คืนหลอน...ซ่อนขวัญ

    กระดานดำห้อง ม.6/3

    ชื่อของผมคือ “แทน” เด็ก ม.ปลายที่ใช้ชีวิตไปวันๆ กับเพื่อนสนิทสี่ห้าคน ก้องคือคู่หูที่ชอบเล่นบาสเสียงดังไปทั่วโรงเรียน แนนเป็๲สาวร่าเริงที่ไม่เคยปล่อยให้วงสนทนาเงียบ มิ้นท์มักนั่งฟังเงียบๆ แต่ชอบส่งยิ้มบางๆ ให้พวกเรา ส่วนบอยคือคนสูงใหญ่ที่มุกฝืดที่สุดแต่เราก็หัวเราะให้ทุกครั้ง ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเ๱ื่๵๹ไม่เป็๲เ๱ื่๵๹ ๻ั้๹แ๻่แย่งซื้อข้าวมันไก่หน้าโรงเรียนไปจนถึงแอบนั่งเล่นกีตาร์ใต้ต้นจามจุรีหลังเลิกเรียน บรรยากาศเหมือนทุกอย่างจะสดใสและไม่มีวันสิ้นสุด

    วันหนึ่งในชั่วโมงว่าง พวกเรานั่งจับกลุ่มที่โต๊ะริมหน้าต่าง ก้องเริ่มเล่าเสียงตื่นเต้นว่า

    “เฮ้ พวกนายรู้ยัง ตำนานโรงเรียนเราที่เขาห้ามเข้าตึกเก่าหลังพระอาทิตย์ตกน่ะ”

    “อย่าบอกนะว่าเ๹ื่๪๫ห้อง ม.6/3 น่ะ”แนนทำตาโต 

    ทุกคนหัวเราะ แต่ความสนใจถูกดึงมาที่ก้อง เขาเล่าว่าเมื่อสิบปีก่อน มีนักเรียนทั้งห้องหายสาบสูญในคืนเดียว และ๻ั้๹แ๻่นั้นมา ใครที่เดินผ่านตึกนั้นตอนค่ำจะได้ยินเสียงดนตรีประหลาดลอยออกมา คล้ายเสียงเปียโนที่ไม่เข้าคีย์ ฟังแล้วเสียวสันหลังวาบ ครูจึงสั่งห้ามไม่ให้นักเรียนเข้าใกล้ห้องนั้นเด็ดขาดหลังพระอาทิตย์ตก

    “ไร้สาระน่า นี่มันศตวรรษไหนแล้ว ยังจะเชื่อตำนานผีๆ อยู่อีก” ผมหัวเราะกลบเกลื่อน 

    แต่ในใจกลับรู้สึกหนาวขึ้นมาจริงๆ เพราะผมเองก็เคยได้ยินเสียงบางอย่างตอนเดินผ่าน เหมือนเสียงชอล์กขูดบนกระดานดำที่ดังลอดออกมาเบาๆ จนขนลุก

    จากวันนั้น พวกเรายังหัวเราะเล่นเหมือนเดิม แต่บางครั้งระหว่างที่เสียงล้อเล่นดังขึ้น ผมกลับรู้สึกเหมือนเสียงหัวเราะนั้นบางลง เงียบแปลกๆ เหมือนบางคนกำลังจะถูกกลืนหายไป

    จนกระทั่งคืนหนึ่ง หลังซ้อมเชียร์ ผมเดินผ่านตึกเก่าและเห็นไฟในห้อง 6/3 สว่างวาบ แสงสลัวลอดออกมาพร้อมเสียงดนตรีเพี้ยนๆ ผมใจเต้นแรง รีบวิ่งกลับหอพัก และสาบานว่าจะไม่พูดถึงมัน

    เช้าวันต่อมา เก้าอี้ของบอยว่างเปล่า ไม่มีใครพูดถึงเขาอีก ครูเรียกรายชื่อเหมือนทุกครั้ง และยังบอกว่าห้องเรามีสี่สิบคนพอดี ผมถามเพื่อนๆ ว่า 

    “แล้วบอยไปไหน”

