ร้านรอยัลดีไซเนอร์
ร้านตัดเสื้อที่ห้อมล้อมด้วยกระจกแก้ว ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียวกว้างที่ถูกจัดวางด้วยสไตล์เรียบหรู น้ำพุรูปปั้นม้าน้ำเล็กๆ สี่ตัววางเป็เสาหลักในการกั้นตัวร้านจากอณาเขตสีเขียวรอบๆ บรรยากาศโดยรวมนั้นเหมือนร้านกาแฟกลางเมืองเสียมากกว่าที่จะเป็ร้านตัดเสื้อ
ขณะเดียวกันพนักงานในร้านก็มีจำนวนไม่มากนักแต่เพียงพอที่จะดูแลลูกค้าเ้าประจำ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มักจะเป็ลูกหลานไฮโซดังๆ และดาราสาวน้อยใหญ่ที่ผลัดเปลี่ยนเวียนหน้ากันมา
ร่างสูงก้าวลงจากรถคันหรูกวาดสายตาสำรวจบริเวณรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีนักข่าว หรือปาปารัสซี่แล้ว ศาสตราจึงคว้าแว่นกันแดดภายในรถของเขาขึ้นมาใส่ และเดินเข้าไปในร้านอย่างรวดเร็ว
“เฮ้! ” เสียงหวานเอ่ยทักทายทันทีที่เห็นร่างสูง
ขณะเดียวกันรอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มคลี่เมื่อเห็นร่างบางสูงโปร่งในชุดเสื้อลูกไม้และกางเกงยีนขาม้า รองเท้าส้นเข็มสูงสองนิ้วที่สวมอยู่ยิ่งเสริมบุคลิกทำให้พลอยทะเลดูปราดเปรียวเข้าไปอีก.. หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มที่เดินเข้ามาอย่างคุ้นเคย ร่างบางก้าวเดินออกไปเพื่อกอดเขาด้วยความสนิทสนม
“หอมจัง ใครซื้อน้ำหอมให้น้า? ” ร่างบางหลุดหัวเราะคิก เมื่อกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก.. น้ำหอมที่เธอซื้อให้เป็ของขวัญเพื่อนชายคนสนิทของเธอ
“ยังจะถามอีก! ” ศาสตราพูดเสียงดุเบาๆ เมื่อโดนหญิงสาวแซว “ไปกินข้าวกันเหอะ หิวจะแย่” ร่างสูงกึ่งจูงกึ่งลากหญิงสาวเข้าในห้องส่วนตัวภายในร้าน
“เอ่อ.. แทน” พลอยทะเลพยายามฉุดมือของเขาเอาไว้ “คือพลอย.. ต้องไปสนามบินน่ะ”
ชายหนุ่มหันกลับมา.. รอยยิ้มเคยมีถูกแทนที่ด้วยความบึ้งตึงทันที
“อ้าว.. ทำไมเหรอ ไหนว่าจะกินข้าว? ”
“ตะกี้เลขาพี่เลอองโทรมาบอกว่าพี่เลอองกำลังจะลงเครื่องที่ไทยค่ะ แต่เขาไม่ยอมบอกใครเลย ฉันก็เลยกะจะไปเซอร์ไพรส์..”
ศาสตรานิ่งเงียบ.. เลออง.. หมอนั่นกลับมาแล้วสินะ..
“อืม.. เข้าใจแล้วล่ะ มาสิเดี๋ยวฉันขับรถไปให้” เพียงแค่จบประโยค สาวน้อยร่างบางยิ้มแก้มฉีก โผกอดคอชายหนุ่มตรงหน้า
“แทนน่ารักที่สุดเล้ยยยยย”
คนที่กำลังร่าเริง.. ดูเหมือนจะไม่ได้รับรู้เลยว่าใครอีกคนนั้นกำลังเ็ปลึกๆ ข้างใจ.. แววตาแข็งกร้าวที่พยายามปิดบังความเศร้านั้นไว้ ทำให้ศาสตราดูนิ่งขึงเข้าไปอีก.. แม้เขาจะรู้ดีอยู่แล้ว.. ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าใครคนนั้นสำคัญกับเธอมากกว่า..
แม้จะคาดหวัง..ว่าเวลา 7 ปีที่ผ่านมา.. อาจจะช่วยเปลี่ยนอะไรไปได้บ้าง.. แต่นี่ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้ว..ว่ามันไม่ได้ช่วยให้ความสำคัญของผู้ชายคนนั้นน้อยลงแม้แต่นิดเดียว..
สนามบินนานาชาติ ประเทศไทย..
เลออง ชินน์หยุดยืนสำรวจรอบๆ ตัว ั์ตาหยีเล็กลงเนื่องจากรอยยิ้มที่มอบให้กับประเทศบ้านเกิด ชายหนุ่มกระชับสูทสีดำสนิทก่อนเดินก้าวออกมาจากประตูทางออกของผู้โดยสารนอกประเทศ เขาสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ ซึมซับความยินดีที่ได้กลับสู่ประเทศไทย และทันใดนั้น..
