ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 29 เผ่าอนธการ

            “สัตว์ร้ายอย่างนั้นหรือ!พี่ใหญ่ ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม!”

            มีอีกเสียงหนึ่งดังมาจากด้านขวา

            “ล้อเจ้าเล่น?ข้าจะบอกเจ้าให้ มหาปุโรหิตคำนวณได้นานแล้วว่าที่นี่มีสัตว์ร้ายอยู่ครั้งนี้พวกเราต้องตัดหัวสัตว์ร้ายตัวนี้กลับไปด้วย ไม่เช่นนั้นชีวิตของพวกเราคงจะโดนมหาปุโรหิตปลิดทิ้งอย่างแน่นอน”

            ในขณะที่เสียงนั้นดังขึ้นพลันมีชายหนุ่มสวมเกราะสีแดงสามคนเดินเข้ามาพร้อมๆ กัน แต่ละคนถือกระบี่สีแดงหม่นเอาไว้เกราะและกระบี่ต่างมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ อานุภาพรุนแรงมาก

            “นี่!”

            เมื่อกล่าวถึงมหาปุโรหิต อีกสองคนมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีพวกเขาพยักหน้าถี่ๆ ราวกับไก่จิกหาอาหาร มิกล้าก้าวล่วงผู้ที่เอ่ยถึง

            “วางใจได้ มหาปุโรหิตเคยบอกว่าสัตว์ร้ายตัวนี้ยังอยู่ในระยะตัวอ่อนจับง่ายมาก แต่พวกเจ้าต้องช่วยข้า อย่าให้คนอื่นลอบทำร้ายได้”

            คนที่เป็นผู้นำมีอายุประมาณสามสิบปีสวมหมวกสีแดงเข้ม ร่างกายสูงใหญ่ ผิวสีน้ำตาลเข้ม ตรงหน้าอกมีอัญมณีสีดำดูโดดเด่นประดับอยู่มันส่องแสงเป็นประกายตลอดเวลา และเขายังมีพลังแข็งแกร่งที่สุดในสามคนนั้นด้วย

            ทั้งสามคนพากันเดินเข้าไปทางปากปล่องภูเขาไฟอย่างรวดเร็วจนดูเหมือนไม่ใส่ใจความร้อนแรงของที่นี่เลย

            “บังเอิญขนาดนี้เลยหรือ!”

            เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างแอบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังหินก้อนใหญ่ทั้งสองคนสีหน้าไม่สู้ดีนัก

            ไอพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของทั้งสามคนนั้นแข็งแกร่งมากอย่างน้อยที่สุดคือขั้นบรรพบุรุษระดับกลาง โดยเฉพาะพี่ใหญ่ของพวกเขาที่อย่างน้อยน่าจะอยู่ในขั้นบรรพบุรุษระดับสูงหรือไม่ก็ระดับสูงสุดไปแล้ว

            หากแค่คนเดียวพวกเขาคงไม่กลัวแต่สามคนยังมิอาจแน่ใจได้ อีกทั้งเกราะและกระบี่ของสามคนนั้นยังเป็นศาสตราวิเศษระดับสูงถ้าต้องสู้กันขึ้นมาจริงๆ พวกเขาสองคนมิอาจเป็นคู่ต่อสู้ได้

            “มหาปุโรหิตอย่างนั้นหรือเช่นนั้นสามคนนี้น่าจะมาจากเผ่าอนธการ!”

            เสิ่นล่างมองสามคนนั้นพลางกล่าวเสียงเบาสิ่งที่เขาตกใจไม่ใช่พลังของสามคนนั้น แต่เป็นอำนาจเบื้องหลังของพวกเขา

            เผ่าอนธการคืออำนาจมืดที่ลึกลับและน่ากลัวมาก

            “เผ่าอนธการคืออะไรหรือ”

            “เผ่านี้มีความลึกลับมากสิ่งที่ข้ารู้มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อำนาจของพวกเขากระจายไปทั่วทั้งทวีป เป็นเผ่าที่โหดเหี้ยมรุนแรงหากล่วงเกินพวกเขาแล้วโดนล้างเผ่าพันธุ์นับเป็นเรื่องปกติ” ขณะที่กล่าวแววตาของเสิ่นล่างฉายความหวาดกลัวออกมาอย่างปิดไม่มิด

            “เผ่าอนธการ...”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับตนเองในใจคิดว่าน่าจะเหมือนกับลัทธิมารบางส่วนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

            เขาไม่เหมือนกับเสิ่นล่างเพราะเขาล่วงเกินลัทธิเหล่านี้อยู่เสมอในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ช่วงระยะเวลาพันปีเขาทำลายลัทธิมารไปแล้วมากกว่ายี่สิบลัทธิ

            สำหรับสามคนนี้ หากไม่ต้องเผชิญหน้ากันก็ดีหรือต่อให้ต้องเผชิญหน้าก็ได้ผลลัพธ์เดียวกัน

            “พวกเราตามไปกันเถอะไปดูว่าสัตว์ร้ายคืออะไร”