     “บอยไหนล่ะ นายพูดอะไรแปลกๆ” ก้องทำหน้างง

    ผมเถียงว่าบอยคือเพื่อนเราที่ตัวสูงๆ เล่นมุกฝืดประจำ แต่ทุกคนหัวเราะเหมือนผมเล่านิทาน แนนถึงกับพูดว่า 

    “แทน นายฝันไปหรือเปล่า ๻ั้๫แ๻่แรกห้องเราก็สี่สิบคนนะ ไม่มีใครชื่อบอย”

    คำพูดนั้นเหมือนมีใครมาบีบคอผม ความทรงจำผมชัดเจน แต่โลกทั้งใบกลับปฏิเสธ

    จากนั้นเพื่อนๆ ก็เริ่มหายไปทีละคน มิ้นท์หายตามไปอีก เก้าอี้ของเธอถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อย ไม่มีใครพูดถึงเด็กสาวเงียบๆ คนนั้นอีก เหมือนไม่เคยมีอยู่จริง ผมได้ยินเสียงเพลงลอยมาอีกคืน ครั้งนี้ชัดเจนกว่าเดิม มันก้องอยู่ในหัวจนหลับไม่ลง ความหวาดระแวงกัดกินหัวใจ ผมเริ่มจดชื่อเพื่อนทุกคนลงในสมุด กลัวว่าวันหนึ่งแม้แต่ผมเองก็จะลืมไปว่าใครเคยอยู่รอบตัว

    แนนคือคนต่อมา คืนก่อนเธอหาย ผมฝันเห็นเธอยืนอยู่ในห้อง 6/3 ร้องเพลงที่แปลกประหลาด น้ำเสียงแหบพร่าเหมือนถูกบังคับให้ร้อง และที่กระดานดำมีชื่อเธอถูกขีดฆ่า เมื่อผมตื่นขึ้นมา เก้าอี้ของแนนก็ว่างเปล่า ไม่มีใครแม้แต่จะนึกสงสัย ทุกอย่างเป็๲เพียงความจริงที่เหลือแค่ผมคนเดียวที่รับรู้

    ผมไม่อาจทนต่อไปได้อีก คืนถัดมาผมตัดสินใจเดินเข้าสู่ตึกเก่า บรรยากาศมืดชื้น กลิ่นฝุ่นและเชื้อราผสมกันจนแสบจมูก เมื่อผมผลักประตูห้อง 6/3 เสียงดนตรีเพี้ยนก็ดังขึ้นทันที กระดานดำตั้งอยู่กลางความมืด และมีชอล์กแท่งหนึ่งเคลื่อนไหวเอง เขียนชื่อเรียงลงมาทีละคน บอย มิ้นท์ แนน และสุดท้าย…แทน

    ร่างเงาของเพื่อนๆ ที่หายไปยืนเรียงอยู่หลังห้อง ดวงตาขาวโพลนและริมฝีปากยิ้มแสยะ พวกเขาเริ่มร้องเพลงประหลาดนั้นพร้อมกัน เสียงก้องสะท้อนจนหัวใจผมแทบหยุดเต้น

    ผมพยายามวิ่งไปที่ประตูแต่ถูกปิดตาย เสียงกระซิบทับซ้อนดังรอบตัว

    “ห้องนี้ต้องมีสี่สิบคนเสมอ นายคือคนสุดท้าย”

    ผมทุบกระจกสุดแรง เ๧ื๪๨ไหลเต็มมือ แต่เสียงเพลงดังกลบทุกสิ่ง ชอล์กบนกระดานดำลากเส้นขีดใต้ชื่อของผม เสียงหัวเราะนับสิบดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงในความมืดสนิท

    .

    .

    .

    เช้าวันต่อมา โรงเรียนยังเต็มไปด้วยความสดใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครูยืนยันกับนักเรียนอย่างร่าเริงว่า “ห้องนี้มีนักเรียนสี่สิบคนพอดีเสมอ” เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ดังขึ้นทั่วห้อง แต่ไม่มีใครพูดถึงชื่อของแทนอีกต่อไป เก้าอี้มุมห้องถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย ว่างเปล่า ไม่มีเ๯้าของ และไม่มีใครตั้งคำถาม

    ราวกับว่าพวกเขา…ไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่นี่๻ั้๹แ๻่แรก