8
บ้าน
ซ่งอวี้เองก็ใกับฉากนี้นี่มันอะไรกัน หนามยอกเอาหนามบ่งเรอะ?
ตอนแรกเขากับเซี่ยสุยยังเป็ตัวเอกอยู่เลยแต่พอเกิดเื่ปุ๊บก็ไม่มีใครสนใจพวกเขาแล้ว
พ่อของไช่ิจูเป็ประธานของเครือบริษัทในย่านเมืองจิ่งเธอถืออำนาจบาตรใหญ่เป็ที่รู้กันทั่ว นิสัยจู้จี้จุกจิก คิดเล็กคิดน้อยขืนไปยั่วโมโหมีหวังเื่ไม่จบง่าย ๆ ไม่ใช่ว่าแค่หาเงินมาชดใช้สักก้อนแล้วเื่จะคลี่คลายหากเธออยากไล่ครอบครัวนี้ออกไปจากเมืองจิ่งก็มีสารพัดวิธีจะทำให้คู่กรณีทนอยู่ต่อไปไม่ได้
ในสถานีตำรวจหลังจากตรวจสอบกล้องวงจรปิดจนเห็นต้นสายปลายเหตุทั้งหมดชัดเจนซ่งอวี้ก็โกรธจนหน้าเขียว เด็กคนนั้นซัดลูกหินเกือบเข้าตาเซี่ยสุยเขารีบเบรกจักรยานจนล้มลงไปกองกับพื้นแม่เด็กเลยโยนความผิดหาว่าเซี่ยสุยตั้งใจจะเข้ามาชน ใจระยำเป็บ้า
เพียงแต่ตอนนี้สีหน้าเ้าหล่อนน่าเกลียดกว่าเขาเสียอีก
เพราะกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นชัดเจนว่าหินของลูกชายเธอไปกระแทกใส่รถคันนั้น
คนเป็แม่เข่าทรุดร้องห่มร้องไห้แทบหายใจไม่ทัน ทั้งยังดึงลูกชายให้ลงไปคุกเข่าด้วยกันเด็กน้อยวัยห้าขวบถูกตบจนขวัญหนีดีฝ่อ
หญิงคนนั้นสะอื้นไม่หยุด“ฉันผิดไปแล้วค่ะคุณหนูไช่ คุณหนูไช่คะฉันจะตีเ้าลูกดื้อคนนี้ให้ตายเลยค่ะ! ฉันจะระบายความโกรธให้คุณเอง! ฉันผิดไปแล้ว!คุณหนูไช่ ฉันไม่มีปัญญาชดใช้ค่าเสียหายจริง ๆครอบครัวเราอยู่ในห้องรูหนูกันหมดทั้งเด็กทั้งคนแก่ต่อให้คุณฆ่าฉันก็ยังไม่พอชดใช้เลย”
ไช่ิจูเอาแต่แค่นหัวเราะเสียงเย็น
ท้ายที่สุดหญิงคนนั้นก็ร่ำไห้จนเป็ลมเธอนึกเสียใจภายหลังอย่างสุดซึ้งจนท้องไส้บิดเป็เกลียวแต่ไม่ว่าอย่างไรก็สายไปเสียแล้ว
หลังออกจากสถานีตำรวจซ่งอวี้พาเซี่ยสุยไปรับยาที่คลินิกเล็ก ๆ
“นายยังเดินไหวไหม”
เพราะจักรยานล้มขาของเซี่ยสุยจึงเป็แผลเล็กน้อย ซ่งอวี้ขมวดคิ้วมอง
เซี่ยสุยถือถุงพลาสติกใส่ผักด้วยมือข้างหนึ่งเอ่ยเสียงอึมครึมเบาหวิว “น่าจะไหว”
ซ่งอวี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนยื่นข้อเสนอ“ฉันไปส่งแล้วกัน”