            “เอ่อ...ก็ได้”เสิ่นล่างลังเลเล็กน้อยแต่ก็เห็นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าใครก็มีจิตใจอยากรู้อยากเห็นไม่เว้นแม้แต่เขา

            สามคนนั้นเดินนำหน้าไปจนถึงยอดปากปล่องภูเขาไฟที่นี่ร้อนราวกับอยู่ในกาน้ำที่ตั้งบนเตาไฟจนไอน้ำเดือดพลุ่ง คนทั่วไปมิอาจใช้ชีวิตอยู่ได้

            แต่พวกเขาเหมือนไม่ได้รับผลกระทบมากนักทันทีที่คลื่นความร้อนน่ากลัวเหล่านั้นสัมผัสโดนเกราะสีแดงที่สวมบนร่างก็จะโดนดูดเข้าไปทั้งหมด

            เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างเก็บซ่อนไอพลังของตนเอาไว้พยายามรักษาระยะห่าง โชคดีที่พลังฟ้าดินของที่นี่หนาแน่นมาก จึงทำให้สามคนนั้นไม่ทันสังเกตเห็น

            สำหรับพวกเขาแล้ว สามคนนี้คืออันตรายร้ายแรงเกรงว่าหากสามคนนี้สังเกตเห็นว่าพวกเขามาเก็บหลินจือโมรา จะต้องเกิดการปะทะกันอย่างแน่นอน

            “ผู้เฒ่าล่างท่านจัดการได้ถึงสองคนหรือไม่” เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นล่างเสียงเบา

            “สองคนอย่างนั้นหรือไม่ได้หรอก”

            เสิ่นล่างส่ายหัวทันที ปฏิเสธความคิดอยากเข้าปะทะของเสิ่นเสวียนไป

            “ไม่เป็นไรรอไปก่อน”

            เสิ่นเสวียนหัวเราะแห้งๆ แล้วซ่อนตัวอยู่กับเสิ่นล่างเฝ้าดูเงียบๆ ต่อไป

             

            สามคนนั้นยืนอยู่ที่ปากปล่องภูเขาไฟแค่ยืนมองอยู่ตรงนั้นไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย จนเวลาล่วงเลยไปแล้วหนึ่งชั่วยาม

            “พี่ใหญ่ ทำไมถึงไม่มีอะไรเลยเล่า”

            “ข้าก็ไม่รู้มหาปุโรหิตไม่มีทางผิดพลาด รออีกหน่อย”

            “พี่ใหญ่ ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตามพวกเรามา”

            ประโยคสุดท้าย คนที่ตั้งแต่ต้นยังไม่ได้กล่าวอะไรเลยสักคำหันไปกล่าวกับพี่ใหญ่

            “ไร้สาระ ครั้งนี้มหาปุโรหิตเตรียมการอย่างลับๆให้พวกเรา ก่อนออกเดินทางพวกเรายังไม่รู้เรื่องเลย คนอื่นจะรู้ได้อย่างไร รอไปเงียบๆเถอะ”

            แล้วทั้งสามคนก็ยืนดูลาวาที่อยู่ในปากปล่องภูเขาไฟพลางรออยู่อย่างเงียบเชียบ

            ครึ่งชั่วยามผ่านไป…

            หนึ่งชั่วยามผ่านไป…

            ทุกอย่างเงียบสงบมาก ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเลย

            ทว่าทั้งสามคนกลับมีเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าแม้เกราะบนร่างพวกเขาสามารถต้านทานความร้อนแรงของที่นี่ได้ แต่พอเวลาผ่านไปอานุภาพก็คงลดลงกระทั่งพี่ใหญ่คนนั้นยังแคลงใจว่าสิ่งที่มหาปุโรหิตกล่าวมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่

            ห่างไปไม่ไกล เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างเปียกโชกไปทั้งร่างชุดของพวกเขามีควันสีขาวพวยพุ่งออกมาแล้ว ราวกับพร้อมที่จะลุกเป็นไฟได้ทุกเมื่อ

            แม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่ใกล้ปากปล่องภูเขาไฟเหมือนกับสามคนนั้นแต่ก็ไม่ได้อยู่ห่างมากนัก ความร้อนที่ยิ่งกว่าอยู่กลางทะเลทรายยามเที่ยงวันกำลังแผดเผาไม่หยุดพักรวมกับที่รออยู่ที่นี่เกือบสามชั่วยามแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะทนไม่ไหว

            “มาเถอะ กินยาสักหน่อยนี่คือยาเรียกลมปราณ”

            เสิ่นล่างเอายาเรียกลมปราณออกมาจากแหวนมิติสองเม็ดแล้วส่งให้เสิ่นสวียนหนึ่งเม็ดเสิ่นเสวียนรับมาแล้วกินเข้าไปทันทีโดยไม่ลังเล อย่างไรก็ตาม ยาเรียกลมปราณนี้ทำได้เพียงเรียกลมปราณเท่านั้นมิอาจต้านทานไอความร้อนได้

            “เจ้าปรุงยากายาเย็นเยือกน้ำแข็งอัคคีขึ้นมาเพื่อใช้กับสถานที่แห่งนี้ใช่ไหม”

