แปลงสมุนไพรของไป๋อวิ๋นเฟิงส่วนใหญ่ปลูกพืชสมุนไพรที่พบเจอได้ทั่วไป แต่เขาเอามาเพาะปลูกเช่นนี้ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการหาซื้อสมุนไพรของไป๋เสวี่ยอิงผู้เป็มารดาของเขา
ตังเซียม ชวงเกียง ชงไป๋ ซานซี ตี่หวาง ตู้จ้ง โสม และพืชอีกหลายชนิด ความยากง่ายแตกต่างกันไป ฉินเหม่ยเหนียงเรียนรู้สรรพคุณและวิธีการดูแลจากชุยมามาได้สักระยะแล้ว เนื่องจากนางยังเป็เพียงเด็กอีกทั้งไป๋อวิ๋นเฟิงแค่้าช่วยเหลือฉินเหม่ยเหนียงเพียงเท่านั้น ฉินเหม่ยเหนียงจึงดูแลแค่เพียงพืชสมุนไพรที่เพาะเลี้ยงได้ง่ายเพียงเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ฉินเหม่ยเหนียงอาจจะไม่ค่อยใส่ใจในเื่สมุนไพร แต่เมื่อคิดถึงว่าเป็เพราะนางจึงทำให้เด็กหนุ่มที่มีความเป็อยู่ในเมืองแห่งนี้ที่นับได้ว่าดีมากอยู่แล้วต้องไปพบกับอันตรายในเมืองใหญ่ นางจึงตั้งเป้าหมายใหม่เอาไว้ว่าชาตินี้นางจะไม่ยินยอมให้ไป๋อวิ๋นเฟิงเข้าไปเมืองหลวงเพราะช่วยเหลือนางอย่างเด็ดขาด ส่วนตัวของนางนั้นแน่นอนว่าจะต้องกลับไปแก้แค้นคนเ่าั้อย่างแน่นอน
“คุณหนู ให้ข้าทำเองเถิดนะเ้าคะ” ชิงจู๋เอ่ยหลังจากที่เห็นฉินเหม่ยเหนียงกำลังย้ายต้นไม้บางต้นไปไว้ในที่ที่แสงแดดส่องถึง
“ไม่ต้องหรอกอีกครู่หนึ่งก็เสร็จแล้ว” ฉินเหม่ยเหนียงเอ่ยกับชิงจู๋ด้วยรอยยิ้มอันสดใส พละกำลังที่ได้มาทำให้นางสามารถทำงานที่กินแรงโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด แน่นอนว่านางตั้งใจว่าจะใช้พละกำลังที่์มอบให้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ตนเองได้มากกว่านี้ เพียงแต่ก็ยังรู้สึกอดยินดีไม่ได้ที่ในยามนี้นางสามารถทำงานให้ไป๋อวิ๋นเฟิงได้คุ้มค่ากับเงินที่เขาตั้งใจจะมอบให้แล้ว
“คุณหนูฉิน คุณชายน้อยให้ข้ามาบอกกับข้าว่าไม่ต้องทำต่อแล้วเ้าค่ะ วันนี้คุณชายน้อยอยากให้คุณหนูไปกินอาหารเป็เพื่อน ส่วนเ้าเดี๋ยวตามข้าไปโรงครัวข้าจัดเตรียมอาหารสำหรับเ้าเรียบร้อยแล้ว” ชุยมามาเดินมาเอ่ยกับฉินเหม่ยเหนียงและชิงจู๋ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ฉินเหม่ยเหนียงจึงได้วางงานในมือลงแล้วหันไปเอ่ยกับชิงจู๋เสียงเบา
“หลังจากกินอาหารเสร็จแล้วเ้าก็ไปรอข้าแถวหน้าประตูก็แล้วกัน” ได้ยินฉินเหม่ยเหนียงเอ่ยเช่นนี้ชิงจู๋ก็พยักหน้ารับ แล้วรีบเดินตามชุยมามาไปยังโรงครัวด้วยท่าทีกระตือรือร้น