เซี่ยสุยทำหน้าอึ้งๆ กำมือข้างที่ถือของแน่นอย่างห้ามไม่ได้ แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของซ่งอวี้เขาก็ยอมพยักหน้าช้า ๆ
แพขนตาสีดำงามงอนปิดบังประกายตาเย็นเยียบ
ตอนนี้ดึกแล้ว
แสงดาวสาดส่องไปทั่วท้องถนน
เงาของไฟถนนทอดยาว
สายลมเดือนกรกฎาคมหอบอากาศแห้งๆ ให้พัดโชยมา
อารมณ์ฉุนเฉียวในตอนแรกของซ่งอวี้สงบลงมาก
พอนึก ๆดูจึงเอ่ยถาม “นายไม่ได้ทำงานที่หลินสุ่ยแล้วสินะ”
เซี่ยสุยตอบอืมเบาๆ
ซ่งอวี้ผ่อนลมหายใจโล่งอก“ดีแล้ว ที่นั่นเละเทะจะตาย ไม่เหมาะให้นายไปหรอก”
เซี่ยสุยลังเลสักพักคล้ายว่ารวบรวมความกล้าเอ่ยถามเื่ที่ติดค้างอยู่ในใจมานาน “นายทำไมนายถึง...” ‘ดีกับฉัน’ สามคำสุดท้ายด้วยนิสัยของเขาแล้วจะอย่างไรก็พูดไม่ออก
ใต้แสงไฟริมทางดวงหน้าประณีตที่ซีดขาวและเ็าของเด็กหนุ่มแสดงความสับสนและจนปัญญาอย่างยิ่ง
ซ่งอวี้เติมคำในช่องว่างให้จบประโยค“ทำไมถึงดีกับนายขนาดนี้?”
เสียงของเซี่ยสุยเบาหวิวจนกลืนไปกับสายลม“อืม”
ซ่งอวี้เงยมองท้องฟ้ายามราตรีเส้นผมอ่อนนุ่มของเขาปลิวไสวช้า ๆ
“น่าจะ...เพราะฉันใจดีเกินไปละมั้ง”
เซี่ยสุย “...”
คำตอบแหวกแนวสุดๆ เลยใช่ไหมล่ะ
ซ่งอวี้รู้สึกว่าตนน่ะใจดีเกินเหตุจริงๆ เดิมทีเวลาห้าปีเอาไปเที่ยวเล่นกินดื่มเดี๋ยวก็ผ่านพ้นไม่เห็นต้องดั้นด้นมาเมืองจิ่งแยกจากครอบครัวร่ำรวยมาโดนมนุษย์ป้าด่ากราดแบบนี้เลยเขาประทับใจตัวเองแทบตายแล้วเนี่ย
เขาเกาหัวแกรก ๆ“ฉันทนเห็นคนอื่นถูกรังแกต่อหน้าไม่ได้หรอก แล้วไม่รู้ว่าบังเอิญหรือยังไงฉันถึงโผล่มาเจอเื่บ้า ๆ พวกนี้ทุกที”
เซี่ยสุยแอบหลุดขำอย่างอดไม่ไหว
เพียงแต่ซ่งอวี้จมอยู่ในโลกของตัวเองเลยไม่ได้ยินเขากล่าวต่ออย่างจริงจังว่า “ช่วยนายมาสองครั้ง จะเรียกว่าเป็โชคชะตาก็คงได้มั้งงั้นเราพอฝืนนับเป็เพื่อนกันได้แล้วแหละ อย่าเข้าใจผิดนะกับคนอื่นฉันก็เป็แบบนี้เหมือนกัน”
เซี่ยสุยคลี่ยิ้มบาง“ได้” แต่เขาไม่เชื่อหรอก
