บทที่ 5
หลังจากที่ได้พูดคุยกับพ่อแม่ต่ออีกประมาณ5 นาทีการสนทนาทางโทรศัพท์ก็ยุติลง, และเป็อีกครั้งหนึ่งที่แชนนอนล้วงลงไปในกระเป๋าถือใบใหญ่เพื่อหาจดหมายของริคซึ่งในจดหมายฉบับนั้นได้บอกชื่อบริษัทที่เขาทำงานอยู่ไว้ด้วย...ในที่สุดเธอก็พบชื่อที่้าแล้ว...สตีลแอร์, แชนนอนรีบเปิดสมุดโทรศัพท์ไล่นิ้วลงไปตามรายชื่อที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร“เอส” และไปหยุดอยู่แรงชื่อบริษัทสตีลแอร์นั่นยกหูโทรศัพท์ขึ้นหมุนไปตามหมายเลขที่แจ้งไว้ทันที
โทรศัพท์กริ่งเรียกอยู่ถึง6 ครั้งจึงได้มีเสียงผู้ชายตอบมาตามสาย
“สตีลแอร์...ไม่ว่าคุณจะ้าไปที่ไหนเราพาคุณไปได้ทั้งนั้นละครับ”น้ำเสียงนั้นห้วนห้าวจนเดาไม่ถูกว่าผู้พูดอายุสักเท่าใดและแชนนอนก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อได้ยินสโลแกนที่พรั่งพรูออกมาอย่างติดปากนั่น
“ฉันขอพูดกับริค แฟริสหน่อยค่ะ”
เสียงจากปลายสายอึ้งไปเป็ครู่
“ใครนะครับ?”
“ริคแฟริคค่ะ” เธอย้ำ “เขาเป็นักบินไงคะ”
“ก็ที่นี่มีใครไม่เป็นักบินบ้างล่ะ?”เสียงผู้ชายคนนั้นย้อนถามมาแทนที่จะตอบคำถามของเธอมีเสียงคล้ายฝ่ามือป้องลงบนปากกระบอกพูดขณะที่เขาหันไปพูดกับใครอีกคนหนึ่งครู่ต่อมาน้ำเสียงกระแทกกระทั้นก็ดังก้องมาตามสาย “ที่นี่ไม่มีใครเชื่ออย่างที่คุณว่าหรอกครับ”
“เดี๋ยวค่ะ”แชนนอนรีบละล่ำละลักพูด เกรงว่าเขาจะวางหูไปเสียก่อน “คุณพอจะมีหมายเลขโทรศัพท์ที่ฉันพอจะติดต่อเขาได้บ้างไหมคะ?”
คราวนี้เสียงเงียบไปนานก่อนที่จะตอบกลับมาว่า
“เราไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของเขาหรอกครับ”
“แล้วคุณพอจะบอกให้ฉันทราบได้ไหมคะว่าทำอย่างไรถึงจะติดต่อเขาได้?” แชนนอนไม่ยอมลดละความพยายาม
“คุณครับผมไม่รู้เลยจริง ๆ นะ” น้ำเสียงจากปลายสายบอกความรำคาญไม่อินังขังขอบเลยแม้แต่น้อย
“อ้าว...แล้วถ้าอย่างนั้นคุณจะติดต่อกับเขาได้อย่างไรล่ะคะ?”ถึงอย่างไรมันก็ควรจะมีช่องทางบ้างละ
“ทำไมเราจะต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะครับ?”
“ก็...เขาทำงานอยู่กับคุณนี่คะ”แชนนอนตอบ ชักสงสัยว่านี่คงจะมีการเล่นตลกอะไรกันขึ้นอีกแล้ว
“อะไรนะครับ?”คราวนี้น้ำเสียงของผู้ชายคนที่อยู่ปลายสายออกจะตำใจขึ้นมา “ไหน...คุณว่าเขาชื่ออะไรนะ?”
“ริคแฟริสค่ะ”
“เราไม่เคยมีนักบินชื่ออย่างนี้มาทำงานกับเราเลยครับคุณสงสัยคุณจะติดต่อสายการบินผิดแล้ว” แม้น้ำเสียงนั้นจะตอบมาอย่างสุภาพแต่มันก็ยังห้วนอยู่ดี
“ไม่ผิดหรอกค่ะ”เธอก้มลงมองจดหมายของริคอีกครั้ง ไม่ว่าจะอ่านอย่างไรมันก็ยังเขียนไว้ว่าสตีลแอร์อยู่นั่นเอง“ที่นั่นบริษัทสตีลแอร์ ไม่ใช่หรือคะ?”
