ป่าไผ่โอนเอนสั่นไหว ใบไม้ปลิวว่อน มีพายุปรากฏขึ้น ต้นไผ่จำนวนมากเริ่มโค่นลงก้อนหินถูกพัดจนลอยตัวม้วนขึ้นมา
เต้าหลิงยืนอยู่ท่ามกลางม่านแสงสีฟ้าเหนือศีรษะของเขาเปล่งประกายแสงสีทองออกมา ทุกๆ เส้นสายล้วนส่องแสงร้อนแรงอีกทั้งพลังธาตุไม้ที่อยู่ภายในร่างของเขาก็กำลังขยายออกอย่างไม่ขาดสาย
ฝ่าเท้าของเขากระทืบลงพื้น เกิดเสียงดังลั่นจากพื้นดินก่อนที่จะแตกร้าวเป็แนวยาว พลังของเขาแข็งแกร่งเป็อย่างมากม่านแสงที่บีบเข้ามารอบๆ พลันบิดเบี้ยว ก่อนที่จะะเิออก
พลังหลั่งไหลเข้ามาจากทั่วทุกทิศสะท้อนกลับออกไปทันใดนั้นหวังหลิ่งที่กำลังควบคุมฟ้าดินอยู่ ก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงราวกับระลอกคลื่นที่เต็มไปด้วยอักขระสีทองที่พุ่งเข้ามาปะทะอย่างจังร่างของเขาพลันสั่นสะท้าน จนต้องก้าวเท้าถอยออกไปด้านหลัง
หวังหลิ่งใเป็อย่างมาก มุมปากของเขาหลั่งเืออกมาใบหน้าขึงขังเริ่มแปรเปลี่ยนเป็น่ากลัวมากขึ้น เขารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมีเตาไฟไหม้แผดเผาอยู่เบื้องหน้า
“ฮึอวดเก่งเสียจริง ถูกพลังสะท้อนกลับงั้นสินะ”
ร่างเงาสีทองร่างหนึ่งเดินมาดวงตาทั้งสองของเต้าหลิงมองไปที่หวังหลิ่งที่มีสภาพสะบักสะบอม มุมปากค่อยๆฉีกยิ้มขึ้นก่อนจะกล่าวขึ้นเรียบๆ ว่า“ทำได้เพียงเล็กน้อยอย่าเพิ่งมาอวดดีให้ขายหน้าจะดีกว่า”
“บัดซบ” สีหน้าของหวังหลิ่งกลายเป็สีแดงเมื่อครู่เขาใช้พลังฟ้าดินรอบทิศเพื่อกดดันเต้าหลิงแต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งขนาดที่สามารถทำลายพลังรอบทิศของเขาได้ซึ่งนั่นทำให้การควบคุมพลังของเขาไม่เสถียร และถูกสะท้อนกลับเข้าหาตัวเอง
หัวใจของเต้าหลิงเหมือนมีประกายแสงออกมาเขากำลังหาวิถีทางของตน ถึงแม้ว่าขั้นสถิติญญาจะสามารถควบคุมพลังฟ้าดินได้แต่ทว่าถึงอย่างไรซะ นั่นก็ไม่ใช่พลังของตัวเองแต่การหลอมกายาต่างหากละคือของจริง!
“ข้าต้องพัฒนาร่างกายไปให้ถึงขีดสุดให้ได้” เขากำหมัดแน่นพลางครุ่นคิดขึ้นมาในใจจะต้องยึดร่างกายเป็หนึ่ง ฝึกฝนร่างกายอย่างไม่ย่อท้อตอนนี้เขาได้มองเห็นเส้นทางในอนาคตแล้ว
ทว่าก่อนที่จะเดินไปในเส้นทางนั้นจะต้องทำให้ร่างกายที่อยู่ในขั้นหลอมกายาแข็งแกร่งเสียก่อน
เต้าหลิงรู้ดีว่าตนกับยอดฝีมือที่อยู่แนวหน้าของโลกนี้ยังห่างกันไกลมากอย่างเช่นกันเหยา นางทั้งน่ากลัวและแข็งแกร่งอีกทั้งยังมีอันดับหนึ่งแห่งศิลาเทพยุทธ์ อู่ตี้!
