เจียงรุ่ยคลายกำปั้นตบฉาดไปบนศีรษะของอาชิ่ง พูดอย่างโมโหว่า “เ้าลองพูดถึงเขาอีกสิ!”
อาชิ่งรีบเอามือปิดปาก แล้วเงียบเสียงลง
หน้าต่างของโถงรับแขกปิดอย่างแ่า ทำให้โถงรับแขกที่เดิมก็อึดอัดอยู่แล้วยิ่งเพิ่มความอึดอัดขึ้นไปอีก
เหมยเซียวเหรินทางหนึ่งก็โบกพัดเร็วขึ้น อีกทางก็พูดอย่างเรียบเฉยว่า “เื่ของข้าไม่ลำบากให้ญาติผู้พี่กับฮูหยินผู้เฒ่ามาลำบากหรอกเ้าค่ะ วันนี้ในเรือนมีคนมากมาย ข้ายังมีเื่ต้องไปจัดการ เกี่ยวกับงานแต่งของท่านพี่ ไปหรือไม่นั้นข้ายังต้องไปถามท่านพ่อ ให้เขาคิดดูก่อน”
เซียวหรูยกมุมปากเล็กน้อย “น้องเหมย ข้ากับท่านย่ามาไกลถึงเพียงนี้ ไม่ได้อยากได้ยินคำว่าคิดดูก่อนของเ้าหรอกนะ”
วันนี้เป็งานวันเกิดของบิดานาง เหมยเซียวเหรินไม่อยากปะทะกับสองย่าหลานในบ้าน จึงพูดอย่างสุภาพเล็กน้อยว่า “เมื่อครั้งที่ฮูหยินผู้เฒ่าประกาศว่าจะแยกบ้าน ให้ท่านพ่อของข้าพาข้าออกไปจากจวนเซียว พ่อของข้าก็ทำตามคำสั่ง วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจะให้พ่อของข้ากลับไป ท่านพ่ออาจจะยังเชื่อฟังเ้าค่ะ”
เหมยเซียวเหรินพูดจบก็คลุมผ้าปิดหน้าเดินออกจากประตูไป ไม่ลืมจะสั่งบ่าวรับใช้ด้านนอกประตูว่า “วันนี้คนในจวนยุ่งกันมาก หากจะให้ฮูหยินผู้เฒ่ากับญาติผู้พี่อยู่ในจวนก็เกรงว่าจะปรนนิบัติได้ไม่ทั่วถึง อีกสักครู่ก็ให้คนไปส่งพวกนางกลับ อีกอย่างนำสร้อยคอไข่มุกทะเลที่ร้านเครื่องประดับได้มาวันก่อนไปห่อให้ดีแล้วมอบให้ญาติพี่เป็ของขวัญแสดงความยินดีด้วย”
เงาร่างหญิงงามออกมาจากห้องรับแขก ชั่วขณะนั้นได้สะกดสายตาของเจียงรุ่ยเอาไว้
เขากำลังหงุดหงิดไม่รู้ว่าจะขัดขวางการสู่ขอนี้อย่างไร เมื่อมองเห็นคุณหนูตระกูลเซียวก็คล้ายกับมีดอกไม้บานเจิดจ้าในป่าหลิวอันมืดครึ้ม เดินตามไปอย่างใจกล้า
อะไรจะเล่นงานเหมยเซียวเหรินได้โดยตรงยิ่งไปกว่าการเปิดโปงต่อคุณหนูตระกูลเซียว
เงาร่างในชุดกระโปรงสีฟ้าเดินผ่านประตูกลางเรือนไป ก้าวเข้าสู่สวนดอกไม้สีม่วงแดง คล้ายกับอยู่อย่างโดดเดี่ยวละทิ้งโลกไว้เื้ั ทำให้คนที่ติดตามอยู่เื้ัอย่างเจียงรุ่ยยิ่งไม่อาจหักห้ามใจได้เมื่อเห็น…ไม่อาจยอมให้บุปผางดงามดอกนี้ไปอยู่ในมือของเหมยเซียวเหรินได้
ก่อนที่เขาจะตามทันก็เปิดปากร้องเรียก “แม่นางหยุดก่อน”
เหมยเซียวเหรินหยุดฝีเท้าทันใด เพราะเสียงนี้ช่างคุ้นหูนัก!
