พวกนายคงไม่รู้หรอก..
ว่าชื่อ 'หลิวเจี้ยน' ของผมนี่ มันเคยเกือบทำให้าระดับชาติปะทุขึ้นมาได้
อ้าใช่..ช่าย
ฟังเหมือนผมโม้ใช่ไหม..
แต่ไม่เลย..
มันคือเื่จริง
คือแบบนี้...
อดีตของพ่อแม่ผม อาป๊าชื่อหลิวหลง กับอาม้าชื่อหนานจื่อฮว่า มันไม่ใช่แค่เื่รักต้องห้ามธรรมดา ๆ ที่หนังจีนชอบทำกันนะครับ
มันเป็เื่ที่ใหญ่จนลากดินได้เลย!!
เพราะพวกท่านเล่น 'แต่งงานกันโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของสองอาณาจักรใหญ่' ที่มีประวัติเกี่ยวพันกันยาวเหยียด
ไม่ ๆ ไม่ใช่อาณาจักรปัจจมิตร..
แต่เป็นครหิมะพยัคฆ์ขาวกับแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ต่างหาก
แต่เอาจริง ๆ เื่ราวมันไม่ควรซับซ้อนอะไรเลยด้วยซ้ำ
ถ้าพวกนายมองว่าการที่พ่อแม่ใครสักคนแต่งงานกันแล้วถูกขับออกจากราชวงศ์สองอาณาจักร
กลับกลายเป็ศัตรูกับนครมหาอำนาจมันเป็เื่เล็กน่ะนะ
ย้อนกลับไป่ที่ยุทธทวีปกำลังโดนพรรคมารค้ำฟ้ากวาดล้างแทบยกทวีป
ทุกเมือง ทุกแคว้นแทบจะกลายเป็สนามรบ!!
พวกเขาต้องรวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังที่ชื่อว่า 'ภาคีกระบี่ขาว' เพื่อล้มพรรคมารให้ได้
อาม้าของผมน่ะ หนานจื่อฮว่า องค์หญิงอันดับสามแห่งแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์
เดิมทีอาป๊าของผม หลิวหลงกับอาม้าเขาเจอกันตอนเข้าร่วมภาคีกระบี่ขาว
ที่รวมจอมยุทธ์ทั้งแผ่นดินมาปราบพรรคมารราตรีค้ำฟ้า
ตอนนั้นมันคือาใหญ่ พวกเขาเจอกัน ทะลุผ่านไฟนรกด้วยกัน แล้วก็รักกัน
แต่อย่าหวังว่าเื่รัก ๆ ของลูกเ้าลูกขุนจะราบรื่นนะ
ก็เพราะไอ้การปราบพรรคมารอะไรเนี่ยแหละ
ซึ่งกว่าจะชนะได้..
ก็เล่นเอาเืสาดกันไปเกือบสี่ปี
ขวัญกำลังใจคนในทวีปต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ผู้นำของสองอาณาจักรเลยเกิดไอเดียบรรเจิดขึ้นมาว่า
'งั้นจัดงานแต่งงานของราชวงศ์สองฝั่งสิ เผื่อคนจะรู้สึกว่าาจบแล้วจริง ๆ !'
แล้วคนที่ถูกเลือกมาเป็ 'เ้าสาวแห่งสันติภาพ' ก็คืออาม้าของผมเอง
และเ้าบ่าวที่เตรียมไว้คือ 'องค์ชาย ซี ไท่ซาน' รัชทายาทแห่งนครหิมะพยัคฆ์ขาว
แต่อาม้าของผมไม่เอาไง ขอให้อาก๋ง (หมายถึงาาที่มีศักดิ์เป็คุณตาของผมน่ะ) ยกเลิกการหมั้น
แต่อาก๋งเขาดันไม่ยอม บอกว่าบ้านเมืองสำคัญกว่า
อาม้าก็เลยหนี..
หนีไปอยู่กับอาป๊าที่สำนักสี่ขุนเขา
พอข่าวเื่นี้ออกมา..