“ว๊ายยย”
โครมม!! สาวน้อยร่างบางในชุดแซคสีส้มอ่อนกลิ้งล้มลงไปพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของชายหนุ่ม เสียงหวานกึ่งครางกึ่งสบถให้กับตัวเอง
“วันนี้มันวันซวยอะไรของฉันกันเนี่ย! ” มินตราพึมพำกับตัวเอง เธอกัดฟันมองกระเป๋าเดินทางใบนั้นก่อนจะเหลือบสายตาไปยังเ้าของกระเป๋า
“คุณ.. เป็อะไรหรือเปล่า” เลอองเอ่ยถามทันทีที่เธอสบตามกับเขา มินตราได้ยินดังนั้นยิ้มแห้งๆ อย่างรู้สึกผิดกับความซุ่มซ่ามของตัวเองก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“แหะๆ .. ไม่เป็ไรค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ” มินตราตอบเขา ในขณะที่พยายามลุกขึ้น เลอองมองยิ้มๆ พร้อมกับยื่นมาเข้ามาเพื่อช่วยเธอ หญิงสาวมองมือที่ยื่นมาอย่างชั่งใจ.. ก่อนจะตัดสินใจรับน้ำใจของเขาไว้..
แกร๊ก..ทันใดส้นสูงสามนิ้วของรองเท้าเ้ากรรมก็หักดังแกร๊กไม่เกรงใจคนใส่
“ว๊ายย” เสียงหวานร้องดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงส้นรองเท้าทัก มินตราคว้ามือของชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะยึดไม่ให้ตัวเองร่วงลงไปกับพื้นอีกครั้ง
เลอองที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเกือบจะล้มใส่สาวน้อยตรงหน้าเมื่อเธอเทน้ำหนักทั้งหมดมาที่เขา ยังดีที่ชายหนุ่มอาศัมมืออีกข้างคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันเสียก่อนที่ทั้งสองจะเสียหลักลงไป ภาพของทั้งสองตอนนี้เรียกความสนใจของผู้คนบริเวณนั้นได้ไม่น้อย มือใหญ่โอบเอวบาง ในขณะที่ใบหน้าทั้งสองนั้นห่างกันไม่ถึงหนึ่งคืบ..
มินตราตระหนักได้ถึงรังสีที่แผ่เข้ามาจากรอบข้าง หญิงสาวตัวแข็งทื่อแม้ว่าใบหน้าจะเริ่มแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ทั้งความซุ่มซ่ามของเธอเอง.. ทั้งระยะที่“ใกล้”ผู้ชายแปลกหน้าขนาดนี้..
“เอ่อะ..เอ่ออ..”
เลอองเริ่มรู้สึกตัวว่าอะไรๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกกาลเทศะซักเท่าไหร่ เขาพยุงอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเพิ่มระยะห่างระหว่างเขาและเธอ
มือเรียวยาวยกขึ้นมากระตุกแว่นตาอย่างเคยชินเมื่อรู้สึกอึดอัด ริมฝีปากเผยอยิ้มเขินๆ
“ขอโทษครับ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้นแทบจะทันควัน มินตรายกมือพัลวันด้วยความเกรงใจ ไหนเขาจะช่วยเธอ แล้วยังมาขอโทษเธออีก
“ไม่นะคะ! ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ” หญิงสาวก้มหัวขอโทษขอโพยเขาอย่างรู้สึกผิด แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นแผ่นกระดาษที่กระจัดกระจายอยู่.. เอกสารสมัครงานของเธอ!
มินตรารีบก้มลงไปเก็บของทั้งหมดอย่างรวดเร็วก่อนจะกลับขึ้นมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มแปลกหน้าอีกครั้ง
“คือ.. ขอบคุณมากนะคะที่ช่วย ถ้ามีโอกาสไว้ฉันจะพาไปเลี้ยงข้าวนะคะ ขอตัวก่อนค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้างพูดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินจ้ำอ้าวออกไป ปล่อยชายหนุ่มให้ยืนมองเธออย่างอึ้งๆ พร้อมกับความงุนงง
“...” เลอองหลุดหัวเราะเบาๆ ให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะมองไล่ตามคนที่จากไปอย่างรวดเร็ว..
อะไรกันน่ะผู้หญิงคนนั้น..
“พี่เลออง!!!! ” ปล่อยทิ้งความคิดได้ไม่นาน เลอองก็ต้องหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงเรียก.. ที่คุ้นเคย.. พลอยทะเล..
พลอยทะเล ะโเรียกร่างสูงที่ยืนห่างออกไปความด้วยดีใจ.. ใบหน้าหวานยิ้มกว้างอย่างที่ศาสตราแทบจะไม่ได้เห็นในเวลา 7 ปีที่ผ่านมา.. แววตาของเธอเต็มเปี่ยมด้วยความคิดถึงและห่วงหา.. ร่างสูงเพรียวบางบนส้นเข็มสองนิ้ววิ่งไปหาเลอองอย่างเร็วจนแทบจะลืมคนที่มาด้วย
เพียงชั่วพริบตาที่รู้สึกเช่นนั้น..ั์คมกริบสะท้อนความว่างเปล่า.. ศาสตรากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนปั้นยิ้มบางให้กับผู้ชายตรงหน้าที่เพิ่งมาถึง..
