รถตู้ยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านเดชาเกียรติใน่สายของวัน บานประตูสไลด์อัตโนมัติเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของแขกที่ไม่มีใครคาดคิด เอมิกานต์ก้าวลงจากรถด้วยชุดเดรสผ้าชีฟองสีพีช หญิงสาวยกมือขึ้นบังแสงแดดอ่อน แสร้งทำสีหน้าอิดโรยคล้ายคนป่วยเพิ่งฟื้นไข้ โดยมีคนขับรถช่วยยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบลงมาวางขนาบข้าง
เมนิตราที่กำลังยืนสั่งงานป้าจันทร์เื่เมนูอาหารกลางวันอยู่กลางโถงรับแขกหันไปมองตามเสียงรถ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเอมิกานต์หอบข้าวของมายืนอยู่กลางบ้าน รอยยิ้มการค้าถูกจุดขึ้นบนใบหน้าหวานละมุนทันทีตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด
"คุณเอมมาหาคุณธีร์หรือคะ วันนี้คุณธีร์เข้าบริษัทค่ะ ไม่ได้แจ้งฉันไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะมีแขกมาเยือน" เมนิตราเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เอมิกานต์ส่งยิ้มบางตอบกลับ หญิงสาวขยับตัวเดินเข้ามาใกล้โซฟาตัวหลุยส์กลางโถงบ้าน ทิ้งตัวลงนั่งด้วยท่าทีอ่อนระโหยโรยแรง
"เอมไม่ได้มาหาธีร์หรอกค่ะน้องมินน์ พอดีคุณหมอแนะนำให้เอมหาที่พักฟื้นเงียบๆ อากาศดีๆ ธีร์เขาก็เลยเสนอให้เอมมาพักที่บ้านชั่วคราว เอมเกรงใจน้องมินน์มากเลยนะคะ แต่ธีร์เขาเป็ห่วงอาการโรคหัวใจของเอมมาก บังคับให้เอมย้ายมาให้ได้เลย"
เอมิกานต์อธิบายยาวเหยียดพร้อมกับจงใจเน้นย้ำความห่วงใยที่ประธานหนุ่มมีต่อตนเอง หวังจะเห็นสีหน้าเ็ปหรืออาการหึงหวงจากภรรยาตามกฎหมาย
เมนิตรานิ่งฟัง หญิงสาวยังคงรักษารอยยิ้มละมุนเอาไว้บนใบหน้าไม่ให้คลาดเคลื่อนแม้แต่องศาเดียว
'เยี่ยม แม่ดอกบัวขาวเคลื่อนที่มาส่งส่วยถึงที่ ย้ายเข้ามาเลยจ้ะแม่คุณ ย้ายเข้ามาอยู่ถาวรเลยยิ่งดี ฉันจะได้มีหลักฐานฟ้องหย่าข้อหาพาผู้หญิงอื่นเข้าบ้าน คราวนี้ศาลต้องสั่งให้ไอ้ผัวตู้เย็นจ่ายค่าเลี้ยงดูฉันอานแน่ๆ ห้าสิบล้านที่ฉีกทิ้งไปเมื่อวาน ฉันจะทวงคืนทบต้นทบดอกให้หมด'
เสียงความคิดอันแสนบันเทิงเริงใจดังก้องขึ้นมา
ธวิณที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสองของบ้านชะงักฝีเท้าอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้าย ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มปลดกระดุมคอสบายๆ ในวันหยุดพักผ่อน สายตาคมดุกวาดมองผู้หญิงสองคนที่นั่งอยู่กลางโถงบ้าน เขาได้ยินเสียงความคิดของเมนิตราอย่างชัดเจน มันไม่ได้มีความหึงหวง ไม่มีความเสียใจ มีแต่ความดี๊ด๊าที่จะได้หาเื่ฟ้องหย่าเพื่อกอบโกยเงินของเขา
ความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นในอกของประธานหนุ่มอย่างรวดเร็ว
"มาทำอะไรที่นี่ เอมิกานต์" ธวิณเอ่ยถามเสียงเรียบ ชายหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงเดินตรงเข้ามากลางวงสนทนา