นางหันกลับมามองปราดเดียว เป็ดั่งที่คาดไว้
หากกล่าวว่าเป็ิญญาตามติด เจียงรุ่ยก็แกร่งกล้ากว่าฉู่จื่อเฟิงเสียอีก
เจียงรุ่ยเห็นเพียงแววตาที่เ็าของนาง มองไม่เห็นว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้ามีมุมปากที่กระตุกเพราะความโกรธแค้น
“แม่นางโปรดอย่าโกรธที่ข้าเข้ามาอย่างผลุนผลัน” เจียงรุ่ยยกมือคารวะ
เกรงว่าแม้เจียงรุ่ยจะกลายเป็เถ้าถ่านนางก็ยังจำได้ แต่เพื่อปกปิดตัวตน นางจำต้องถามว่า “คุณชายคือใคร มีธุระอะไรกับข้าเช่นนั้นหรือ”
“ข้าชื่อเจียงรุ่ย วันนี้มาถึงเรือน ก็เพื่อมาหาแม่นาง”
“เช่นนั้นหรือ” ดวงตาคู่งามของเหมยเซียวเหรินโค้งเล็กน้อย “แต่ว่าข้าไม่รู้จักคุณชาย ขออภัยที่ข้าไม่อาจอยู่เป็เพื่อนท่านได้”
เหมยเซียวเหรินกำลังจะเดินจากไป เจียงรุ่ยก็รีบเดินไปข้างหน้านาง ขวางทางเดินเอาไว้
“เ้าไม่รู้จักข้า แต่เ้าต้องรู้จักเหมยเซียวเหรินเป็แน่”
คำพูดนี้ของเจียงรุ่ยกลับดึงดูดความอยากรู้ของเหมยเซียวเหรินไว้ได้ อยากดูว่าเขาคิดจะเล่นลูกไม้อะไรอีก ด้วยเหตุนี้จึงพยักหน้าพูดว่า “รู้จัก”
เสียงของนางเหมือนกับลมในฤดูใบไม้ผลินุ่มนวลไร้เรี่ยวแรง ทำให้ใจผู้ที่ได้ฟังหลอมละลาย เจียงรุ่ยยิ่งไม่อาจหักห้ามใจ เขาไม่สนใจเหตุผลอะไร พูดออกไปตรงๆ ว่า “คนผู้นั้นเป็สุภาพบุรุษจอมปลอม ไม่คู่ควรกับความชื่นชมของแม่นาง!”
มือเรียวงามกำด้ามพัดแน่น แต่บนใบหน้าของเหมยเซียวเหรินโดยเฉพาะดวงตายังมีรอยยิ้มสามส่วน ถามเสียงนุ่มนวลว่า “จริงรึ”
“ข้าดูออกว่าแม่นางเป็สตรีที่ดีงาม จึงไม่อาจทนให้แม่นางใจลุ่มหลงผิดคนได้ แม่นางอาจจะยังไม่รู้ เหมยเซียวเหรินผู้นั้น เป็นายอำเภอ แต่ไม่เพียงใช้เงินซื้อความดีความชอบจากชาวบ้าน ยังสมคบคิดกับโจรูเา เป็ขุนนางที่รับสินบนกังฉินเต็มตัว”
มือที่โบกพัดของนางโบกได้ช้าและหนักหน่วงยิ่ง แววตามองไปที่กระถางดอกไม้ด้านข้าง
“แม่นางอย่าได้ไม่เชื่อ เขาเพื่อที่จะได้เลื่อนตำแหน่งมีเงินทอง เื่อะไรก็ล้วนแต่ทำได้ทั้งนั้น…”
“คุณชายเจียง!” เหมยเซียวเหรินตัดฉับคำพูดของเจียงรุ่ย ถามด้วยรอยยิ้มว่า “เ้าพูดจบแล้วหรือยัง”