นี่ก็คือเป้าหมายของเขา
เต้าหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สายตามองไปที่หวังหลิ่งเขากำหมัดแน่น หวังหลิ่งหวังพึ่งพลังในขั้นสถิติญญามากเกินไปซึ่งมันก็ได้ถูกเขาทำลายลง
หวังหลิ่งไม่ได้พูดอะไร เขาเริ่มขยับร่างกายถึงแม้ในตอนนี้จะควบคุมพลังฟ้าดินไม่ได้ แต่หากทะลวงสู่ขั้นสถิติญญาแล้วพลังมหาศาลก็จะถูกปลุกขึ้นซึ่งครึ่งก้าวขั้นสถิติญญานั้นไม่อาจจะเทียบได้
“ตายซะ!” เต้าหลิงแผดเสียงคำราม ฝ่าเท้ากระทืบลงพื้น พื้นดินเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนที่เขาจะพุ่งทะยานออกไปพลังเอ่อล้นทะลักออกมาจากร่างพลางใช้หมัดโจมตีออกไป
“เ้าต่างหากที่ต้องตาย!” หวังหลิ่งคำราม ก่อนจะพุ่งเข้าไปเช่นกันพลังภายในร่างไหลเข้าไปรวมในกำปั้นหมายที่จะซัดเต้าหลิงให้แหลกเพื่อลบล้างความอัปยศ
ครืนนน!
ฟ้าดินสั่นะเืเหมือนกับถูกสายฟ้าผ่าฟาดลงมาร่างของพวกเขาทั้งสองสั่นสะท้าน
หัวใจของเต้าหลิงบีบรัดแน่น ขั้นสถิติญญานั้นไม่ใช่สิ่งที่ขั้นหลอมกายาจะต้านทานได้เขารู้สึกว่าพลังหมัดของเขานั้นเริ่มชาซึ่งในตอนนั้นเขาเริ่มเข้าใจในพลังของขั้นสถิติญญามากขึ้นแล้ว
เพราะว่าหวังหลิ่งนั้นในขั้นหลอมกายามีกำลังเพียงแค่สามหมื่นชั่งเท่านั้นแล้วถ้าเป็คนอื่นอย่างอู่ตี้เล่า?เดาว่าแค่คลื่นพลังก็สามารถบดขยี้ร่างของเขาให้แหลกเป็จุณได้
มุมปากของหวังหลิ่งกระตุกขึ้นเขาััได้ถึงความเ็ปที่บริเวณง่ามนิ้วมือ ภายในใจผวาเล็กน้อยเขารู้สึกว่าแรงหมัดเมื่อครู่นั้นมีกำลังราวๆ ห้าหมื่นถึงหกหมื่นชั่ง
จิตใจของเขาหวาดระแวงขึ้นมา เ้านี่ชักจะมากเกินไปแล้วเพราะเขาััได้ว่าเต้าหลิงนั้นยังไม่ได้ทะลวงขั้นสถิติญญาทว่าเขากลับมีพลังที่แกร่งกล้า ถ้าหากเขาทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิติญญาแล้วละก็ชีวิตของตนได้จบเห่แน่
คิดได้ดังนั้น หวังหลิ่งก็ยิ้มเย็นออกมา “เ้าหนู ไปตายซะ ข้าไม่อยากจะเสียเวลากับเ้า!”