เอมิกานต์หน้าเสียไปชั่วขณะเมื่อเจอน้ำเสียงเ็าของชายหนุ่ม หญิงสาวรีบลุกขึ้นยืน ส่งสายตาเว้าวอนไปหาเขา
"ธีร์ลืมแล้วหรือคะ เมื่อวานที่คุณหมอบอกว่าเอมต้องพักผ่อนเยอะๆ เอมอยู่คอนโดคนเดียวมันอุดอู้ ธีร์เคยบอกว่าบ้านหลังนี้อากาศดี เอมก็เลยย้ายมา"
"ฉันจำไม่ได้ว่าเคยอนุญาตให้เธอย้ายเข้ามา" ธวิณตัดบทเสียงห้วน เขาไม่ได้สนใจท่าทีบอบบางของหญิงสาวที่เขามีพันธะต้องตอบแทนบุญคุณแม้แต่น้อย
เมนิตราเบิกตากว้าง หญิงสาวรีบขยับตัวลุกขึ้นยืนขวางกลางระหว่างสามีและแขกผู้มาเยือน เธอจะปล่อยให้ขุมทรัพย์เดินได้ของเธอถูกไล่ตะเพิดออกจากบ้านไม่ได้เด็ดขาด
"คุณธีร์อย่าดุคุณเอมสิคะ คุณเอมเธอกำลังป่วยอยู่นะคะ บ้านเราออกจะกว้างขวาง มีห้องหับตั้งเยอะแยะ ให้คุณเอมพักฟื้นที่นี่แหละค่ะ มินน์ยินดีดูแลคุณเอมอย่างดีเลย" เมนิตราหันไปส่งยิ้มหวานให้สามี หันไปสั่งงานหัวหน้าแม่บ้านที่ยืนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ใกล้ๆ
"ป้าจันทร์คะ ช่วยจัดการให้เด็กไปทำความสะอาดห้องพักแขกฝั่งปีกซ้ายด้วยนะคะ เอาห้องที่วิวสวนสวยที่สุดเลย คุณเอมจะได้สดชื่น"
ป้าจันทร์รับคำสั่งเสียงอ่อย รีบต้อนเด็กรับใช้ให้ยกกระเป๋าเดินหายไปทางปีกซ้ายของบ้าน
เอมิกานต์ส่งยิ้มเยาะให้เมนิตราอย่างผู้ชนะ หญิงสาวคิดว่าภรรยาจอมปลอมคนนี้คงต้องยอมจำนนต่อสถานะคนโปรดของเธออย่างราบคาบ
'ยิ้มไปเถอะจ้ะแม่ชาเขียวปั่น ยิ้มให้กรามค้างไปเลย คืนนี้ฉันจะล็อกห้องนอน นอนดูซีรีส์เกาหลีให้ฉ่ำปอด ปล่อยให้พวกหล่อนสองคนรำลึกความหลังกันให้หนำใจ พรุ่งนี้เช้าฉันจะตั้งกล้องแอบถ่ายไว้เป็หลักฐานฟ้องหย่ารวยเละเทะแน่นอน'
ธวิณจ้องมองใบหน้าหวานของภรรยาที่กำลังปั้นยิ้มโอบอ้อมอารี ชายหนุ่มลอบขบกรามแน่นจนเส้นเืตรงขมับเต้นตุบ เขาเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าภายใต้ใบหน้าสวยงามและกิริยามารยาทอันไร้ที่ติ ผู้หญิงคนนี้ซ่อนความเ้าเล่ห์และแผนการร้ายกาจเอาไว้มากมายขนาดไหน เธอจงใจผลักไสเขาให้ผู้หญิงคนอื่นเพื่อหาเื่ฟ้องหย่า
ชายหนุ่มตวัดสายตามองเอมิกานต์ด้วยแววตารำคาญอย่างปิดไม่มิด
"อยากอยู่ก็ตามใจ แต่อย่าสร้างความวุ่นวายให้คนในบ้าน ฉันไม่มีเวลามานั่งดูแลใคร" ธวิณประกาศกร้าว หมุนตัวเดินกลับขึ้นชั้นสองไปโดยไม่หันมามองผู้หญิงทั้งสองคนอีก
เมนิตรามองตามแผ่นหลังกว้างของสามี หญิงสาวยักไหล่เบาๆ ไม่ได้ใส่ใจกับอารมณ์ฉุนเฉียวของเขา หน้าที่ของเธอตอนนี้คือการอำนวยความสะดวกให้ข้ออ้างในการหย่าของเธอเข้ามาอยู่ในบ้านอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
่ค่ำของวันเดียวกัน บรรยากาศภายในบ้านเดชาเกียรติเงียบสงบลง เมนิตราจัดการส่งเอมิกานต์เข้านอนในห้องพักแขกเรียบร้อย หญิงสาวฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดีขณะเดินกลับมายังห้องนอนของตนเอง