“ใช่ครับคุณแต่ว่าเราไม่มีคนชื่อริค แฟริส ทำงานกับเราหรอก” ผู้ชายคนนั้นตอบอย่างมั่นใจเต็มที่
ถ้าเขาหมายความตามที่พูดมาจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องจบเพียงแค่นี้
“ขอบคุณค่ะ”แชนนอนไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีกว่านี้ได้ยินเสียงปลายสายวางหูโทรศัพท์ลงก่อนที่เธอจะวางหูโทรศัพท์ลงบนแท่นช้า ๆ
รอยย่นบางๆ ปรากฏขึ้นเหนือหน้าผาก ขณะที่เธอหยิบจดหมายของริคขึ้นมาอ่านทบทวนโดยตลอดอีกครั้ง อ่านชนิดคำต่อคำเลยทีเดียว ในจดหมายฉบับนั้นให้รายละเอียดไว้ด้วยว่าบุคคลที่เป็เ้าของสายการบินแห่งนี้ เป็ผู้ชายชื่อโคดี้ สตีลแม้จะไม่มีตรงไหนบอกให้รู้อย่างแจ้งชัดเขาได้รับริคเขาทำงานในบริษัทแต่ความหมายที่เกี่ยวพันกันอยู่และระบุไว้ในจดหมายก็ชัดเจนเกินกว่าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้
ความกังวลใจทับทวีขึ้นจดหมายฉบับที่เธอได้รับมานั้นถ้าจะพูดไปมันก็เดือนกว่ามาแล้วแต่มันก็เป็หลักฐานอันเดียวที่เธอมีอยู่, จะต้องมีใครสักคนในบริษัทสตีลแอร์ รู้อะไรที่เกี่ยวกับริคบ้าง, ถึงแม้ว่าผู้ชายคนที่รับโทรศัพท์จะไม่รู้ แต่ก็คงจะต้องมีใครคนอื่นรู้บ้าง,แชนนอนเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ตั้งใจจะโทรกลับไปใหม่แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเก็บจดหมายฉบับที่มีเลขที่อยู่ของบริษัทสตีลแอร์ลงกระเป๋าคล้องสายเข้ากับไหล่หย่อนกุญแจห้องลงไว้
อีก 5 นาทีต่อมาเธอก็ลงมาถึงห้องล็อบบี้ชั้นล่างของโรงแรม เรียกรถแท็กซี่ได้คันหนึ่งขณะที่ลอดตัวเข้าไปในที่นั่งด้านหลังนั้นและส่งเลขที่อยู่ของสถานที่ที่้าจะไปในตำบลมาร์เลส ฟิลด์ ให้กับคนขับนั้นเธออดเสียใจมิได้ที่ไม่ได้เรียกใช้รถของแอนดี้ผู้มีน้ำใจ
แทนที่รถคันนั้นจะพาเธอไปยังสนามบินอินเตอร์เนชันแนลแอร์พอร์ต อันเป็สนามบินที่เธอเพิ่งลงจากเครื่องมาได้ไม่นานคนขับรถพาเธอไปยังสนามบิน พาณิชย์เล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กับใจกลางเมืองแชนนอนนึกไม่ออกว่าเคยเห็นเครื่องบินเล็ก ๆจำนวนมากมายหลายลำรวมกันอยู่ในสถานที่เดียวเช่นนี้มาก่อนในชีวิตคนขับพารถวิ่งผ่านเข้าไปในระหว่างแถวเครื่องบิน แถวแล้วแถวเล่า, เครื่องบินแต่ละเครื่องมีทั้งเครื่องยนต์เดียวและสองเครื่องยนต์จอดอยู่ทั้งภายในโรงจอด และบนบริเวณลานคอนกรีตด้านนอก, ขณะเดียวกันรายรอบข้างคือชื่อของบริษัทสายการบินต่าง ๆมากมายเสียจนเหลือจะจดจำ
ในที่สุดรถแท็กซี่คันนั้นก็เลี้ยวมาจอดสนิทอยู่เบื้องหน้าโรงจอดเครื่องบินของบริษัทหนึ่งซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันป้ายของสำนักงานสายการบินแห่งนั้นอ่านได้ว่า “สตีล แอร์” เป็ครั้งแรกแชนนอนจึงได้รู้สึกตัวว่าได้มาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว, ซึ่งนอกจากป้ายชื่อที่ว่าแล้วก็มองไม่เห็นว่ามันจะผิดแผกแตกต่างจากบริษัท
อื่น ๆที่ตรงไหน