ในขณะเดียวกัน มินตราก็รีบเดินฉับๆ เข้าสู่ไปยังห้องผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ ร่างบางทรุดลงนั่งพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เฮ้อ! นี่มันวันอะไรของฉันกันวะเนี่ยย! ” ร่างบางบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะทิ้งรองเท้าส้นสูงที่เธอหยิบติดมาด้วยลงข้างๆ
ฟึบ! ก่อนที่ส้นสูงจะทันตกพื้น มือที่โผล่มารับรองเท้าจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้ง ทำให้มินตราต้องหันกลับไปมอง
“ตาม!! ” เสียงหวานเอ่ยขึ้น.. ทั้งใทั้งดีใจ.. ร่างบางลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะยิ้มกว้างให้คนตรงหน้า
“ไม่ต้องมายิ้มเลย ปล่อยให้รอตั้งนาน! ” ชายหนุ่มมาใหม่ ยกนิ้วชี้จิ้มหน้าผากคนตัวเล็กกว่าอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะหัวเราะอย่างสะใจ เมื่ออีกคนลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ
“แล้วนี่ไปไหนมาล่ะ สภาพอย่างกับไปฟัดกับหมา” ตามธรรม์ไล่สายตามองเพื่อนสนิทวัยเด็กของเขาั้แ่หัวจรดเท้า.. ผมยาวฟูกระเซอะกระเซิง (เพราะชนกับเลอองเมื่อครู่นี้) เดรสสีส้มอ่อนเปื้อนฝุ่นโคลนเล็กน้อย (โคลนและควันรถของศาสตรา) กับเท้าคู่เล็กเปลือยเปล่าเพราะส้นสูงของเธอนั้นอยู่ในมือของเขาเรียบร้อยแล้ว
ไม่มีคำตอบออกจากปาก หญิงสาวเบ้ปากก่อนจะตอบชายหนุ่มอย่างปลงๆ
“เื่มันยาวน่ะ เดี๋ยวไว้ฉันเล่าให้ฟัง”
ตามธรรม์มองมินตราก่อนจะยักไหล่อย่างตามใจ
“แล้วนี่แกจะเดินไปสภาพนี้หรือไง? ”
“ใช่ ฉันมีทางเลือกหรือไง! ถามมาได้” ร่างบางยักไหล่บ้าง ก่อนจะเริ่มก้าวเดิน
“มีสิ..” ชายหนุ่มมองหญิงสาวก่อนยิ้มด้วยความเ้าเล่ห์ เขาหยิบกระเป๋าเป้ใบเดียวที่นำติดตัวมาสะพายหลัง ก่อนจะจัดการรวบคนตัวเล็กกว่าขึ้นมาไว้บนอ้อมแขนแข็งแรง
“เฮ้ยยยไอ้ตาม แกทำบ้าอะไรวะ” มินตราร้องขึ้นอย่างใ และมันก็เรียกความสนใจจากคนรอบข้างได้ไม่น้อย
“ชู่วว! แกจะโวยวายทำไมเนี่ย! คนอื่นมองแล้วเห็นไหม” ตามธรรม์กระซิบสาวน้อยที่อยู่แนบติดตัวเขา
“แล้วแกทำบ้าอะไรล่ะ ฉันโตแล้วนะ!! ” หญิงสาวกระซิบตอบเช่นกัน ขณะที่สังเกตได้ว่าคนบริเวณนั้นพากันยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่..
มันน่ายิ้มตรงไหนกันเนี่ย!!!
“ระลึกความหลังเหมือนตอนเด็กๆ หน่อยไง คิกๆๆ ” ชายหนุ่มหัวเราะคิกคัก มินตราได้แต่มองเขาก่อนจะอ้าปากค้างอย่างทำอะไรไม่ได้.. ไอ่เพื่อนบ้านี่เพี้ยนพอๆ กับเฮียก้อง พี่ชายคนกลางของเธอเลย..
โอ้ยย ทำไมชีวิตฉันเจอแต่คนแบบนี้เนี่ยยย...
ตามธรรม์เดินออกจากประตูผู้โดยสารขาออกด้วยสีหน้าลัลล้า หัวเราะคิกคักกับเสียงบ่นพึมพำของผู้หญิงที่โดนเขาอุ้มอยู่..
“นั่นมันคุณตามธรรม์ ทายาทคนเดียวของอารักษ์ สุทธิเมธี นักการเมืองภาคเหนือที่มีอิทธิพลมากที่สุดในตอนนี้นี่” เสียงกระซิบกระซาบจากหมู่นักข่าว และปาปารัสซี่ที่กระจายกันอยู่บริเวณสนามบินดังขึ้น เมื่อการกระทำของชายหนุ่มทำให้เขากลายเป็จุดเด่นขึ้นมา
“ถ่ายๆๆ เก็บไว้ๆ ” อีกเสียงเอ่ยขึ้น