มือเล็กบิดลูกบิดประตูห้องนอน จัดการกดล็อกกลอนจากด้านในถึงสองชั้น หญิงสาวทิ้งตัวลงบนเตียงกว้าง กลิ้งตัวไปมาด้วยความเบิกบานใจ
'ในที่สุดก็จะได้นอนคนเดียวแบบไม่ต้องทนอึดอัดกับไอ้ประธานตู้เย็นสักที คืนนี้ล็อกห้องแ่าขนาดนี้ ต่อให้เอาช้างมาฉุดฉันก็ไม่เปิดประตูให้หรอก ปล่อยให้ไปเฝ้าแม่ดอกบัวขาวที่ปีกซ้ายนู่นไปเลย'
อีกฟากหนึ่งของกำแพง ภายในห้องทำงานส่วนตัวที่เชื่อมต่อกับห้องนอนหลัก ธวิณนั่งหน้าตึงอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ชายหนุ่มได้ยินเสียงความคิดของภรรยาดังทะลุกำแพงเข้ามาอย่างชัดเจน เขาจินตนาการภาพเธอกำลังนอนกลิ้งไปมาบนเตียงด้วยความสุขสมที่สามารถไล่เขาไปพ้นตัวได้สำเร็จ
ธวิณเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างใช้ความคิด เขาไม่มีทางยอมตกเป็เครื่องมือในแผนการฟ้องหย่าของเมนิตรา และเขาจะไม่มีวันปล่อยให้เธอนอนหลับสบายอย่างมีความสุขในขณะที่เขากำลังหงุดหงิดงุ่นง่านแบบนี้เด็ดขาด
ชายหนุ่มหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา กดต่อสายตรงหาคนสนิททันที
"เลขาภูมิ" ธวิณกรอกเสียงลงไปทันทีที่ปลายสายกดรับ
"ครับบอส มีอะไรให้ผมรับใช้ตอนสี่ทุ่มครึ่งครับ" น้ำเสียงของเลขาภูมิราบเรียบไร้อารมณ์ตามมาตรฐาน
"เข้าไปจัดการระบบสมาร์ตโฮมของบ้าน ตัดไฟเครื่องปรับอากาศในห้องนอนของเมนิตราซะ"
ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ คล้ายกำลังประมวลผลคำสั่งอันผิดปกติวิสัยของประธานบริษัทหมื่นล้าน
"ตัดแอร์ห้องคุณนายหรือครับบอส ให้ผมโทรเรียกช่างไฟมาตัดสายไฟเลยดีไหมครับ" เลขาภูมิถามกลับด้วยน้ำเสียงตายด้าน ไม่ได้แสดงความประหลาดใจกับความเผด็จการของเ้านาย
"ไม่ต้องทำเื่ใหญ่โต แค่เข้าระบบส่วนกลางแล้วสั่งปิดแอร์ห้องนั้น ล็อกรหัสผ่านไว้ไม่ให้ใครเปิดได้ก็พอ จัดการเดี๋ยวนี้"
"รับทราบครับบอส ผมจะถือว่านี่เป็หนึ่งในตัวชี้วัดผลงานประเมินโบนัสปลายปีนะครับ" เลขาภูมิตอบรับแล้วตัดสายไป
ธวิณวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้กำชัยชนะ ประเทศไทยในเดือนพฤษภาคมไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์จะสามารถนอนหลับพักผ่อนโดยปราศจากเครื่องปรับอากาศได้ เขาจะรอดูว่าผู้หญิงที่ประกาศกร้าวว่าจะล็อกห้องขังตัวเอง จะทนความอบอ้าวไปได้สักกี่ชั่วโมง
เวลาล่วงเลยเข้าสู่่กลางดึก ความเงียบสงัดปกคลุมทั่วบริเวณบ้าน
ภายในห้องนอนที่เคยเย็นฉ่ำ อุณหภูมิกลับค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมนิตราที่กำลังนอนหลับสนิทเริ่มขยับตัวกระสับกระส่าย หญิงสาวเตะผ้าห่มผืนหนาออกจากลำตัว หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าและลำคอระหง