“แม่นางเซียว บนโลกนี้มีชายหนุ่มที่ดีมากมาย เหมยเซียวเหรินไม่คู่ควรให้แม่นางฝากชีวิตเอาไว้ หากราชสำนักรู้เื่เขาเมื่อใด เวลานั้นเขาก็จะสูญเสียชื่อเสียงและตำแหน่ง แม่นางไม่จำเป็ต้องหนึ่งร่วงล้วนร่วง[1]ไปกับเขา”
“ข้าชมชอบใคร แล้วเกี่ยวอันใดกับคุณชายกัน” เหมยเซียวเหรินหมุนกาย เมื่อเดินไปได้สองสามก้าวก็ยกมือเรียกบ่าวรับใช้มา
“คุณหนูมีเื่ใดจะสั่งการ”
เหมยเซียวเหรินเปลี่ยนจากน้ำเสียงอารมณ์ดีก่อนหน้า พูดเสียงเย็นว่า “เชิญคุณชายท่านนี้ออกไป”
ความหวังดีกลายเป็ทำคุณบูชาโทษอีกแล้วหรือ เจียงรุ่ยใ
อาชิ่งพูดด้วยความโกรธว่า “เ้าช่างไม่รู้ดีชั่ว คุณชายข้าเตือนเ้าด้วยความหวังดีแท้ๆ เ้ายังไม่รู้จักขอบคุณอีก…”
เหมยเซียวเหรินทำเป็เอาหูทวนลม เดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลัง นางเดินผ่านประตูโค้งเข้าไปถึงเรือนพักแห่งหนึ่ง ทำให้คนทั้งสองคนมองไม่เห็นอีก
เมื่อนางเข้าไปในเรือนก็หยุดฝีเท้าลง ยืนอยู่ด้านหน้าของหน้าต่างหินแกะสลักจ้องมองสองนายบ่าว มองดูพวกเขาถูกบ่าวรับใช้ ‘เชิญ’ ออกไปจากจวนอย่างสุภาพ นางปลดผ้าคลุมหน้าออก หัวเราะเสียงเย็น “โง่เง่า!”
เดิมทีไล่ฉู่จื่อเฟิงไปได้ เหมยเซียวเหรินอารมณ์ดียิ่งนัก แต่ว่าวันนี้ในเวลาอันสั้นก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาถึงสามคน รบกวนความรื่นรมย์ทั้งหมดของนาง
หลังจากที่นางพบเจียงรุ่ย นางก็คิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ว่า ไม่ง่ายเลยกว่านางจะหนีโชคชะตาของตนพ้น ยังมีความลำบากและความขื่นขมในสองปีที่ผ่านมา สุดท้ายกลับถูกจดหมายราชการฉบับหนึ่งตัดหนทางในอนาคต…
ในใจของเหมยเซียวเหรินว้าวุ่นไปหมด คิดอยากหาสถานที่เงียบๆ สงบใจ ไม่ทันรู้ตัวก็มาถึงลานบ้านทิศตะวันตกเฉียงใต้
สถานที่แห่งนี้เป็เรือนที่ตกเป็ของครอบครัวนาง แต่ก่อนเ้าของคือตระกูลฉู่
เมื่อแรกตระกูลฉู่ขาดเงิน แต่ประมุขของตระกูลฉู่ภายนอกมีความหยิ่งทระนง ไม่อาจรับเงินที่ครอบครัวนางช่วยเหลือได้อย่างเปิดเผย จึงนำเรือนพักที่อยู่ใกล้กับเรือนด้านหลังของตระกูลเซียวมอบให้ครอบครัวนาง บิดาของนางเข้าใจความคิดของประมุขตระกูลฉู่จึงไม่ได้ปฏิเสธ
บิดาของนางเพียงรับมาเท่านั้น ไม่ได้คิดจะนำเรือนพักนี่มาเป็ของตนเอง จึงปล่อยว่างมาโดยตลอด เปิดเพียงประตูเชื่อมสองจวนไว้