ในการก่อนสิ่งที่ฉินเหม่ยเหนียงชอบที่สุดก็คือการได้มาทำงานในบ้านตระกูลไป๋ ทั้งได้เงินจากการช่วยดูแลสมุนไพร และมีอาหารที่อุดมสมบูรณ์คอยต้อนรับ นางจำได้ว่าในชาติก่อนของนาง นางก็เริ่มมีเนื้อตัวอวบอิ่มั้แ่มาช่วยไป๋อวิ๋นเฟิงดูแลต้นสมุนไพรแล้ว
จวบจนจวนตระกูลฉินส่งคนมารับตัวนางกลับเข้าเมืองหลวง เมื่อได้อยู่ดีกินดีใส่เสื้อผ้าอบอุ่นทุกวัน ถึงแม้จะต้องทนทุกข์ใจแต่ก็ไม่สามารถทำให้ความสามารถในการกินอาหารของนางลดน้อยลง ในทางกลับกันยิ่งทุกข์ก็ยิ่งกิน กว่าจะรู้ตัวนางก็เนื้อตัวบวมฉุเกินกว่าคำว่าอวบอิ่มไปไกลโข การที่เหยียนหลี่ผิงจะชื่นชอบฉินเหม่ยหลันผู้เป็น้องสาวของนางมากกว่านาง มันจึงไม่ใช่เื่แปลกประหลาดอันใด
เมื่อไปถึงไป๋อวิ๋นเฟิงก็นั่งรอนางอยู่นานแล้ว เมื่อนางนั่งลงเรียบร้อยแล้วเขาก็รีบยกตะเกียบขึ้นแล้วคีบกับข้าวที่ตนเองไม่ชอบกินมาวางไว้บนชามข้าวของนางในทันที หากเป็เมื่อก่อนนางคงยินดีกินโดยไม่ปริปากบ่น แต่ในยามนี้จิติญญาของนางคือผู้ใหญ่วัยเกือบสามสิบปีคนหนึ่ง ย่อมไม่มีทางยินดีทำตามใจเด็กชายตัวน้อยตรงหน้าอย่างแน่นอน
“ไก่ดำตุ๋นยาจีน นี้มีสรรพคุณมากมายคุณชายช่างใจดียิ่งที่หวังดีต่อข้า เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณคุณชายด้วยการคีบให้ท่านด้วยนะเ้าคะ” เอ่ยจบฉินเหม่ยเหนียงก็ใช้ตะเกียบที่สะอาดคีบน่องไก่ตุ๋นไปวางบนชามข้าวของไป๋อวิ๋นเฟิง เห็นเขาทำสีหน้าบูดบึ้งไม่พอใจก็ได้แต่แอบขบขันเขาอยู่ในใจ
“แต่ข้าไม่ชอบกิน ข้าคีบให้เ้าก็เพราะไม่ชอบกินแล้วเ้าจะคีบส่งคืนมาให้ข้าทำไมกัน” ไป๋อวิ๋นเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ฉินเหม่ยเหนียงกลับยกมือขึ้นมาทาบอกแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าที่พยายามแสดงถึงใและพยายามทำอย่างใสซื่อและเป็ธรรมชาติให้มากที่สุด
ในใจก็ได้แต่เตือนตนเองว่าอย่าได้ดูถูกไปอวิ๋นเฟิง ถึงแม้ว่าเขาจะเป็เพียงเด็กชายคนหนึ่งแต่ความคิดอ่านของเขากลับก้าวหน้าไปไกลมากนัก ดูได้จากแปลงเพาะปลูกสมุนไพรเหล่านี้ ล้วนเป็ความคิดอ่านของเขาทั้งสิ้น
“ต้องขออภัยด้วยเ้าค่ะคุณชาย ไก่ดำนี้เป็ของที่หายากและมีราคาแพง คุณชายดูสิเ้าคะในนี้ล้วนใส่สมุนไพรลงไปมากมาย ทั้งเก๋ากี้ ตังเซียม โป๊ยกั๊ก อบเชย เง็กเต็ก พุทราจีน รากโสม ขิง ซึ่งล้วนมีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง ดูสีของน้ำแกงนี้สิเ้าคะทั้งสุกใสและหอมหวานคนที่ทำน่าจะใส่ใจในการทำอยู่ไม่น้อย แล้วยังความเปื่อยนุ่มนี่อีก น่าจะสิ้นเปลืองเวลาในการเคี่ยวน้ำแกงมากเป็แน่ คุณชายโชคดีมากเลยนะเ้าคะที่ได้กินอาหารที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพเช่นนี้” เอ่ยจบฉินเหม่ยเหนียงก็ก้มหน้าลงคีบเนื้อไก่ที่อยู่บนชามข้าวของนางขึ้นมากินด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความเอร็ดอร่อย
