจากที่นางคาดเดาบางส่วน แต่หลังที่จากนางไปไม่กี่วัน มันกลับมีพลังปราณอยู่ในร่างตนเองแล้ว นั่นทำให้นางใและงุนงงเป็อย่างยิ่ง ในคราแรกที่นางมาก็เพื่อที่จะช่วยเหลือชายหนุ่มตามที่สัญญาไว้กับหลี่เคอเท่านั้น ไม่คิดเลยว่ายามนี้มันกลับพุ่งทะยานดุจมัจฉากลายเป็ัไปเสียแล้ว
“ผู้....ผู้าุโ โปรดระงับโทสะ นะ....นี่เป็เพียงการเข้าใจผิดเท่านั้น ผู้เยาว์ไม่รู้ความที่มายุ่งเกี่ยวกับคนของท่านได้โปรดอย่าได้ถือสาหาความพวกเราเลย”ชายชุดเขียวก้มศีรษะลงขอขมาหญิงสาวด้วยท่าทางหวาดกลัวเหลือคณา เหยียนชิงได้แต่จ้องมองนางด้วยความงงงัน
“ตัวตนของท่าน...เป็เช่นไรกันแน่?” ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มขึ้นด้วยความขมขื่น และคาดการณ์ความเป็ไปได้ต่างๆอยู่ในใจเท่านั้น
“หึ! ในเมื่อเ้าไม่รู้ข้าก็จะไม่ถือสาหาความพวกเ้า จงไปบอกตาเฒ่าเ้าสำนักด้วยว่าหากข้องใจอะไรก็ให้มาถามหาที่ข้านี่ เข้าใจหรือไม่!” นางตวาดขึ้นเสียงดังจนทั้งสี่คนนั้นอกสั่นขวัญหาย
“เข้า....เข้าใจขอรับ เช่นนั้นผู้เยาว์ขอตัวลา โปรดรักษาตัวด้วยผู้าุโ” ทั้งหมดต่างรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว พวกมันไม่แม้กระทั่งหันกลับมามองแม้เพียงนิด
บัดนี้ทั่วทั้งบริเวณกลับเหลือเพียงหญิงสาวและชายหนุ่มเพียงสองคน ฮุ่ยเหนิงที่วิ่งเข้ามาก่อนหน้านี้อ่านบรรยากาศที่แปลกๆออก เขาจึงเดินทางกลับไปยังโรงเตี๊ยมไปเป็ที่เรียบร้อย
เหยียนชิงมองไปยังใบหน้าของหญิงสาวที่มาช่วยเขา ้าที่จะเอ่ยขอบคุณขึ้นมา แต่นางกลับพูดแทรกขึ้นเสียก่อน
“ข้ารู้ว่าเ้ามีเื่ที่สงสัยมากมาย แต่เชื่อข้าเถอะว่ายามนี้ข้าสงสัยในตัวเ้ามากกว่าที่เ้ากำลังสงสัยข้านัก” เถ้าแก่เนี้ยกล่าวต่อ “ตามข้ามาที่ร้านค้า ถ้าเ้าให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม บางทีข้าอาจไขข้อสงสัยบางอย่างให้กับเ้าได้บ้าง” เมื่อนางพูดจบก็หันหลังเดินนำชายหนุ่มไปยังร้านค้าเขตชานเมือง
เหยียนชิงกัดฟันแน่น ยังคงชั่งใจกับคำพูดของเถ้าแก่เนี้ย เขาไม่กล้าบอกนางว่าสิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดนั้นคือภูมิหลังของนาง แต่ถ้าหากเขาตามไปก็อาจได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเื่นี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยข้อมูลอะไรบ้างเท่านั้น
เหยียนชิงยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งจนถอนหายใจออกมา “หากข้าไม่กล้าแม้แต่จะถามหาความจริง เช่นนั้นข้าจะกล้าเผชิญหน้ากับโลกยุทธภพได้อย่างไร? ”เหยียนชิงสูดหายใจขึ้นอีกครั้งพร้อมกับตัดสินใจอย่างแน่วแน่ก่อนจะเดินตามนางไปติดๆ
ทั้งคู่เดินจนมาถึงหน้าร้านที่คุ้นเคย เถ้าแก่เนี้ยเดินไปเปิดประตูพร้อมทั้งกวักมือเรียกให้เหยียนชิงเข้าไปข้างใน นางเดินเข้าไปหยิบถ้วยชาออกมาก่อนจะเรียกให้ชายหนุ่มนั่งลง
“เช่นนั้น...เ้าจงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังโดยละเอียดที.....”เถ้าแก่เนี้ยชงชาไปด้วยพลางพูดกับเขา นางรินน้ำชาใส่ถ้วยสองถ้วย ถ้วยหนึ่งนางเก็บไว้ อีกถ้วยนางส่งให้กับชายหนุ่ม
