ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเื่ของจื่อลู่ จิ่นเม่ยหลงในวัยเพียงสี่ปีก็แบกห่อสัมภาระเล็ก ๆ ก้าวเดินออกจากป่าลึกมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ ระยะทางสำหรับเด็กน้อยธรรมดานั้นแสนยาวไกล ทว่าด้วยการฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนักหน่วง เขาจึงใช้เวลาเพียงไม่นานก็เดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองเทียนฮุย ทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองมีจำนวนไม่มากนักในยามกลางวัน การเดินผ่านเข้าไปในตัวเมืองสำหรับเด็กน้อยจึงมิใช่เื่ยากเย็น
“โอ้! นี่หรือคือเมืองเทียนฮุย ผู้คนช่างมากมายถึงเพียงนี้!” จิ่นเม่ยหลงอุทานออกมาพร้อมกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง นี่เป็ครั้งแรกที่เด็กน้อยจากป่าลึกได้พบเห็นฝูงชนมหาศาลและบ้านเรือนที่ดูหรูหราโอ่อ่า ทว่าความเป็จริงอันโหดร้ายก็พุ่งเข้าชนในทันที การที่เด็กอายุสี่ขวบจะมาใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังในเมืองใหญ่นั้นนับเป็เื่ที่แทบเป็ไปไม่ได้ สิ่งแรกคือการหาที่พักพิง และประการต่อมาคือการหางานทำเพื่อความอยู่รอด เด็กวัยเดียวกันส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนวรยุทธ์ ทว่านั่นมิใช่สำหรับจิ่นเม่ยหลงผู้มีเส้นกำเนิดพลังปราณพิการ งานเดียวที่เด็กน้อยพอจะหาทำได้ก็คืองานแบกหามทำปุ๋ยที่ท้ายเมือง
จิ่นเม่ยหลงมิเคยเกี่ยงงอนว่าจะต้องทำงานต่ำต้อยหรือเหนื่อยยากเพียงใด สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคือการหาเงินเพื่อซื้ออาหารประทังชีวิต ค่าจ้างที่เขาได้รับมีเพียงวันละห้าผลึกเงิน ทว่ามันก็เพียงพอสำหรับซื้อพืชผักประทังหิว ส่วนเนื้อสัตว์นั้นเขาต้องทำงานถึงสามวันจึงจะซื้อได้หนึ่งชิ้น กระนั้นเื่เนื้อสัตว์ก็มิใช่ปัญหาใหญ่ เพราะในกระท่อมยังมีเนื้อสัตว์อสูรที่จื่อลู่เคยล่าตุนเอาไว้
ค่าเงินตราบน ดาวเป่ยฮุย แห่งนี้แบ่งเป็ ผลึกเงิน,ผลึกทอง และ ผลึกม่วง โดย 100 ผลึกเงิน มีค่าเท่ากับ 1 ผลึกทอง และ 100 ผลึกทอง มีค่าเท่ากับ 1 ผลึกม่วง )
ในทุกวัน จิ่นเม่ยหลงต้องเดินทางไปกลับระหว่างป่าและตัวเมือง แม้จะเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่เขาก็มิเคยละทิ้งการฝึกฝนร่างกายตามคำชี้แนะของจื่อลู่ หนึ่งอาทิตย์ล่วงเลยผ่านไป เขาเริ่มคุ้นชินกับสภาพเมืองและรับรู้เื่ราวใหม่ ๆ มากขึ้น บางคนก็ดีต่อเขา บางคนก็มองเขาด้วยสายตาสมเพชเวทนา ทว่าชีวิตที่สงบสุขชั่วคราวกลับกำลังจะสิ้นสุดลง
“เฮ้ย ไอ้ขยะ! แกเป็ใครมาจากไหน เหตุใดข้าจึงไม่เคยคุ้นหน้าเ้าเลย!” เด็กชายผู้หนึ่งซึ่งดูมีอายุมากกว่าเขาประมาณสองปี ในชุดอาภรณ์หรูหราเอ่ยตวาดขึ้น
“นายน้อยพูดกับเ้าอยู่ ไฉนจึงไม่รีบตอบคำถาม!” ลูกสมุนสามคนที่เดินตามหลังเด็กชายชุดหรูหราตวาดสำทับขึ้นมาทันที
จิ่นเม่ยหลงตอบกลับไปตามตรงว่าตนเป็คนงานทำปุ๋ยอาศัยอยู่ในป่าทางทิศใต้ ทว่าคำตอบนั้นกลับสร้างความขบขันให้แก่อีกฝ่าย
“เ้าไม่รู้จักข้า? ที่แท้ก็เป็แค่พวกขยะชั้นต่ำ ข้าคือ นายน้อยตระกูลซือ นามของข้าคือซือเฉิง เมื่อได้ยินนามของข้าแล้วเหตุใดเ้ายังไม่รีบก้มหัวให้อีก!”