คนทั้งแผ่นดินก็เงิบกันถ้วนหน้า บางคนสงสาร บางคนก็ซุบซิบว่าอาม้าของผมทำเสียเื่การเมือง บางคนด่าท่าน
แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ..
ทั้งสองอาณาจักรนั้นพิโรธจนแทบลั่นระฆังาแทนระฆังวิวาร์!
แต่ก็นะ..
อาป๊าของผมก็ไม่ใช่คนธรรมดา
ท่านเป็ถึงศิษย์คนโตของจอมปราชญ์กระบี่ฟ้า หลี่ จงิ เป็ว่าที่เ้าสำนักสี่ขุนเขารุ่นต่อไป
ถ้าเทียบแล้ว..
ท่านมีศักดิ์ไม่ต่ำกว่าองค์รัชทายาทอะไรนั่นเลย
แต่ด้วยความเป็อาป๊า ความรับผิดชอบในฐานะศิษย์คนโตของเ้าสำนัก
หากเขายังเป็ว่าที่เ้าสำนักต่อไป เพลิงาที่เพิ่งมอดก็จักปะทุขึ้นมาใหม่ แล้วเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม และเพื่อคนที่เขารัก
ทั้งคู่ก็จัดงานแต่งเงียบ ๆ มีแค่เ้าสำนักสี่ขุนเขากับคุณย่าหรือก็คืออากงอาม่าทางฝั่งพ่อผมเป็พยาน จากนั้นก็สละตำแหน่งว่าที่เ้าสำนัก และถอนตัวออกจากยุทธภพไปเลย
ถ้าคนจากนครหิมะพยัคฆ์ขาวรู้ว่าผมคือผลผลิตของการล้มเลิกการหมั้นหมายขององค์รัชทายาทของพวกเขา
ผมคงไม่ได้เดินอยู่กลางเมืองอย่างนี้แน่นอน
หรือถ้าอาก๋งของผม.. ผมหมายถึงกษัตริย์แห่งแคว้นหงสารู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่
เขาคงอยากล้างบางชื่อผมออกจากสายเืให้สิ้น
เื่ทั้งหมดที่ผมเล่ามา..
ผมก็ฟังต่อมาจากยี่ฟู่ เขาเลยบอกว่าจะปกป้องผม แล้วในฐานะศิษย์พี่รองของจอมปราชญ์กระบี่ฟ้า
เขาจึงได้ให้ผมกราบเขาเป็พ่อบุญธรรม แล้วก็จับผมฝึก ๆ ๆ แล้วก็ฝึก!!
ก็แหงล่ะ..
เกิดมามีทุกฝ่ายอยากฆ่าแบบนี้ ..
จะให้เรียนวาดรูปเล่นไปวัน ๆ มันก็ไม่ไหวหรอก..
จริงไหมล่ะ?
เอาล่ะ.. ช่างประวัติในอดีตของอาป๊ากับอาม้าของผมก่อน
กลับมาที่เหตุการณ์ตรงหน้าก่อนดีกว่า
ตอนนี้ท่านเ้าเมืองหน้าขน...
เอ่อ.. ผมหมายถึงท่านเ้าเมืองซุนต้าชิงก็ได้พาพวกเราสองพ่อลูกเข้าไปในจวน
นั่งกินขนมซดน้ำชาในห้องรับแขกของเขา
สายตาของท่านเ้าเมืองจ้องผมอย่างกับกำลังอ่านตำราอะไรบางอย่างอยู่..
จ้องแบบตาไม่กะพริบ..
ผมล่ะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเผลอมีอะไรติดหน้ารึเปล่า
แต่มันทำให้ผมเกร็งไม่น้อยเลย โดยเฉพาะตอนที่เขาจ้องมาที่ปานแดงตรงมือขวาของผม
“ได้ดวงตาของพ่อมา แต่เค้าหน้าเป็ของคนเป็แม่...