เมนิตราปรือตาขึ้นมาในความมืด หญิงสาวยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผาก ความร้อนอบอ้าวทำให้อากาศในห้องอับทึบจนแทบหายใจไม่ออก หญิงสาวเอื้อมมือไปควานหารีโมตเครื่องปรับอากาศบนโต๊ะข้างเตียง กดปุ่มเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หน้าจอแอลอีดีกลับมืดสนิทไร้การตอบสนอง
'บ้าเอ๊ย แอร์มาเสียอะไรตอนจะห้าทุ่มเนี่ย ร้อนจนตับจะสุกอยู่แล้ว'
หญิงสาวสบถในใจอย่างหัวเสีย เธอลุกขึ้นเดินไปที่แผงควบคุมระบบไฟฟ้าข้างประตู พยายามกดปุ่มรีเซ็ตระบบสมาร์ตโฮม หน้าจอััแสดงผลว่าระบบทำความเย็นในห้องนี้ถูกล็อกด้วยรหัสผ่านผู้ดูแลระบบ
'ไอ้ระบบบ้านรวยเฮงซวยนี่มันอะไรกันนักหนา แค่จะเปิดแอร์ยังต้องใส่พาสเวิร์ด ทนไม่ไหวแล้วโว้ย ร้อนขนาดนี้ให้นอนตากพัดลมเพดานฉันก็ตายพอดี'
เมนิตราตัดสินใจยอมแพ้ หญิงสาวเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบพัดลมกระดาษมาพัดระบายความร้อน แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง เธอไม่สามารถนอนในห้องเตาอบนี่ได้จนถึงเช้าแน่ หญิงสาวเดินตรงไปที่ประตูห้องนอน จัดการปลดล็อกกลอนที่เธอตั้งใจล็อกไว้อย่างแ่าออกทีละชั้น
บานประตูไม้แกะสลักถูกดึงเปิดออกช้าๆ หวังจะออกไปหาอากาศถ่ายเทที่โถงทางเดิน หรือไม่ก็ย้ายไปนอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่นชั้นล่าง
ทันทีที่ประตูเปิดกว้าง เมนิตราก็ต้องชะงักค้างอยู่กับที่
ตรงหน้าของเธอ บริเวณโถงทางเดินหน้าห้องนอน ธวิณยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่ด้วยท่วงท่าสบายๆ ชายหนุ่มสวมชุดนอนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปลดกระดุมบน เผยให้เห็นแผงอกแกร่งรำไร สายตาคมดุจ้องมองสภาพเหงื่อซึมและใบหน้าแดงก่ำจากความร้อนของภรรยาด้วยความพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด
เมนิตรากะพริบตาถี่รัว หญิงสาวมองคนตรงหน้าด้วยความงุนงงผสมความหงุดหงิด
'ตาบ้านี่มายืนทำบ้าอะไรตรงนี้ตอนนี้เนี่ย หรือว่าโดนแม่ดอกบัวขาวไล่ออกมา'
ธวิณเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงความคิดของเธอ ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านกับคำด่าทอในใจ เขาขยับตัวออกจากการพิงกำแพง ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอที่ยืนอึ้งอยู่ตรงกรอบประตู
ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองภรรยา มุมปากกระตุกยิ้มเ้าเล่ห์ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบตึง เขาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบหน้าตาย แฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้คนฟังถึงกับเบิกตากว้าง
"แอร์ห้องฉันยังเย็นอยู่ เตียงก็กว้างพอสำหรับสองคน ถ้าเธอรักฉันจริงอย่างที่พูด ก็ไม่ควรปล่อยให้สามีนอนอ้างว้างเพียงลำพังนะ ว่าไหม?"