เหยียนชิงมองหน้านางด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆเอ่ยปากขึ้น เขาเริ่มเล่าถึงตอนที่ตนเองเดินเข้าไปในหมอกหนาจนกระทั่งพบกับซากศพเ่าั้ รวมทั้งตอนที่มีผู้าุโลึกลับช่วยเหลือเขาไว้ในหอลิขิตฟ้า แต่ชายหนุ่มกลับเลือกที่จะไม่เล่า่เวลาที่ฟื้นฟูลมปราณและเก็บเอาไว้เป็ความลับแทน
เถ้าแก่เนี้ยกำลังฟังเื่ราวที่ชายหนุ่มเล่าอย่างตั้งใจ นางกำลังสงสัยว่าเหตุใดหมอกประหลาดนั่นถึงได้ลงมาปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง รวมทั้งเื่ซากศพที่ชายหนุ่มเล่า ทุกอย่างล้วนดูแปลกประหลาดยิ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้เยี่ยมยุทธ์หลายคนสนใจและ้าที่จะค้นหาความจริงว่าเื่ราวทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากสิ่งใดกันแน่
“ดูเหมือน.......เ้าจะมีบาง่บางตอนที่ไม่อยากจะเล่าให้ข้าฟังสินะ” นางซดน้ำชาพร้อมกับมองชายหนุ่มด้วยสายตาเยือกเย็น จิตสังหารค่อยๆปรากฏออกมาจากดวงตานาง
ในตอนนั้นเหยียนชิงรู้สึกเหมือนกับถูกเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงไปบนร่างกายจนหนาวสั่น แต่ตัวเขาก็ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขาเพียงแค่เผยรอยยิ้มไร้เดียงสาออกมาเท่านั้น “เถ้าแก่เนี้ย เื่ที่ข้าเล่าได้ก็มีเพียงเท่านี้จริงๆ หากท่าน้าให้ข้าเล่าต่อไป ก็เกรงว่าข้าคงต้องขอตัวลา ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือข้าเอาไว้เมื่อครู่” เหยียนชิงลุกขึ้นโค้งคำนับนางอย่างนอบน้อมก่อนเตรียมตัวจะจากไป
“หืม? เด็กน้อย ช่างยอมแพ้ง่ายยิ่งนัก เ้าอยากรู้เื่ของข้ามากมิใช่รึ?” นางหรี่ตามองเหยียนชิงด้วยสายตาเอ็นดูปนขำขัน เด็กคนนี้ช่างหัวอ่อนนัก ข้ายุแหย่เพียงนิดหน่อยก็ยอมแพ้เสียแล้ว...
เหยียนชิงหันกลับมาด้วยสีหน้าเป็ประกาย ก่อนจะตีหน้าบึ้งนั่งลงตรงหน้านาง “อย่างแรกข้าเป็คนมีชื่อแซ่เช่นคนธรรมดา อีกอย่างปีนี้ข้าก็อายุสิบเจ็ดปีแล้ว ท่านควรจะเลิกเรียกข้าว่าเด็กน้อยเสีย”
เถ้าแก่เนี้ยมองไปยังชายหนุ่มอย่างแปลกใจ เื่แรกที่เขา้าคือให้นางเรียกชื่อเขาตรงๆ ไม่ใช่การไถ่ถามที่มาที่ไปของตัวนาง นั่น....ทำให้นางรู้สึกแปลกๆเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้น เหยียนชิง....ให้ข้าเรียกเ้าเช่นนี้ดีหรือไม่?”นางยิ้มขึ้นพร้อมกับมองไปยังชายหนุ่ม
“เยี่ยม! เช่นนั้นเรากลับเข้าเื่สำคัญกันเถอะ”เหยียนชิงเดินกลับมานั่งข้างหน้านางอีกครั้ง ในมือเขาถือถ้วยชาเมื่อครู่ ก่อนจะค่อยๆยกขึ้นดื่มทีละน้อย
“เช่นนั้น...ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านเป็ใครกัน?...”ชายหนุ่มหยุดจิบชาพลางมองนางด้วยสีหน้าจริงจัง
“.....ข้าก็แค่เถ้าแก่เนี้ยของร้านค้าแห่งนี้เท่านั้น”นางตอบชายหนุ่มอย่างเรียบง่าย