กล่าวจบ พลังทั่วร่างก็ไหลรวมไปอยู่ที่ฝ่ามืออย่างบ้าคลั่งร่างสัตว์อสูรขนาดเล็กสีทองแดงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือทว่าพลังที่ปลดปล่อยออกมานั้น ดุดันเป็อย่างมาก
“ฝ่ามือของเขานั้นเป็วิชามหาอำนาจใช้พลังก่อตัวขึ้นเปลี่ยนรูปพลังเป็สัตว์อสูร” ั์ตาของเต้าหลิงประกายแสงออกมาหมัดทั้งสองเริ่มกำแน่น แสงสีทองโอบล้อมไปทั่วราวกับดวงดาวที่ส่องแสงทั้งยังปกคลุมไปด้วยพลังที่รุนแรง
ถึงแม้ว่านี่จะเป็วิชามหาอำนาจแต่ว่าหวังหลิ่งก็ควบคุมมันได้เพียงผิวเผินเท่านั้นเขายังใช้มันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าใดนัก
“มหาอำนาจวัว์!” หวังหลิ่งะโออกมา ฝ่ามือผลักออกไปกลางอากาศวัวที่อยู่กลางฝ่ามือเริ่มขยับ จากนั้นมันก็แหวกอากาศพุ่งทะยานออกมาโจมตีเข้าใส่เต้าหลิง
“หมัดดาราไหลเวียน” เต้าหลิงคำรามลั่น ฝ่ามือกระชับหมัดแน่นพลังทั่วร่างเอ่อทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่งพลางปล่อยหมัดออกไปอย่างไม่รอช้า
หมัดที่พุ่งออกเหมือนกับคมกระบี่ที่พุ่งออกมาจากฝักแรงกดดันทำเอามวลอากาศบิดเบี้ยว ก่อนที่จะพุ่งเข้าปะทะใส่ร่างของวัวอย่างจัง
ตูม!
เสียงดังกึกก้องไปทั่วทั้งฟ้าดินมวลอากาศโดยรอบสั่นไหวฉีกขาด พลังมหาศาละเิออกมาก้อนหินหลายหมื่นจวินที่อยู่รอบๆ ถูกพัดให้ม้วนตัวขึ้น
ลมพายุพัดหอบก้อนหินออกไปพวกเขาทั้งสองถูกคลื่นพลังโอบล้อมเอาไว้พลังแผ่กระจายออกไปรอบทิศทำให้ป่าไผ่ถูกบดสลายเป็ผุยผง
คลื่นลมโหมซัดกระหน่ำอย่างต่อเนื่องราวสิบลมหายใจก่อนจะค่อยๆสลายไป ทุกอย่างโดยรอบกลับมาปกติอีกครั้ง ฝีเท้าของหวังหลิ่งเดินซวนเซถอยหลังใบหน้าของเขาขาวซีดไร้เื ทั่วร่างเต็มไปด้วยาแ เืไหลรินออกมาไม่หยุด
“เ้านั่นน่าจะตายแล้วงั้นสิ” หวังหลิ่งเช็ดคราบเืที่ไหลออกมาจากมุมปากพลางกล่าวขบคิดขึ้นมาในใจเมื่อครู่เขาได้ใช้มหาอำนาจวัว์เพื่อสังหารเต้าหลิงในกระบวนท่าเดียวทว่าตัวของเขาเองก็ได้รับผลกระทบของวิชานั้นกลับมาไม่น้อย สำหรับวิชามหาอำนาจนั้นหากยังควบคุมมันได้ไม่ดีแต่ดันทุรังจะใช้มันออกไปผลสุดท้ายก็จะถูกมันย้อนกลับมาทำร้ายจนาเ็
สายตาของเขามองทอดออกไปเห็นเพียงฝุ่นที่ตลบฟุ้งเหมือนกับหมอกควันกำลังร่อนลงสู่พื้น ปรากฏเงาหนึ่งขึ้นกลางั์ตาและเงานั้นก็กำลังใช้ั์ตาที่เรียบเฉยมองมาที่เขา
“เ้า!” หวังหลิ่งตื่นตระหนกเขาทำอะไรอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ ในตอนนั้นเขาคิดจะพุ่งทะยานเข้าไปโจมตีเต้าหลิงอีกครั้ง ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าที่เรียบเฉยนั่นหวังหลิ่งก็เกิดความกลัวขึ้นพลางหันหลังหนีอย่างไม่ลังเล
“จะหนีงั้นหรือ?” เต้าหลิงส่งเสียงฮึ ก่อนพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างรวดเร็วฝ่ามือจับไปที่ไหล่ของหวังหลิ่งพลางแผดเสียงคำรามออกมา
“บัดซบเต้าหลิงเ้าหาญกล้าเกินไปแล้ว ข้าเป็คนของตระกูลหวัง หากเ้ากล้าทำร้ายข้าอีกเ้าได้ตายแน่!” หวังหลิ่งคำรามออกมาด้วยโทสะ “อีกอย่างเมื่อครู่นายน้อยเฟยก็เห็นเ้าแล้ว หากข้าตายอย่างไรเ้าก็ต้องตาย!”