ฉันชักจะแก่เกินไปแล้วกระมัง ถึงได้มองว่าพ่อเจี้ยนเป็ลูกของท่าน
จอมยุทธ์ช่าง”
ท่านเ้าเมืองว่าอย่างนั้น พร้อมยิ้มให้ผมอย่างใจดี
ฟังน้ำเสียงแล้วผมเดาได้เลยว่าท่านคงสนิทกับยี่ฟู่ผมพอตัว
“ว่าแต่... ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ พ่อหนุ่ม”
“เพิ่งสิบเจ็ดเมื่อเดือนก่อนครับ”
ผมตอบไปตามจริง พร้อมกับปล่อยสายตามองไปรอบห้อง
บรรยากาศในนี้อย่างกับหลุดมาจากซีรี่ย์จีนที่อาม้าผมชอบดูเป๊ะ ๆ
โต๊ะไม้แบบที่มีลายแกะสลัก พัดลมเพดานก็ไม่มี มีแต่โคมไฟกับเชิงเทียน
จะให้บรรยายเป็วิทยาศาสตร์คงลำบาก
แต่ผมว่าแม่ของผมต้องชอบห้องนี้แน่ ๆ
ท่านเ้าเมืองเลิกคิ้วนิด ๆ ก่อนพูดว่า
“ฉันเข้าใจแล.. ว่าที่ผ่านมาเกือบยี่สิบปี พวกพี่หนีไปอยู่ที่ใดมา”
แล้วหันไปทางยี่ฟู่ของผม
“มาหาฉันวันนี้..
คงเพราะเื่ของพ่อหนุ่มหลิวเป็แน่
อย่างไรจอมยุทธ์ช่าง..
พี่มีอะไรอยากให้ฉันช่วย?”
ยี่ฟู่ของผมไม่พูดเปล่า เขาร่ายยาวแทบจะทันที
“ข้าว่าจะให้มันสมัครเป็ศิษย์ของสำนักสี่ขุนเขาสาขาอาณาจักรปัญจมิตร
แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าพวกข้าไม่มีใบประวัติ”
ใช่ครับ.. ผมไม่มีใบประวัติ ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีบัตรประชาชน
เอ่อ...
ผิดเื่ละ แต่ก็ใกล้เคียงนะ..
จะเรียกว่าผมเป็เด็กเถื่อนของโลกยุทธภพก็ว่าได้
“พี่จะให้ฉันปลอมใบประวัติให้?”
ท่านเ้าเมืองเอ่ยถามยี่ฟู่ของผมแบบรู้ทัน
ซึ่งเ้าตัวก็แค่พยักหน้ารับแทนคำตอบ ไม่พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ
ท่านซุนต้าชิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดต่อ
“ฉันเข้าใจนะว่าตัวตนของพ่อหนุ่มหลิวนี่ไม่ควรเปิดเผย
แต่มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอพี่?
ฉันว่าไม่เห็นต้องปลอมใบประวัติให้วุ่นวายหรอก
แค่พี่พาลูกชายของพี่ไปหาท่านเ้าสำนักสี่ขุนเขาโดยตรงก็ได้
อย่างไร..
ก็เข้าสำนักได้สบายอยู่แล้ว ไม่ต้องสอบ ไม่ต้องไปแย่งที่กับเด็กคนอื่นด้วยซ้ำ"
แต่ยี่ฟู่ผมกลับถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดเสียงนิ่ง ๆ ว่า
“ต้าชิง..
เ้าไม่เข้าใจ”
ผมเห็นท่านลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาว เดินวนไปมาอย่างกับคนมีเื่กลุ้มหนัก
ตรงนั้นผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเื่นี้มันซับซ้อนแค่ไหนกันแน่
“เ้าก็รู้..
ว่าตอนที่ข้าแฝงตัวเข้าไปในพรรคมารฯ
ข้าต้องทำอะไรบ้าง...”
เท่านั้นแหละ..
บรรยากาศในห้องมันเปลี่ยนไปเลย
เหมือนกลิ่นเืมันลอยฟุ้งขึ้นมาตามน้ำเสียงที่กดต่ำลงของยี่ฟู่
“ข้าฆ่าคนมานักต่อนัก!