เห็นฉินเหม่ยเหนียงค่อยๆ กินอย่างระมัดระวัง สีหน้าพึงพอใจของนางทำให้ไป๋อวิ๋นเฟิงอดกลืนน้ำลายตามไม่ได้ เขาค่อยๆ ใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่ขึ้นมากัดแล้วเคี้ยวดู รสชาติไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่เขาเคยคิดเอาไว้ ทั้งกลมกล่อมและหอมอย่างที่ฉินเหม่ยเหนียงเอ่ยมาจริงๆ เขาจึงได้คีบขึ้นมากินอีก
“หืม ผัดผักจานนี้รสชาติช่างเข้มข้นยิ่งนัก มีความหวานกรอบของผักที่สดใหม่ กินกับข้าวสวยร้อนๆ ชามนี้ช่างอร่อยลิ้นมากจริงๆ ” ฉินเหม่ยเหนียงเอ่ยพลางคีบกับข้าวกินด้วยสีหน้าร่าเริง ไป๋อวิ๋นเฟิงค่อยๆ คีบกับข้าวกินตามนางไปทีละอย่าง ทีละอย่าง กว่าจะรู้ตัวข้าวในชามก็พลันหมดไปแล้ว ส่วนฉินเหม่ยเหนียงนั้นถึงแม้ว่านางจะยังอยากกินอีก แต่ด้วยนางคิดถึงสภาพอ้วนกลมของตนเองในชาติที่แล้วนางจึงรีบหยุดมือในทันที พลางมองชามข้าวอันว่างเปล่าของไป๋อวิ๋นเฟิงด้วยความภาคภูมิใจ ที่แท้ในตอนที่ยังเป็เพียงเด็กน้อยไป๋อวิ๋นเฟิงก็ถูกชักจูงได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
“มองอะไร บางอย่างก็ไม่เห็นว่าจะรสชาติดีอย่างเ้าว่าสักนิด แต่เอาเถิดถือว่าข้าเห็นแก่เ้า อีกทั้งยังเห็นแก่ความยากลำบากในการปรุงอาหารของคนในครัวอีก ต่อไปนี้ข้าจะพยายามไม่เลือกกินก็แล้วกัน” ไป๋อวิ๋นเฟิงเอ่ยพลางแอบลูบหน้าท้องที่ป่องออกมาเล็กน้อย ของตนเอง
เมื่อคิดได้ว่าเขาอาจจะถูกเด็กน้อยตรงหน้าแอบลูบคมก็อดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้ แต่เมื่อได้เห็นสายตาที่แสดงถึงความหวังดีและเป็ห่วงเป็ใยอย่างแท้จริงที่นางส่งให้แล้ว เขาจึงได้พยายามกล้ำกลืนความไม่พอใจลงท้องไป ยิ่งเห็นว่าฉินเหม่ยเหนียงหัวเราะออกมาด้วยรอยยิ้มอันสดใส เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคุ้มค่า
สหายของเขาคนนี้นางมักจะเก็บตัว ขี้ขลาด และไม่ค่อยพูด แต่วันนี้นางกลับเปลี่ยนไป ทั้งพูดมากขึ้น ยิ้มบ่อยขึ้น แววตาที่ใช้มองเขาก็ดูลึกซึ้งมากขึ้นเป็พิเศษ เขาจึงไม่อยากจะถือสานาง ให้นางได้หัวเราะบ้างก็ดีจะได้ลดความเศร้าโศกและเงียบขรึมของนางลงไปได้บ้าง