“ข้าไม่คิดว่าผู้ฝึกยุทธ์เ่าั้จะเกรงกลัวท่านเพียงเพราะว่าท่านเป็เถ้าแก่เนี้ยของร้านค้าแห่งนี้ แต่ถ้าหากท่านลำบากใจไม่อยากบอกข้าก็ไม่เป็ไร ถือซะว่าทั้งข้าและท่านเจ๊ากัน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ ถึงแม้เขาจะอยากรู้ที่มาที่ไปของหญิงสาวแต่ก็ไม่ได้คะยั้นคะยอนางมากนัก การทำเช่นนั้นรังแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ของนางกับเขาแย่ลง
“ที่พวกมันกลัวนั้นไม่ใช่ตัวข้า หากแต่เป็ผู้หนุนหลังของข้าต่างหาก ยามนี้ข้าอ่อนแอลง อ่อนแอจนเทียบไม่ได้กับ่อดีตของข้าแม้แต่น้อย” นางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดูคล้ายจะปนเปไปด้วยความเศร้าหมองอยู่เป็บางส่วน
“เ้าคงอยากจะรู้ว่าทำไมข้าช่วยเ้าไว้ใช่หรือไม่ ประการแรกก็เพื่อทำตามคำขอของลุงเ้า ส่วนประการที่สองนั้น เป็ความ้าของตัวข้าเอง” นางตอบคำถามที่คาใจชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยต่อ “ก่อนหน้านี้ข้าก็พอเดาได้อยู่บ้างว่าเ้าเป็คนพิการลมปราณ ใน่ที่หมอกลงนั้นข้าส่งคนไปที่โรงเตี๊ยมเพื่อห้ามไม่ให้เ้าออกไปไหนเพราะว่ามันอันตราย แต่ก็ล้มเหลว มิหนำซ้ำเมื่อเ้ากลับออกมาจากหอลิขิตฟ้ากลับเต็มไปด้วยพลังปราณ นั่นเป็สิ่งที่ข้าประหลาดใจมากที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเคยเจอมาในชั่วชีวิต”
“ท่านรู้อยู่แล้วว่าข้าพิการ? เช่นนั้นท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าเหตุใดท่านลุงจึงปกปิดเื่นี้ต่อข้า อีกอย่าง เถ้าแก่เนี้ยท่านจะบอกว่าการกลับมามีพลังปราณนั้นมันแปลกประหลาดมากเลยรึ?”
“ไม่ได้แปลก แต่มันเป็การฝืนลิขิตฟ้า! เ้าพิการมาั้แ่แรกแล้วกลับมามีพลังปราณได้ ย่อมจะเป็ข่าวที่ทำให้ยุทธภพนั้นสั่นะเื ผู้คนจะตามล่าเ้าเพื่อเค้นหาความลับ หรืออาจจะผ่าเ้าเป็สองซีกแล้วหลอมสกัดให้กลายเป็เม็ดยาก็เป็ได้” นางไม่ได้ตอบเื่ลุงของเขาแต่อย่างใด กลับกัน เหยียนชิงสังเกตว่าสีหน้าของนางที่ดูประหลาดใจบัดนี้มีร่อยรอยความอิจฉาขึ้นมาบางส่วน
เหยียนชิงไม่รู้เหตุผลว่าทำไมนางถึงแสดงสีหน้าเช่นนั้น ชายหนุ่มได้แต่กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ ภายในลำคอของเขาแห้งผากเป็ที่เรียบร้อย......หากคนสำนักกระบี่ขาวรู้เื่นี้ บางทีเขาก็คงถูกนำไปทรมานเพื่อหาความลับไปแล้ว
“ถ้าเช่นนั้น ข้าควรจะทำเช่นไร?”ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างจนปัญญา
“การกลับไปใช้ชีวิตเป็คนปกตินั้นเป็หนทางสิ้นคิด ถ้าจะให้ดีเ้าควรกลับไปบอกลาลุงป้าของเ้าเสีย หลังจากนั้นจงมุ่งหน้าขึ้นเหนือ เมื่อเ้าเดินทางไปเรื่อยๆก็จะพบกับเมืองหลวงเทพสุริยัน ที่นั่นเ้าจะสามารถหลบหนีอิทธิพลของสำนักกระบี่ขาวได้” นางแนะนำเหยียนชิงด้วยความจริงใจ การจะปล่อยให้ชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้ามาในยุทธภาพต้องตายไปช่างเป็เื่น่าเศร้า อีกอย่างนางยังรู้สึกได้ว่าเด็กคนนี้นั้นไม่ธรรมดาเป็อย่างยิ่ง
“รอข้าอยู่ตรงนี้ซักครู่” เมื่อพูดจบนางก็ก้าวเท้าหายเข้าไปในบ้านพักอีกครั้ง
เถ้าแก่เนี้ยออกมาพร้อมกับถุงย่ามใบหนึ่ง ภายในบรรจุหนังสือสองถึงสามเล่มเอาไว้ เหยียนชิงไม่รู้ว่ามันเป็หนังสืออะไรเนื่องจากมันอยู่ในย่ามใบนั้น
