บทที่ 15
หนีไม่พ้น
และในที่สุด ร่างสีขาวของเหยียนไป๋เฉินก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพุ่งลงมาจากยอดต้นไม้ดั่งพยัคฆ์ทะยานลงจากยอดเขาฝ่ามือหนึ่งตวัดคว้าคอของชายวัยกลางคนไว้แน่น ก่อนจะยกขึ้นอย่างง่ายดายราวกับหิ้วลูกไก่ตัวหนึ่ง
ชายวัยกลางคนดิ้นรนเต็มกำลัง ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจแต่เหยียนไป๋เฉินกลับมีสีหน้าเรียบเฉยดวงตาคมกริบดั่งหอกน้ำแข็งที่ไร้ซึ่งความเมตตา มองอีกฝ่ายเหมือนมองวัตถุไร้ค่า
ทว่า... ในขณะที่เขากำลังจะสอบถามสิ่งใดบางอย่างัับางอย่างจากปลายนิ้วที่แตะลำคออีกฝ่ายพลันทำให้เขาขมวดคิ้วแน่นใบหน้าซึ่งเ็านิ่งสงบมาตลอดพลันฉายแววเคร่งขรึมขึ้นทันใดดวงตาสีดำสนิทสั่นไหวเล็กน้อย
“...ไม่ดี!”
เหยียนไป๋เฉินตระหนักได้ในเสี้ยวลมหายใจเขาขว้างร่างของชายวัยกลางคนออกไปทันที!
ร่างนั้นปลิวกระแทกต้นไม้ใหญ่ที่ห่างออกไปสิบจั้งเสียงโครมดังสนั่นตามแรงปะทะแต่เพียงครู่เดียวร่างนั้นกลับแปรเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา
สีผิวของมันกลายเป็ดำสนิทราวกับถูกเขม่าควันเผาไหม้ทั้งตัวเส้นเืปูดโปนพองโตจนแทบจะะเิเสียงแปร่งประหลาดแผดดังขึ้นก่อนที่โลหิตสีดำคล้ำจะทะลักออกจากรูขุมขนทุกแห่งบนร่างกายไม่เว้นแม้แต่ดวงตา ช่องปาก รูหู ร่างกายนั้นแห้งเหี่ยวลงเรื่อย ๆอย่างรวดเร็วจนในที่สุดก็ทรุดตัวกลายเป็เพียงซากไร้ิญญาในคราบเืสีดำที่ไหลนองเต็มพื้นหิมะ
“ะเิแก่นปราณเพื่อปล่อยพิษเงา...” เหยียนไป๋เฉินเอ่ยเสียงเรียบดวงตายังคงจ้องมองร่างไร้ิญญานั้นครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้าช้า ๆ
“วิธีปิดชีพตัวเองที่ชั่วร้ายยิ่งนัก”
เขาไม่ได้เสียเวลาอีกต่อไป ร่างในชุดขาวพลันเบาบางราวสายหมอกเคลื่อนที่ไปในพริบตาราวกับลมเหนือที่เย็นเยียบ ราวเงาภูตที่พริบตาเดียวก็หวนคืนสู่ตัวเมืองซั่งหลินอีกครั้ง
เมื่อเหยียนไป๋เฉินปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งร่างของเขายืนอยู่ตรงปากทางเข้าตรอกเหมยฮวาเงาร่างสูงโปร่งก้าวย่างอย่างสงบและมั่นคง เขาเดินทอดน่องช้า ๆผ่านซุ้มประตูไม้เก่าที่ล้อมรอบด้วยกลิ่นหอมของดอกท้อที่ปลิวล่องกลางอากาศราวกับการจากไปเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เสียงฝีเท้าของเขาเบาเสียจนแทบไร้เสียงมีเพียงเงาเรียวบางบนพื้นหิมะที่ค่อย ๆยืดยาวไปตามทิศทางที่เขาเดินเข้าสู่ตรอกนั้น... ตรงไปยังบ้านหลังเก่าใต้ต้นท้อใหญ่