เมื่อจ่ายค่าโดยสารเรียบร้อยแล้วแชนนอนก็ก้าวลงจากรถสู่สายฝนที่พรมพร่าอยู่ภายนอก หลังจากที่ลังเลใจอยู่เป็ครู่เธอก็เดินไปยังประตูด้านหน้าของตัวอาคารคอนกรีตซึ่งมีโครงหลังคาโลหะของโรงจอดเครื่องบินเชื่อมต่ออยู่รองเท้าที่ชุ่มน้ำส่งเสียงดังน่ารำคาญในทุก่ที่ย่างก้าว
เมื่อเข้าไปถึงภายในตัวอาคารสาวน้อยหยุดอยู่ตรงประตูเช็ดรองเท้ากับพรมเช็ดเท้าหน้าห้องซึ่งดูเหมือนจะเป็สิ่งที่ใคร ๆ เขาไม่ทำกันสังเกตได้จากรอยโคลนที่เปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นกระเบื้องยางและการปรากฏตัวของเธอทำให้การสนทนาภายในห้องทำงานเล็ก ๆ นั้นหยุดชะงักลงทันที
ห้องด้านหน้านั้นยาวตลอดไปตามความยาวของตัวอาคารและมิได้ตกแต่งอย่างเป็งานเป็การอะไรนักมีส่วนที่ใช้สำหรับเป็ที่นั่งพักมากกว่าส่วนที่จะเป็ห้องทำงานจริง ๆแผนผังตารางการบินถูกปะติดอยู่บนฝาผนัง พร้อมด้วยรูปภาพขนาดต่าง ๆรวมไปถึงแผ่นป้ายโฆษณา, โน้ตสั้นๆ ที่เขียนปะไว้บนแผ่นกระดาษที่ฉีกออก มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ด้านข้างที่เป็โลหะเต็มไปด้วยรอยขูดขีดและออกจะบุบสลายเต็มทีเก้าอี้หมุนที่ตั้งอยู่เื้ัโต๊ะทำงานตัวว่างเปล่าสุภาพทรุดโทรมเช่นเดียวกันกับโต๊ะ
โต๊ะตัวเล็กที่ควรจะใช้ตั้งเครื่องกาแฟเต็มไปด้วยแม็กกาซีนที่วางเกลื่อนกระจัดกระจายอยู่เต็มพร้อมด้วยที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งเต็มไปด้วยก้นบุหรี่ที่กองพูนขึ้นมาแถมผู้ชายคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวสีเขียวยังใช้มันต่างที่รองเท้าเสียอีกโดยนั่งพาดเท้าอยู่อย่างสบายอารมณ์, ผู้ชายสูงอายุคนหนึ่งชะโงกตัวมาข้างหน้า เท้าแขนอยู่บนต้นขา ในขณะที่คนที่3 นั่งอยู่บนเก้าอี้หุ้มเบาะสีทอง, ตรงมุมห้องใกล้กับเก้าอี้ตัวยาวมีกาเคลือบสำหรับใส่กาแฟตั้งอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่งรายล้อมด้วยถ้วยกาแฟขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กันมีโถสำหรับใส่น้ำตาลและครีมผงตั้งอยู่ใกล้กับที่ใส่ช้อน ประตูสองบานที่อยู่ตรงผนังเปิดเข้าสู่ห้องด้านใน ซึ่งขณะที่บานหนึ่งเปิดอ้าอยู่ซึ่งทำให้แชนนอนพอจะรอดสายตาเข้าไปมองและเห็นว่ามันดูจะเป็ห้องทำงานมากกว่าห้องข้างนอกนี้อยู่มาก
ผู้ชายทั้งสามคนหันมามองเธอด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความสนใจอย่างเปิดเผยและทำให้แชนนอนบังเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าคงจะไม่ใคร่มีผู้หญิงคนไหนล่วงล้ำเข้ามาในอาณาจักรของพวกเขาเท่าใดนักผู้ชายสูงอายุคนที่อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีแดงสะดุดตารีบผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้าของเขาบอกให้รู้ถึงอายุรูปร่างล่ำสันสูงใหญ่แม้ใบหน้าคล้ำนั้นจะมีริ้วรอยปุ่มป่ำแต่ก็ยังชวนมอง ซึ่งทำให้แชนนอนอดคิดถึงหมีตัวใหญ่ๆ ไม่ได้ เส้นผมซึ่งเคยเป็สีดำสนิทแซมด้วยสีเทาแล้ว ดูออกจะเคร่งขรึมไปแต่แววในดวงตาสีฟ้านั้นบอกความสุภาพอ่อนโยนอยู่ไม่น้อย