ไม่ว่าจะมันผู้นั้นจะเลวแค่ไหน..
แต่ครอบครัวของพวกมันก็ไม่ได้คิดเหมือนข้าเสมอไปหรอก
ถ้าข้าใช้ชื่อของข้าไปยืนยันให้เจี้ยนเอ๋อร์ได้เข้าสำนักเมื่อไหร่
วันหนึ่งเ้ากรรมนายเวรที่ข้าทำไว้..
มันต้องย้อนมาหาเจี้ยนเอ๋อร์แน่”
แววตาแบบนั้นของยี่ฟู่ ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
มันทั้งเ็ป และดูเศร้า
ทั้งหมดมันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“หากพวกมันเกลียด..
ให้พวกมันเกลียดแค่ข้าคนเดียวก็พอแล้ว
อย่าทำให้เด็กคนนี้ต้องแบกบาปที่ข้าสร้างไว้เลย..
โดยเฉพาะที่มันเป็บุรุษตระกูลหลิวคนสุดท้ายด้วยแล้ว”
ผมรู้ว่าท่านเ้าเมืองซุนเองก็นิ่งไปเหมือนกัน
เหมือนกำลังย้อนนึกถึงอะไรบางอย่าง
เพราะตามที่ยี่ฟู่เคยเล่าให้ผมฟัง...
เขาเคยเป็หนึ่งในเจ็ดบาปของพรรคมารฯ มาก่อน
ซ้ำยังมีตำแหน่งสูงในพรรคฯ ด้วย!
เขาเป็ถึง ‘บาปแห่งโลภะ’
แล้วแน่นอน..
ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ
มันต้องแลกกับภารกิจเื
และความตายมากมาย
“เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน...”
ยี่ฟู่พูดขึ้นอีกครั้ง..
สีหน้าเริ่มกลับมาจริงจังเหมือนเดิม
“เ้ายังไม่ต้องตอบตกลงเื่ปลอมใบประวัติให้ข้าตอนนี้หรอก..
รอเอาชุดหินหยั่ง์มาให้ลูกชายของข้าทดสอบ..
แล้วเราค่อยว่ากันอีกที”
ทันทีที่พูดจบ..
สีหน้าท่านก็เปลี่ยนไปทันที
จากที่กำลังดูเศร้าอยู่ดี ๆ แววตากลับกลายเป็คาดหวังกับตื่นเต้นแทน
จะว่าไป..
ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าพลังสถิตร่างในตัวผม
มันอยู่ในระดับไหนกันแน่
ห๊ะ? อะไรคือพลังสถิตร่างน่ะหรอ
นี่แหละคือจุดเด่นของเื่ที่ผมกำลังเล่าให้พวกนายได้ฟัง
ไม่ต้องรีบ..
ผมอธิบายแน่ว่ามันคืออะไร
แต่มันไม่ใช่ตอนนี้...
ผมสังเกตเห็นว่า เ้าเมืองซุนต้าชิงแอบเหลือบมองมาที่มือขวาของผม
ใช่ครับ..
ปานแดงของผม มันมีรูปเป็ัดูน่าเกรงขามไม่หยอกเลยล่ะ
ถึงแม้ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่ามันเป็แบบนั้นจริงหรือเปล่า เพราะเวลาอาบน้ำมันก็ไม่ได้พ่นไฟหรือทำเสียงคำรามอะไรแบบในเกม
แต่สายตาของท่านเ้าเมืองกลับไม่เปลี่ยนไปสักนิด..
คล้ายกับเห็นมานักต่อนักแล้ว และดูเหมือนท่านจะตัดสินใจบางอย่างจากแค่รูปร่างของลายปานบนมือผมไปแล้ว
นั่นแหละฮะ..
แม้ปานของผมจะเป็ั..
แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ร่างสถิตของัฟ้าที่ว่ากันว่าเป็หนึ่งในสี่เทพสถิตระดับสูงสุด
ท่านเ้าเมืองก็น่าจะสรุปในใจไปแล้ว ว่าพลังสถิตร่างของผมนี่อย่างมากก็แค่ 'พิเศษนิดหน่อย' แต่ไม่ถึงกับ 'ว้าว ไอ้นี่มันเด็กเทพนี่น่า' ขนาดนั้น
“เอาเช่นพี่ว่า.. จอมยุทธ์ช่าง”
เ้าเมืองกล่าวเสียงเรียบ เขาก็ได้ล้วงหยิบแผ่นหยกสีเขียวออกมาจากแขนเสื้อ
ด้านหน้าสลักอักษรคำว่า 'ซุน' ตัวใหญ่บึกบึนเหมือนตัวเ้าของเองไม่มีผิด
จากนั้น..
ตาลุงหน้าขนก็เอาพลังปราณส่งเข้าไปในหยกแผ่นนั้น..
ก่อนที่ผมจะได้ยินบทสนทนาที่ผมไม่รู้จะเรียกว่าโทรศัพท์หรือวอกกี้ทอล์คดีกว่าดังขึ้น
“ลูกหวัง.. ลูกเอาชุดหินหยั่ง์มาให้พ่อที่ห้องรับแขกหน่อย......
ไม่...ไม่ลูก
พ่อเอาตอนนี้เลย........
พ่อรู้ ๆ ....
แต่พ่อจำเป็ต้องใช้บัดเดี๋ยวนี้....
อืม...
ใช่...
รีบเอามาเดี๋ยวนี้...”
เสียงดูคล้ายคนเร่งลูกชายเอารีโมตมาส่งมากกว่าเรียกอุปกรณ์สำคัญอะไรสักอย่าง
ผมหันไปมองยี่ฟู่ ที่พยักหน้าให้เบา ๆ เป็เชิงว่า 'อีกเดี๋ยวก็รู้'
ส่วนผมก็ยังงง ๆ อยู่นิดหน่อย
หินหยั่ง์นี่มันอะไรนะ? ต้องใช้สแกนตรงไหนเหรอ?
หรือจำเป็ต้องมีคิวอาร์โค้ดไหม?
พอท่านเ้าเมืองเก็บหยกกลับเข้าแขนเสื้อ
บรรยากาศในห้องก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
สองคนรุ่นลุงค่อย ๆ หันมาคุยกันเื่ทั่ว ๆ ไป แบบที่คนแก่ ๆ ชอบคุยกัน
ไม่รู้ทำไมคุยอะไรถึงได้นั่งหัวเราะกันงึมงำได้ตั้งสิบห้านาที ทั้งที่ผมนั่งฟังอยู่ยังไม่เข้าใจได้ถึงครึ่งเื่เลยด้วยซ้ำ
แต่ก็เอาเถอะครับ..
อย่างน้อยผมก็ได้รู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับยุทธภพในยุคนี้อยู่บ้างแหละ
ว่าพวกจอมยุทธ์เขาไม่สวมหัวัหรือใส่เกราะทองเดินอาละวาดในเมืองกันแล้ว (น่าเสียดายเล็กน้อยตรงนี้แหละ)
ไม่นาน..
หลังจากตาลุงทั้งสองพูดกันจนน้ำลายเหนียว
คนที่ทุกคนรอก็มาถึง
ก๊อก...ก๊อก... (ไงล่ะ ผมเคาะโต๊ะทำเอฟเฟคให้ด้วย)
“ขออนุญาตขอรับ...”
เสียงเคาะประตูตามมาด้วยเสียงของผู้ชายวัยรุ่น ผมเดาว่านี่คงเป็ลูกชายของท่านเ้าเมืองที่เ้าเมืองเรียกว่า 'ลูกหวัง' นั่นแหละ
ที่เอาชุดทดสอบพลังเทพสถิตอะไรมาส่ง
บทสนทนาของสองผู้เฒ่าหยุดลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น
ท่านซุนต้าชิงหันไปทางประตูแล้วเอ่ยเรียบ ๆ ว่า
“เข้ามา”
สิ้นเสียงท่านเ้าเมือง ประตูบานใหญ่พลันแง้มออก แล้วร่างชายหนุ่มวัยราว ๆ ผมคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้อง ในมือถืออะไรบางอย่างหน้าตาคล้ายกล่องเซตทดลองวิทย์มัธยมปลาย (แต่คงแพงกว่ากันหลายสิบเท่า)
คนที่เข้ามาหน้าเหมือนท่านเ้าเมืองเอามากๆ
โดยเฉพาะหนวดกับคิ้วฟู ๆ นั่น
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็ลูกชายของท่านเ้าเมืองซุนแน่นอน
“เ้าคุณพ่อมีแขกหรือขอรับ?”