ทว่าหลังจากที่เหยียนไป๋เฉินก้าวเดินเข้ามาถึงเรือนด้านในตรงลานใต้ต้นดอกท้อที่กำลังผลิบานมีเพียงเงาร่างสตรีชุดขาวคนหนึ่งนั่งสงบอยู่ตรงเบื้องหน้ากลีบดอกท้อปลิวว่อนร่วงหล่นคล้ายหิมะในยามปลายเหมันต์ นางปักผ้าเงียบงันใบหน้านิ่งสงบ ดวงตาคู่งามมองเข็มในมือด้วยสมาธิ แต่กลับดูราวกับมิใช่หญิงชาวบ้านธรรมดาและข้างกายนาง มีเด็กน้อยผู้หนึ่งยืนถือน้ำไว้ในมือเล็ก ๆ
เถาเถา…
เด็กหญิงตัวเล็กอายุเพียงห้าขวบ ใบหน้ากลมมนขาวเนียนดวงตากลมโตดำขลับดั่งมุกน้ำดำจากก้นทะเลสาบในั์ตานั้นสะท้อนเงาของบุรุษชุดขาวที่กลับมาอีกครั้งเส้นผมยาวดำขลับถักเปียเล็กด้านข้างประดับด้วยริบบิ้นสีแดงดูน่ารักน่าชังแก้มขาวอมชมพูเปล่งปลั่งราวกับผลพีชสุกน้ำที่ถืออยู่ในขันไม้แกะสลักถูกประคองแนบอกทั้งสองมือแ่าท่วงท่าทะมัดทะแมงในขณะที่เท้าคู่น้อยก้าวไปมานั้นแฝงความกระตือรือร้นและน่าเอ็นดูยิ่งนัก
ไป๋ซือเหนียงเงยหน้าขึ้นจากเข็มปักผ้าเมื่อััถึงการกลับมาของบุรุษชุดขาวนามเหยียนไป๋เฉิน
นางวางผ้าและเข็มในมือลงอย่างแ่เบารอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นบนใบหน้าเยือกเย็นของนางนางหันไปมองเถาเถาที่อยู่ข้างกายก่อนเอ่ยเสียงนุ่มนวล
“เอาละ เถาเถา...บิดาของเ้ามาแล้ว เราจะกลับบ้านกันเถอะ” คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่เหยียนไป๋เฉินรู้ชัดเจนว่ามันคือการยอมรับอย่างแท้จริงจากสตรีนางนี้เขาไม่จำเป็ต้องกล่าวสิ่งใดเพิ่มเติมเพราะเพียงแววตาที่สบประสานกันของทั้งสองก็เข้าใจกันโดยไม่ต้องใช้คำพูด
เถาเถาหันกลับไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างด้วยประกายสุกสว่างราวกับดวงดาวที่เจิดจรัสในค่ำคืนฤดูหนาว รอยยิ้มกว้างแย้มเผยฟันน้ำนมเล็ก ๆอย่างสดใส ดวงหน้าเล็กเปี่ยมสุขยิ่งกว่าคราใดเสียงเล็กใสดังขึ้นทันทีที่เด็กน้อยร้องเรียก
“ท่านพ่อ!”
เสียงนั้นดังแจ่มชัดราวกับระฆังเงินในยามอรุณ อบอุ่นทั้งตรอกเหมยฮวาเหยียนไป๋เฉินที่ยืนห่างออกไปหลายก้าว สีหน้าที่มักเ็าไร้อารมณ์ของเขาในยามปกติพลันปรากฏรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้ารอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งประหนึ่งหิมะแรกในฤดูใบไม้ผลิ
ภาพนั้นทำให้หัวใจของเขาย้อนรำลึกไปถึงวันหนึ่งในวัยเยาว์...