เต้าหลิงไม่กล่าวอะไรเขาจับไหล่ของหวังหลิ่งก่อนจะใช้แรงกดร่างของอีกฝ่ายลงไปที่พื้นอย่างแรง
“อ๊ากก!”
เสียงร้องโหยหวนดังสนั่นป่าไผ่พร้อมกับเสียงกระดูกที่แตกหักร่างของหวังหลิ่งสั่นเทาจนแทบจะสิ้นใจอยู่ที่พื้น
“ครึ่งเดือนก่อนเ้าขโมยผลึกหินฟ้าข้าไปตอนนี้ได้เวลาที่เ้าจะต้องชดใช้”เต้าหลิงขบกรามคำรามเสียงต่ำหากไม่ใช่เพราะวิชาสยบฟ้า ป่านนี้เขาคงจะตายไปนานแล้วและคงไม่มีวันมายืนอยู่ตรงนี้
เขาจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับหวังหลิ่งเป็อันขาด
“จะโทษข้าก็ไม่ได้นะเป็เพราะนางสารเลวหวังย่าต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะนางบอกข้า ข้าก็คงไม่ไปหาเ้า” สีหน้าหวังหลิ่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัวพลางทำใจดีสู้เสือแผดเสียงคำรามออกไป “เ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก หากเ้าฆ่าข้าเ้าได้ซวยแน่”
“ฮึถึงตอนนี้แล้วเ้ายังขู่ข้าอยู่อีกงั้นหรือ”เต้าหลิงแสยะยิ้มหมัดกำแน่นจนกระดูกเสียดสีกันส่งเสียงกรอบแกรบหมัดของเขาพุ่งลงไปต่อยเข้าที่อกของอีกฝ่ายอย่างจัง
ลำคอหวังหลิ่งกระตุกขึ้นมาพร้อมกับเืที่ไหลทะลักออกมาอย่างไม่ขาดสายเขานอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น แววตาฉายประกายแสงที่ไม่รู้ว่าเป็ความเคียดแค้นหรือเสียใจเขาคิดไม่ถึงเลยว่าตนจะต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้
“เฮ้อ” เต้าหลิงซวนเซจนเกือบล้ม เขาหอบหายใจออกมาเฮือกใหญ่เหงื่อไหลเต็มร่าง ั์ตาของเขาสั่นคลอนเล็กน้อย เมื่อครู่หากหวังหลิ่งไม่คิดหนีแล้วพุ่งเข้ามาโจมตีเขาละก็ ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าใครจะอยู่หรือใครจะตาย
“วิชามหาอำนาจแข็งแกร่งเกินไปไม่ใช่สิ่งที่วิทยายุทธ์ระดับสูงจะเทียบเคียงได้” เต้าหลิงเช็ดเหงื่อบนหน้าในใจพลันสั่นไหว ภายหลังหากเจอกับวิชามหาอำนาจอีก ทางที่ดีไม่สู้จะดีกว่าไม่เช่นนั้นจะต้องเสียเปรียบมากแน่
