บทที่ 5 ออกเดินทางไกล
“ข้าไป๋หลิงเยี่ยเป็แค่เด็กทารกที่ถูกทิ้งขว้าง โชคดีที่ท่านอาจารย์เมตตาจึงเก็บขึ้นเขา ปีนั้นอาจารย์เทียนเฉิงเฝ้าฟูมฟักและชุบเลี้ยงทารกน้อยด้วยตัวเอง” ไป๋หลิงเยี่ยพูดขึ้นมาก่อน แล้วกล่าวต่อไปอีกว่า แซ่ไป๋ที่ตนมี ได้มาจากแซ่ของท่านอาจารย์เทียนเฉิง น้อยคนนักที่จะรู้ว่าท่านอาจารย์เทียนเฉิง หาใช่คนแซ่เทียน แต่มีชื่อเต็มว่าไป๋เทียนเฉิงต่างหาก
เพราะรู้สถานะของตัวเองดี...
พอจำความได้หลิงเยี่ยจึงตั้งใจร่ำเรียนสรรพวิชาให้มากที่สุดตราบที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ นอกจากนี้หลิงเยี่ยยังขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ เ้าตัวยอมเรียนรู้ทั้งบุ๋นและบู๊โดยไม่ปริปากบ่น ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียว นั่นคือ ไป๋หลิงเยี่ยจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวัง
เจตนารมณ์อันสูงสุดของหลิงเยี่ยคือ ้าเติบโตเป็ยอดบุรุษ สามารถปกป้องท่านอาจารย์และดูแลสำนักซานได้
ด้วยพัฒนาการที่ก้าวะโของผู้เยาว์ ผนวกกับความเมตตาที่ล้นเหลือของท่านอาจารย์าุโ ไป๋หลิงเยี่ยที่ถูกชุบเลี้ยงเสมือนบุตรบุญธรรม จึงขึ้นแท่นกลายเป็ศิษย์เอกของอาจารย์เทียนเฉิงไปโดยปริยาย
“ส่วนข้า…เอ่อ…ข้า…”
ไฉหรงฉ่างอยากเล่าเรียงประวัติของตนเองบ้าง แต่ก็ทำได้แค่เก้ ๆ กัง ๆ อยู่ท่าเดียว เห็นอย่างนั้นไป๋หลิงเยี่ยจึงแก้ต่างให้สหายด้วยคำพูดที่ว่า…
นอกจากท่านอาจารย์ ไม่มีผู้ใดทราบที่ไปที่มาของไฉหรงฉ่าง ขนาดตัวข้าเป็คนใกล้ชิดของท่านอาจารย์ ยังมิอาจก้าวล่วงต่อความลับพวกนั้น ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด ท่านอาจารย์ถึงเหนี่ยวแน่นที่จะปกปิดชาติกำเนิดของหรงฉ่างขนาดนั้น
แต่มีครั้งหนึ่งหลิงเยี่ยแอบไปได้ยินท่านอาจารย์รองพูดเข้า
เื่มันมีอยู่ว่า เมื่อสี่ซ้าห้าปีก่อน หญิงใบ้วัยชราหนึ่งคน อุ้มเด็กทารกมาที่ประตูหุบเขา พร้อมยื่นจดหมายลับหนึ่งแผ่นให้กับผู้เฝ้าประตู วานให้ส่งต่อไปยังหัวหน้าสำนักซาน แน่นอนว่าหลังจากรับจดหมายฉบับนั้นไว้ใน อาจารย์เทียนเฉิงรีบบึ่งตัวออกไปที่ซุ้มประตูเพื่อรับเด็กทารกคนนั้นเข้ามาเป็ศิษย์ในสำนักซาน
ส่วนหญิงใบ้ก็ไม่ได้จากไปไหน นางถูกเชื้อเชิญให้เข้ามาพักอยู่ในสำนักซานเพื่อชุบเลี้ยงเด็กทารกในฐานะแม่นม เป็เวลาสามวันให้หลัง ท่านอาจารย์เทียนเฉิงเป็คนตั้งชื่อให้เขาด้วยตัวเอง จึงถือกำเนิดเป็ไฉหรงฉ่างอย่างที่พวกเราเห็น
แต่หลังจากนั้นเพียงครึ่งปี แม่นมใบ้ก็สิ้นใจตายด้วยโรคประจำตัวเก่า เื่ชาติกำเนิดของหรงฉ่างจึงเหลือแค่ท่านอาจารย์เทียนเฉิงที่ทราบแน่ชัด จวบจนทุกวันนี้อาจารย์เทียนเฉิงจากไปแล้ว ปูมหลังของหรงฉ่างเสมือนถูกฝังกลบไปพร้อมกัน
“อะฮ่า ชีวิตหนอชีวิต...”