วันนั้นเขายังเป็เด็กถูกมารดาเคร่งครัดบีบบังคับให้แย่งชิงตำแหน่งซื่อจื่อกับพี่ใหญ่แม้ว่าเขาจะไม่ปรารถนาสิ่งใดเลยนอกจากอิสระทว่าการขัดขืนกลับทำให้เขาถูกลงโทษอย่างหนัก
วันนั้นเอง ขณะที่เขาถูกตีจนร้องไห้จ้า พี่ชายคนโตกลับยืนส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขาแววตาของพี่ชายไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้ในยามเขาตกต่ำที่สุด
วันนี้... พี่ใหญ่จากไปแล้วทิ้งเพียงลูกสาวคนเดียวของเขาไว้เื้ั
เหยียนไป๋เฉินไม่อาจหักใจปล่อยเถาเถาไปได้
เขาจึงยิ้มให้นางเหมือนเช่นที่พี่ชายเคยยิ้มให้เขา
และแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยก็กระโจนเข้าไปหาเขา
เสียงเท้าน้อยแตะพื้นเบา ๆ แต่เร่งเร้าดวงตากลมใสเปล่งประกายราวกับอัญมณีในยามค่ำรอยยิ้มสดใสยังคงแต่งแต้มอยู่บนดวงหน้าเล็กขาวเนียน
“ท่านพ่อ!” เถาเถาร้องเรียกอีกครั้งก่อนจะโถมตัวเข้ากอดเอวของเหยียนไป๋เฉินแ่า แขนเล็กสองข้างโอบกอดแแ่ทั้งที่ตัวนางเล็กจนแทบจะไม่อาจโอบรอบได้หมด
เหยียนไป๋เฉินค่อย ๆ ก้มลง โอบแขนข้างหนึ่งรองรับร่างเล็ก ๆของเถาเถาไว้ในอ้อมแขน ดวงตาเ็าของเขาอ่อนลงราวกับธารน้ำแข็งละลายในฤดูใบไม้ผลิฝ่ามือใหญ่วางแ่เบาบนเรือนผมนุ่มของเด็กน้อย ลูบเบา ๆ อย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน
อ้อมกอดนี้อบอุ่น... และเงียบสงบ
ดอกท้อโปรยปราย ลมเย็นพัดเอื่อยกลิ่นหอมละมุนของดอกไม้ประสานกับกลิ่นอายอบอุ่นจากร่างเล็ก ๆที่แนบชิดอยู่ในอ้อมแขน
ไป๋ซือเหนียงมองภาพเบื้องหน้านั้นด้วยดวงตาอ่อนโยนที่หาได้ยากจากนางรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนเรียวปากอ่อนบาง
นางเข้าใจดีว่าเหตุใดเถาเถาจึงดีใจนัก
เหตุผลไม่ใช่เพียงเพราะมี "ท่านพ่อ" กลับมาหากแต่เพราะเมื่อครึ่งเดือนก่อนตระกูลหลินภายในเมืองซั่งหลินหาเื่ถึงหน้าบ้านนาง
ทั้งหมดเริ่มต้นจากคำพูดของบุตรชายตระกูลหลินที่เอ่ยดูิ่ว่า
“เ้าไม่มีพ่อ!”
คำพูดนั้นทิ่มแทงหัวใจดวงเล็กของเถาเถาจนมิอาจทานทนนางโกรธจนฟาดกำปั้นใส่เด็กผู้นั้นอย่างไม่ลังเลเด็กหนุ่มผู้นั้นแม้จะเป็ลูกชายตระกูลใหญ่แต่ย่อมไม่อาจรับมือกับเถาเถาผู้มีรากฐานการฝึกฝนมาั้แ่กำเนิดแม้นางยังมิได้ฝึกยุทธ์อย่างเป็ทางการก็ตาม การหายใจของนางเองยังทำให้เส้นชีพจรไหลเวียนอย่างมหาศาลจนขอบเขตพื้นฐานนั้นก้าวล้ำเหนือสามัญชนทั่วไปไปแล้ว
เพียงหมัดเดียว เด็กหนุ่มผู้นั้นฟุบลงกับพื้น โอดครวญไม่อาจลุกขึ้น
ไป๋ซือเหนียงในวันนั้น แม้จะอยากฉีกปากของเด็กผู้นั้นนักแต่เมื่อลูกสาวลงมือไปแล้ว นางก็ไม่คิดจะเสียเวลาอีก
สิ่งที่นางเฝ้ารอมีเพียง... ว่าตระกูลหลินจะขยับเมื่อใดเท่านั้น
เมื่อพวกมันขยับ นางก็ตั้งใจไว้ว่าจะสังหารให้สิ้นตระกูล!
และแล้ว วันที่พวกมันกำหนดเส้นตายให้ส่งตัวเถาเถาก็มาถึง...
พวกมันมาปิดล้อมหน้าบ้านของนาง
แต่โชคชะตาเล่นตลก เหยียนไป๋เฉินผู้นี้กลับปรากฏตัวก่อนและทำสิ่งที่นางตั้งใจไว้ให้เสร็จสิ้นเสียเอง