“พลังของข้าในตอนนี้พอจะเอาชนะครึ่งก้าวขั้นสถิติญญาได้อยู่แต่หากแข็งแกร่งกว่านี้หน่อยคงจะชนะไม่ได้แน่ อีกทั้งในตอนที่ประมือกับหวังหลิ่งเขาประมาทข้าเกินไป ไม่เช่นนั้นคงจะฆ่าเขาไม่ได้ง่ายๆ แน่” ใบหน้าเล็กของเต้าหลิงดูเคร่งเครียดเล็กน้อยหากไปเจอกับยอดฝีมือที่สามารถใช้พลังของขั้นสถิติญญาได้อย่างเต็มที่ละก็จะต้องเป็ปัญหาใหญ่ไม่น้อยแน่
“ช่างเถอะพักฟื้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน”เต้าหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกพลางนั่งขัดสมาธิลงไปแล้วกลืนโอสถจิตโลหิตที่ได้มาจากหอคอยผ่านจิตไม่กี่วันก่อนลงไปภายในร่างปรากฏพลังที่เข้มข้นขึ้นเพื่อที่จะฟื้นฟูพลังที่อ่อนแอ
กล้ามเนื้อที่อ่อนแอภายในร่างเริ่มดูดซับพลังของโอสถเม็ดจิตโลหิตฤทธิ์ของโอสถไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกายประดุจสายน้ำเชี่ยวกราก ส่วนต่างๆของร่างกายที่อ่อนแอพลันแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงสิบลมหายใจร่างกายของเขาก็ฟื้นฟูขึ้นมามาก
“ยาโอสถนี้ยอดเยี่ยมจริงๆหากมีสักสิบกว่าเม็ดก็น่าจะสู้กับพวกขั้นสถิติญญาได้” เต้าหลิงอึ้งไปเขาได้เห็นคุณค่าของยาโอสถที่สามารถช่วยชีวิตของตนได้ในยามวิกฤติ
หลังจากพักฟื้นครู่หนึ่ง ั์ตาเต้าหลิงก็หรี่ลงเล็กน้อยฝ่ามือหยิบกระเป๋าหนังสัตว์อสูรที่อยู่ที่เอวของหวังหลิ่งออกก่อนเทของที่อยู่ด้านในออกมา มีแสงสว่างสะท้อนเข้ามาภายในม่านตาซึ่งก็คือผลึกหินฟ้าก้อนนั้น
“ผลึกหินฟ้า!” ใบหน้าของเต้าหลิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจจากนั้นเขาก็หัวเราะออกมา “หวังหลิ่งนะหวังหลิ่งผลึกหินฟ้าที่เ้ากับหวังย่าใช้แผนสกปรกขโมยมันมา ตอนนี้มันได้กลับคืนสู่เ้าของแล้ว”
หัวใจของเขาสับสนเล็กน้อยพลางส่ายหัวแล้วเก็บผลึกหินฟ้าลงไปจากนั้นจึงตรวจหาของในกระเป๋าหนังสัตว์อสูรของหวังหลิ่งแล้วเขาก็พบยาโอสถเม็ดสีแดงสดเม็ดหนึ่งซึ่งมันก็คือโอสถเม็ดจิตโลหิต
“ไม่เลวหากมีโอสถนี้ ตอนที่เจอกับสองคนนั่นจะได้มีพลังเอาไว้ใช้ต่อสู้” ใบหน้าของเต้าหลิงเต็มไปด้วยความปีติ
เขาใช้เวลาราวครึ่งชั่วยามในการฟื้นฟูร่างกายจนถึงจุดสูงสุดดวงตาทั้งสองเปิดขึ้น ก่อนจะพุ่งทะยานร่างเข้าไปในป่าไผ่อย่างรวดเร็ว