ตระกูลซ่งประคบประหงมลูกชายคนนี้ตั้งขนาดนั้นจะยอมให้มาเมืองจิ่งเพียงลำพังได้อย่างไร
หลินสุ่ยยังเรียกได้ว่าแค่บังเอิญแต่การที่ซ่งอวี้มาปรากฏตัวที่ถนนเหลียนอวิ๋น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเป็ ‘โชคชะตา’
ซ่งอวี้ตั้งใจมุ่งมาหาเขาโดยเฉพาะ
ถ้างั้น...เพื่ออะไรล่ะ? ว่าแล้วก็นึกได้ ตอนเด็กเขากับซ่งอวี้เคยเล่นด้วยกันนี่นะแต่นั่นก็แค่ความทรงจำประมาณห้าขวบเท่านั้นเอง จะนับเป็อะไรได้
เซี่ยสุยพาซ่งอวี้กลับมาถึงบ้านอย่างกึ่งสนใจใคร่รู้กึ่งหยั่งเชิง
ทางเดินในตึกที่คุณย่าเฉินพักอาศัยเก่าซอมซ่อระบบไฟที่ควบคุมด้วยเสียงก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างซ่งอวี้เดินเข้ามาตั้งหลายก้าวกว่าหลอดไฟสีเหลืองตุ่นจะติด บันไดแคบมากเขาประคองเซี่ยสุยเดินขึ้นข้างบน ระหว่างทางมีใบปลิวกองเกลื่อนกลาดกลิ่นเก่าคร่ำคร่าโชยมา ด้วยความที่พื้นที่คับแคบซ่งอวี้จึงแทบจะเบียดชิดเซี่ยสุยอยู่แล้ว
เสื้อผ้าของอีกฝ่ายเจือกลิ่นหญ้าจางๆ หอมสดชื่น พอเซี่ยสุยก้มหน้าก็แลเห็นลำคอขาว ๆ ดูบอบบางของเด็กหนุ่มเขาถึงกับใจลอยไปชั่วขณะ
“ชั้นไหน?”
“ชั้นสาม”
สำหรับอาคารเล็กๆ แบบนี้ ชั้นสามก็เป็ชั้นบนสุดแล้ว
เมื่อดันประตูเปิดปรากฏว่าคุณย่าเฉินหลับรออยู่บนโซฟา มีผ้าห่มผืนหนึ่งคลุมกายไม่ได้แตะต้องอาหารบนโต๊ะเลยแม้แต่น้อย ดูท่าจะรอเซี่ยสุยอยู่
แสงไฟสีเหลืองสาดส่องห้องที่แม้จะเล็กแต่กลับอบอุ่นแห่งนี้
เซี่ยสุยวางผักลงบนโต๊ะอย่างเบามือก่อนจะเดินไปหน้าโซฟา
ซ่งอวี้รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรจึงขันอาสา “ฉันทำเอง ตอนนี้ขานายยังเจ็บ”
เขาช้อนร่างคุณย่าเฉินขึ้นมาคุณย่าเฉินอายุมากแล้ว สายตาไม่ค่อยดีเท่าไร เธอสะลึมสะลือตื่น “...อาสุยกลับมาแล้ว ทำไมออกไปนานนักล่ะลูก”
ซ่งอวี้กระซิบบอก“คุณย่าเฉินครับ ผมเป็เพื่อนของเซี่ยสุย”
คุณย่าเฉินกึ่งหลับกึ่งตื่นพึมพำว่า “เพื่อน เพื่อนก็ดีแล้วจ้ะ อาสุยอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดเลย...”