หลายปีมานี้มีน้อยคนนักจะเข้ามา ลานบ้านก็ยิ่งรกร้างขึ้นไปทุกวัน นางเคยมาตอนที่ปรับปรุงเรือนพักครั้งหนึ่ง เวลานั้นบ่าวรักษาความปลอดภัยเพื่อขุดเชื่อมสองจวน จึงย้ายต้นไม้ใหญ่ที่ขวางทางต้นหนึ่งออกไป
นางพบลูกเต๋าหยกลูกหนึ่งอยู่ในหลุมของต้นไม้ แต้มหกหงายขึ้น้า
บิดาของนางบอกว่านี่เป็ลางดี นางจึงนำลูกเต๋ากลับบ้านไปทำความสะอาด ร้อยเข้ากับเชือกสีแดงนำมาห้อยที่คอ วาดหวังให้นับแต่นี้มีแต่ความโชคดี
เหมยเซียวเหรินดึงลูกเต๋าที่ซ่อนเอาไว้ใต้คอเสื้อมามองดู ไม่รู้ว่าในโลกนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ แต่นับั้แ่นางได้ลูกเต๋าลูกนี้มา นางล้วนสามารถเปลี่ยนเื่ร้ายให้เป็เื่ดีได้มาตลอด ไม่เคยพบเจอโชคร้ายเลย
นอกจากการเจอเจียงรุ่ย!
นางรู้สึกว่าเ้าคนนั้นคือดาวมรณะอย่างแน่นอน ต่อให้มีของที่มีพลังก็กดไว้ไม่อยู่
เหมยเซียวเหรินกำลังยืนครุ่นคิดอยู่ในตัวเรือน ประตูเรือนที่เต็มไปด้วยฝุ่นบานนั้นกลับขยับส่งเสียงขึ้นมาทันใด
นางปล่อยลูกเต๋า เดินไปฟังเสียงด้านหลังประตูอยู่สักพัก
ดูเหมือนผู้ที่อยู่ด้านนอกจะอยากเปิดประตูบานนี้
นี่คือประตูเก่า ปัจจุบันด้านในเพียงลงสลักประตูไว้เท่านั้น ไม่ได้ลงกลอน
ใครกันจะมาสถานที่แห่งนี้
เหมยเซียวเหรินแปลกใจ ดึงสลักประตูออกเล็กน้อย แง้มประตูออกมองลอดช่องเล็กๆ ออกไปข้างนอก นางมองเห็นเงาร่างเหยียดตรงสายหนึ่ง ไม่มีชุดขาวดั่งหิมะแล้ว เขาสวมชุดคลุมยาวสีคราม แต่ไม่ว่าจะสวมอะไร เขาที่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็แสดงให้เห็นถึงความสง่างามและความรู้ความสามารถที่เต็มเปี่ยม
เหมยเซียวเหรินเพียงเหม่อลอยไปเล็กน้อย ราวกับตื่นตะลึงกับสิ่งงดงามที่ประณีตยิ่งกว่าเนรมิต แต่ไม่ถึงกับลุ่มหลง
หากไม่ใช่เพราะนางปลอมเป็บุรุษมานานจึงพบเจอโลกมากว้าง เกรงว่าก็คงเป็เหมือนกับแม่นางน้อยคนอื่นๆ ที่ถูกชายที่งามเป็หนึ่งไม่มีสองดึงดูดิญญาไป
ไม่คิดเลยว่า พวกเขาจะได้พบกันที่นี่อีก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306
[1] สำนวนจีน หนึ่งร่วงล้วนร่วง หนึ่งโรจน์ล้วนโรจน์ เปรียบเปรยว่า หากมีคนหนึ่งโดนทำลายพ่ายแพ้ หรือเจริญรุ่งเรือง คนอื่นก็จะได้รับผลเช่นนั้นตามไปด้วย