“เ้าเพิ่งจะก้าวเข้ามาในโลกใหม่ไม่ถึงวัน นี่อาจช่วยเ้าได้ ระดับมันอาจสูงไปบ้างในบางวิชา แต่ก็ยังมีวิชาที่เ้าเรียนได้อยู่เช่นกัน” นางยื่นถุงย่ามให้กับเหยียนชิง
“นี่เป็วิชาที่ข้าเคยฝึกใน่อดีต ตอนนี้ข้าไม่ได้ใช้งานมันแล้ว มันน่าจะมีประโยชน์มากกว่าหากเ้ารับมันไปจากข้า คิดเสียว่าเป็ของขวัญก็ก่อนจากแล้วกัน” นางพูดต่อโดยไม่ให้ชายหนุ่มได้มีสิทธิปฏิเสธใดๆทั้งสิ้น
เหยียนชิงรับย่ามที่บรรจุหนังสือมาด้วยความดีใจ นี่จะเป็เหล่าวิชาแรกที่เขาจะได้ฝึกฝนในโลกของผู้ฝึกยุทธ์หากไม่นับรวมวิชาเจ็ดกระบี่นักพรตเต๋าและวิชาของทางฝั่งผู้ฝึกตนที่จะถ่ายทอดออกมาเมื่อชายหนุ่มทะลวงข้ามแต่ละขั้นได้
“ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ย ข้าจะทำตามคำแนะนำของท่านอย่างแน่นอน อีกอย่างบุญคุณครั้งนี้ที่ท่านมีต่อข้า ข้าจะไม่ลืมไปชั่วชีวิต” เหยียนชิงประสานมือคารวะนางพลางเอ่ยคำขอบคุณออกมา
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็จงรีบไปเสีย ยามนี้ลุงกับป้าเ้าคงเป็ห่วงอยู่แน่” นางเอ่ยปากให้เขารีบกลับก่อนจะรีบสาวเท้าเดินหนีเข้าไปในตัวบ้าน ชายหนุ่มเห็นใบหน้าของนางนั้นเปลี่ยนเป็ซีดขาวราวกับคนตาย แต่ก็ทำได้แต่มองด้วยความสงสัย
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวลา ขอบคุณมากเถ้าแก่เนี้ย!” เหยียนชิงะโเข้าไปในบ้านแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ ชายหนุ่มจึงเดินออกมาแล้วเตรียมตัวมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านทะเลไผ่ทันที
ภายในตัวบ้าน หญิงสาวที่หน้าซีดเซียวกระอักโลหิตออกมากองโต นางค่อยๆทรุดลงนั่งเก้าอี้อย่างอ่อนแรง ยามนางมองออกไปยังนอกหน้าต่าง ก็เห็นว่าชายหนุ่มค่อยๆเดินจากไปจนลับตา นางจึงค่อยๆลอกิัที่อยู่บนหน้าของนางออกทีละน้อย เผยให้เห็นดวงหน้าสตรีที่ได้รูป ริมฝีปากเล็กรับเข้ากับใบหน้า ดวงตาเรียวคมดุจดังพญาหงส์ ผิวหน้าซีดขาวราวกับไร้ซึ่งโลหิตหล่อเลี้ยง หากมีใครได้มองใบหน้าของก็จะรู้สึกว่าหญิงสาวนี้ผู้นี้ไม่อาจคาดการอายุที่แท้จริงได้ อาจยี่สิบ หรือสามสิบปีโดยประมาณ
นางเหม่อลอยอยู่ชั่วครู่คล้ายกับว่ากำลังหวนคำนึงถึง่เวลาในอดีตที่ผ่านมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยความเศร้าโศก
“สำหรับความรู้สึกของคนที่สูญเสียพลังนั้น ข้ารู้ดีกว่าใคร…..”
------------------------
คุยกับไรเตอร์นิดนะครับ ผมมีคำถามอยากจะถามท่านผู้อ่านอยู่นิดหน่อย
1.นิยายยาวหรือสั้นไปไหมครับ เป็ไปได้อยากจะให้ยาวหรือสั้นกว่านี้ก็บอกได้นะครับ ผมกลัวว่าทางผู้อ่านจะไม่ชอบใจหากมันยาวหรือสั้นไป
2.เนื้อเื่กับบทพูดโอเคมั้ยครับ ตอนนี้ผมพยายามคิดพลอตขึ้นมาในส่วนแรกแต่ก็กลัวว่าจะไม่แน่นพอ ทางทีดีผมอยากฝากผู้อ่านคอมเม้นท์ส่วนนี้ให้หน่อยนะครับ
3.ถ้าพบคำผิดผมรบกวนคอมเม้นท์บอกทีนะครับ เพราะบางทีตรวจเเล้วก็ยังหลุดลอดไปบ้าง
ฝากคอมเม้นท์สามหัวข้อนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