น้ำเสียงของเขานอบน้อมแบบลูกคนมีการศึกษา
“มา...มาลูกหวัง
มาทำความเคารพท่านผู้นี้ก่อน
เขาเป็ศิษย์พี่รองของเ้าคุณอาของลูก”
ท่านเ้าเมืองผายมือมาทางยี่ฟู่ของผม
เ้าคนหน้าขนตรงหน้าดูเหมือนจะเปิด Family Tree ในหัวทันที..
แล้วพอประมวลเสร็จ..
มันก็ตาโตทันควัน
“หระ...หรือว่าจะเ้าคุณท่านผู้นี้คือคุณท่านหัตถ์ภูติแห่งซื่อซาน
ท่านเ้าคุณช่างซื่อผู้นั้น?”
ผมหันไปมองยี่ฟู่ที่ตอนนี้แผ่รัศมีภูมิปัญญาแบบ 'ใช่แล้ว.. ไอ้คนเท่ ๆ คนนั้นคือข้าเอง' ออกมาเต็มที่
ตาลุงนี่ยังไม่ทันตอบก็เก๊กหน้าเก๊กเสียงเต็มสูบแล้ว (น่าหมั่นไส้เนอะ)
“ใช่แล้ว...นั่นข้าเอง”
ตอนพูดยังกดเสียงต่ำชวนฝันราวกับพากย์โดยนักพากย์ละครพีเรียด
คนอยากอวดอยากโชว์นั่นแหละ
ว่าตัวเองดังนักหนา..
ส่วนไอ้...เอ่อ.. อะไรหวัง ๆ นี่ก็ไม่รอช้า
รีบเดินดุ่ม ๆ เข้ามาแบบไม่กลัวโดนตัดคะแนนมารยาท (เข้าใจได้นะครับ ถ้าคุณเจอคนที่ตอนเด็กเคยได้ยินแต่ชื่อในตำราแล้วจู่ ๆ มาอยู่ตรงหน้า มันก็แสดงอาการแตกต่างกันไป ซึ่งไอ้หน้าขนคนนี้ก็เป็พวกที่ต้องลองแตะ มือบอลป้ายรูปภาพในพิพิธภัณฑ์ให้ได้)
มันวางของที่เอามาด้วยลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันไปประสานมือโค้งคารวะให้ยี้ฟู่ของผม
“กระผม ซุน โหวหวัง เป็ลูกชายของเ้าคุณพ่อซุนต้าชิง
ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้มีโอกาสพบกับเ้าคุณท่านผู้ยิ่งใหญ่
เห็นเขาเล่า..เล่ากันว่าท่านถอนตัวออกจากยุทธภพไปแล้ว
แถมยี่สิบปีมานี้ไม่มีใครได้พบท่านอีกเลย
กระผมก็เลยเข้าใจว่าท่านเสียไปแล้วเสียอีก..”
ช็อตนี้ละครมาเต็ม คิ้วขาวของยี่ฟู่ผมกระตุกเบา ๆ ก่อนใบหน้าผู้เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่จะหมองลงทันที
“ปากหมา ๆ แบบนี้..
ลูกชายของเ้าจริง ๆ ด้วยสินะ..
ต้าชิง”
เสียงยี่ฟู่นิ่ง ๆ แต่ชัดเจน แล้วบรรยากาศในห้องก็เงียบไปครึ่งวินาที
ส่วนผมน่ะเหรอ..
กำลังนั่งกลั้นขำจนไหล่โยกอยู่