            เสิ่นล่างคิดไปถึงยาที่เสิ่นเสวียนปรุงขึ้น

            “อืม แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา”

            “อย่างไรก็ตามข้าต้องเตือนเจ้าก่อน พวกเราสองคนเข้าปะทะกับพวกเขาสามคนต้องพ่ายแพ้แน่นอน หรือถึงแม้เอาชนะได้แล้วอีกฝ่ายหนีไปคนหนึ่งตระกูลเสิ่นจะต้องพินาศอย่างไม่ต้องสงสัย ข้าไม่ได้ขู่ให้กลัว ดังนั้นจะต้องระมัดระวังให้มาก”

            เสิ่นล่างกล่าวเตือนเสิ่นเสวียนอีกครั้งอีกฝ่ายยังหนุ่มแน่นมีอารมณ์ร้อน แต่เขาไม่ได้ตัวคนเดียว ยังมีครอบครัวใหญ่รอเขาอยู่ตระกูลเสิ่นมิอาจรับไหว

            “ผู้เฒ่าล่างข้ารู้สึกว่านี่ไม่ใช่ท่านเลย! ข้าจำได้ว่าตอนที่ท่านยังหนุ่มท่านมีชื่อเสียงคล้ายกับชื่อของท่านมาก”

            “เฮอะ หากไม่ใช่เพราะตระกูลเจ้าคิดว่าข้าจะสนใจเรื่องเหล่านี้หรือ” เสิ่นล่างกล่าวเสียงเย็นทั้งชีวิตของเขามีแต่ความเย่อหยิ่งซึ่งติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด

            “เช่นนั้นหากพวกเราเปลี่ยนแปลงฐานะล่ะอย่างไรเสียพวกเขาก็ยังไม่เคยเจอพวกเรามาก่อนด้วย”

            ขณะที่กล่าว เสิ่นเสวียนเรียกเอายาระดับสองที่ปรุงไว้ก่อนหน้านี้ออกมาจากแหวนมิติหลายเม็ดยานี้เพียงแค่แปรเปลี่ยนไอพลังบนร่างกายเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่ออย่างอื่น

            “นี่คือยาแปรผันเมื่อถึงตอนนั้นพวกเราปิดบังใบหน้าแล้วท่านจะเข้าใจ”

            เสิ่นเสวียนแสดงสีหน้าชั่วร้ายออกมาพลางกะพริบตาปริบๆ ให้เสิ่นล่าง

            “เจ้าร้ายเหมือนกันนี่!”

            เสิ่นล่างเข้าใจที่เสิ่นเสวียนพูดจึงพยักหน้าในทันที

            แล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม

            ทั้งสามคนที่ยืนอยู่ตรงปากปล่องภูเขาไฟไม่มีแรงเหมือนตอนแรกเริ่มแล้วตอนนี้พวกเขาสงสัยอย่างถึงที่สุดว่ามหาปุโรหิตกำลังล้อพวกเขาเล่น แต่พวกเขาก็ไม่กล้ากล่าวออกมาทำได้เพียงรออยู่ที่นี่ต่อไป

            “พี่ใหญ่ ทำอย่างไรดี”

            “รอต่อไป จะทำอะไรได้”

            พี่ใหญ่ผู้นั้นปรายตามองผู้พูดเล็กน้อยหากไม่ใช่เพราะเกราะอนธการปกคลุมร่างอยู่ พวกเขาคงแห้งตายอยู่ที่นี่ไปนานแล้ว

            “มหาปุโรหิตไม่ได้หลอกพวกเราหรอกรอต่อไปเถอะ” พี่ใหญ่กล่าวปลอบใจตนเอง

            “พี่ใหญ่!ท่านดู! ดูนั่น!”

            ทันใดนั้นเอง หนึ่งในนั้นชี้ไปยังลาวาเบื้องล่างด้วยสีหน้าตื่นตกใจ

            “หืม?”

            เขามองลงไปด้านล่าง ลาวาที่เคลื่อนตัวหนืดๆอยู่เหล่านั้นพลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง แล้วมันก็ปะทุออกมาในพริบตา

            ไม่ว่าสิ่งใดหากได้สัมผัสลาวานี้ย่อมกลายเป็นผุยผงจนหมดสิ้น

            ขณะเดียวกัน สามคนนั้นกระทืบเท้าลงกับพื้นทำให้ร่างของพวกเขาพุ่งสูงไปบนท้องฟ้าพร้อมกันเพื่อหลบหลีกลาวาที่พุ่งออกมา ถ้าโดนลาวาเหล่านี้เข้าหากไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โต

            “อันตรายจริงๆ!”

            พี่ใหญ่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเหตุใดภูเขาไฟที่สงบนิ่งอยู่ถึงปะทุออกมาได้!

            ฉับพลันสีหน้าของพี่ใหญ่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเขาหันไปมองด้านหลัง

            “เสร็จกัน ถูกจับได้เสียแล้ว...”

            เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างลอยอยู่กลางอากาศสีหน้าของพวกเขาดูเก้อเขินเล็กน้อย