เมื่อจิ่นเม่ยหลงปฏิเสธที่จะก้มหัวและพยายามเดินหนี ซือเฉิงจึงสั่งให้ลูกสมุนเข้าสั่งสอนทันที ลูกสมุนคนหนึ่งง้างหมัดขึ้นสุดแขนเตรียมจะซัดเข้าใส่ใบหน้าของจิ่นเม่ยหลง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงของสตรีผู้หนึ่งพลันดังแทรกขึ้น
“หยุดมือเดี๋ยวนี้!”
ซือเฉิงที่ตั้งท่าจะหันไปตวาดกลับพลันชะงักและเปลี่ยนท่าทีให้ดูสงบเสงี่ยมลงในพริบตาเมื่อเห็นสตรีเบื้องหน้า
“แม่นางเจียวเหมย วันนี้ช่างแปลกตานักที่เห็นท่านออกมาเดินเล่นข้างนอก” เจียวเหมยนางคือบุตรีคนที่สองของตระกูลเฟย ซึ่งเป็ผู้ก่อตั้ง พรรคัอัสนี พรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองเทียนฮุยแห่งนี้ นางนับว่าเป็ดรุณีที่งดงามโดดเด่น ดวงตาสีฟ้าลึกล้ำ และมีพร์สูงส่ง แม้อายุเพียงหกปีแต่พลังปราณกลับบรรลุถึง ปราณแรกเริ่ม ขั้นที่สาม
“ซือเฉิง นิสัยรังแกคนไม่มีทางสู้นี่มันกลายเป็สันดานเ้าไปแล้วหรือ” เจียวเหมยกล่าวด้วยเสียงเ็า ซือเฉิงแม้จะเจ็บใจแต่ก็มิกล้าต่อกรกับตระกูลเฟย เขาแค่นเสียงสั่งลูกสมุนให้ถอยกลับไป ทว่าก่อนไปไม่วายหันมาถ่มถุยใส่จิ่นเม่ยหลง “วันนี้เ้าโชคดีที่มีนางช่วย แต่วันหน้าอย่าได้หวัง!”
จิ่นเม่ยหลงมองตามเงาหลังของคนพวกนั้นไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาหาเด็กสาวที่ช่วยชีวิตเขาไว้ แววตาของเขาไร้ซึ่งความตื่นเต้น มีเพียงความเรียบเฉยที่น่ากลัว
“ขอบคุณท่านที่ช่วย... แต่คราวหน้ามิควรยุ่งเื่ของข้า จะลำบากท่านเสียเปล่า”
เจียวเหมยชะงัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความขัดใจ “เหอะ! ข้าอุตส่าห์ช่วยไว้ แต่กลับมาไล่ข้า? ก็ดี! วันหลังหากถูกพวกมันรังแกอีก ข้าจะทำเป็มองไม่เห็น!” นางสะบัดหน้าเดินจากไปทันที
จิ่นเม่ยหลงมองดูเงาของนางที่หายลับไป พลางพึมพำกับตัวเองแ่เบา “จากนี้ไปข้าคงทำได้แค่เพียงอดทนเท่านั้นตัวข้าที่ไม่มีพลังปรานก็เป็ได้แค่ขยะดั่งที่พวกมันว่า” เด็กน้อยก้าวเดินกลับไปยังป่าทิศใต้ลึกเข้าไปในความมืด พร้อมกับหัวใจที่ด้านชาและยอมรับในชะตากรรมที่ต้องเผชิญต่อจากนี้