ซ่งอวี้นิ่งคิดอยู่นานแล้วจึงเอ่ยเสียงเบา
“ต่อไปเขาจะไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วละครับ”
แสงไฟเหลืองนวลทอดผ่านคิ้วและแพขนตาของเด็กหนุ่มนุ่มนวลราวกับแสงของภาพเก่า ๆ ในวันวาน
เซี่ยสุยยืนอยู่ด้านหลังสีหน้าเ็าห่างเหิน
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็แค่นหัวเราะหันหลังไปล้างมือ แล้วล้วงลูกหินที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อทิ้งลงถังขยะ
เซี่ยสุยในวัยสิบห้าปีไม่เคยมีเพื่อนสักคนั้แ่เล็กจนโตแม้หน้าตาจะเ็าแต่จิตใจงดงามทั้งยังหวั่นไหวกับพวกเื่จุ๋มจิ๋มเล็กน้อยได้ง่าย ๆแต่เซี่ยสุยในวัยยี่สิบห้าน่ะได้พบพวกขี้ประจบที่เข้าใกล้โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงมาตั้งมากมายด้วยพื้นฐานครอบครัวและรูปลักษณ์ภายนอกทำให้มีคนเอาอกเอาใจเต็มไปหมดบ้างจริงใจบ้างเสแสร้ง
ความเ็าแทรกลึกถึงกระดูกความใจดีอ่อนโยนไม่มีทางสั่นคลอนเขาได้เหมือนสมัยอายุสิบห้าอีกแล้ว
เซี่ยสุยคิดถึงเื่น่าสะอิดสะเอียนในชาติก่อนมุมปากบิดเป็รอยยิ้มหยันที่ตนก็ไม่รู้เช่นกันว่าเจาะจงถึงใคร
คนคนหนึ่งต้องไม่มั่นใจในตัวเองถึงขั้นไหนกันถึงยอมทุ่มเทหัวใจให้ความอ่อนโยนเพียงเศษเสี้ยวต้องอ่อนแอขนาดไหนกันถึง้าความช่วยเหลือจากคนอื่นเพื่อข้ามผ่านความบ้าคลั่ง
และเมื่อซ่งอวี้ออกมา
เซี่ยสุยก็กำลังต้มน้ำอยู่ในครัว
ซ่งอวี้เดินไปนั่งตรงโต๊ะอย่างไม่มากพิธี“กับข้าวก็ยังมีไม่ใช่เหรอ”
เตาปิด
ตามด้วยบะหมี่ควันฉุยถ้วยหนึ่งซึ่งถูกยกมาเสิร์ฟ
ฝีมือการทำอาหารของเซี่ยสุยนั้นยอดเยี่ยมบนเส้นบะหมี่โรยด้วยต้นหอมซอย หมูสับกับน้ำมันที่ลอยย่องดูน่าอร่อยมากกลิ่นหอมฉุยลอยเข้าจมูก ซ่งอวี้ผู้ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันจู่ ๆ ก็รู้สึกหิวขึ้นมา
“กับข้าวชืดแล้ว”
เซี่ยสุยนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วดันชามบะหมี่ไปตรงหน้าอีกฝ่าย “กินสิ”
ตนนึกได้ว่าวันนี้ซ่งอวี้คงยังไม่ได้กินข้าวนับเป็การตอบแทนบุญคุณแล้วกัน
ซ่งอวี้ตะลึง “ให้ฉันเหรอ?”
์หมอนี่มันหนุ่มน้อยพ่อศรีเรือนผู้น่าสงสารเบอร์ไหนเนี่ย
เซี่ยสุยเหมือนจะกระดากอายเพราะสายตาของเขา“อืม”
“ขอบคุณนะ”
ซ่งอวี้ใช้ตะเกียบคนบะหมี่แล้วนึกทอดถอนใจ คนที่น่ารักใจดีปานนี้ ทำไมในนิยายถึงถูกทารุณขนาดนั้นกันนะ
หลังจากกินเสร็จเขาก็กลับโทรศัพท์ให้คนขับรถมารับ
พอขึ้นรถมาคนขับดูจะสับสนมาก “คุณชาย ไม่ได้ไปซื้อหนังสือหรอกเหรอครับทำไมมาซื้อที่นี่ล่ะ”
ซ่งอวี้มองไปนอกหน้าต่าง“พอดีเจอเพื่อนที่สำคัญมาก ๆ เข้าน่ะ เลยเปลี่ยนใจกะทันหัน”
คนขับประหลาดใจ “คุณเพิ่งมาถึงเมืองจิ่งไม่กี่วันเองนี่นามีเพื่อนคนสำคัญแล้วเหรอครับ”
ซ่งอวี้สรรหาเหตุผลมาสนับสนุนคำพูดของตน “ก็ที่คนเขาเรียกกันว่าเจอหน้าก็เหมือนรู้จักกันมานานแล้วไงครับ คุณลุงไม่เข้าใจหรอก”