ทั้งที่ผู้เยาว์ทั้งสองนั่งตีหน้าเศร้า ทว่าท่านอาจารย์หวังดันหัวเราะร่วนขึ้นมาเสียได้ มันย่อมสร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งสาม ซึ่งขณะนี้นั่งรายล้อมอยู่บนโต๊ะอาหาร ต่างสลับมองหน้ากันแล้วทำตาปริบ ๆ ทั้งหรงฉ่าง ทั้งจั่วซู่
“ไม่ทราบว่า มีตรงไหนน่าขำงั้นหรือขอรับ?” จั่วซู่ไม่เข้าใจในอากัปกิริยาของผู้าุโ จึงเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะได้รับคำตอบที่เหนือความคาดหมาย และคำตอบนั้นก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งสามได้เป็อย่างดี
“อาซู่ถูกทำร้ายจนจำอดีตของตัวเองไม่ได้ หลิงเยี่ยถูกทอดทิ้งั้แ่แบเบาะ เ้าหรงฉ่างไม่รู้จักบิดามารดาของตัวเอง ส่วนคนชราอย่างข้า ใช่ว่าดีไปกว่าพวกเ้า ครั้งหนึ่งข้าเป็ผู้เยาว์ ไร้ชายคาให้หลบฝน บิดามารดรตายในา น้องสาวเพียงคนเดียวป่วยตายท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด ช่างน่าเศร้านัก”
ที่แท้ผู้าุโหวังก็หัวเราะเย้ยหยันให้กับโชคชะตาที่เอาแต่เล่นตลกกับชีวิตคน
“เพราะแบบนี้สินะ ท่านถึงกลายเป็คนที่แตกฉานในวิชาแพทย์ กระทั่งถูกเรียกขานว่าเป็หมอเทวดาแห่งยุค” จั่วซู่กล่าวนำขึ้นมา ก่อนจะมีเสียงของหรงฉ่างกับหลิงเยี่ยเสริมขึ้นมาภายหลัง
“ภายภาคหน้า ข้าไฉหรงฉ่างกับสหาย จะโด่งดังและเก่งกาจให้ได้เหมือนท่าน”
แววตาหรงฉ่างทอประกายแน่วแน่ เ้าเด็กอ้วนรีบะโลงจากเก้าอี้หัวกลมเพื่อเข้าไปช้อนลำแขนเล็กกอดท่านอาจารย์หวังจากทางด้านหลัง ส่วนไป๋หลิงเยี่ยแสดงออกด้วยการคีบเนื้อไก่ให้ท่านอาจารย์ ขณะเดียวกันหวังจั่วซู่แสดงความห่วงใยด้วยการรินน้ำชาร้อนให้ท่านอาจารย์
“อะฮ่า… พวกเ้าช่างประจบสอพลอขี้เอาใจเก่งจริง ๆ คนแก่อย่างข้าไม่แต่งภรรยา ไม่มีบุตรหลาน ไม่มีญาติมิตร อย่างนั้นก็ถือว่าพวกเ้าคือลูกหลานของข้าก็แล้วกัน”
ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ยอมรับว่าอาหารมื้อนี้อบอุ่นจนอยากหยุดเวลาไว้เพียงเท่านี้ นับว่าชีวิตวัยชราของผู้เฒ่าหวังถูกเติมเต็มแล้ว ลึก ๆ ได้แต่หวังว่า ก่อนลาจากโลกนี้ จะมีโอกาสได้ถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้กับคนใกล้ตัว ไม่คนใดก็คนหนึ่ง...
.
เช้าวันรุ่งขึ้น
“ลาล่ะนะ ท่านอาจารย์ ท่านพี่หวัง ถนอมตัวด้วย”
เสียงเจื้อยแจ้วของผู้เยาว์ทั้งสองดังไกลออกไปเรื่อย ๆ ต่อให้เป็เวลาสั้น ๆ ที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่หวังเยี่ยนเฟิงกับผู้ช่วยคนสนิทอย่างหวังจั่วซู่ รู้สึกผูกพันกับเด็กทั้งคู่มาก ๆ พอถึงคราวที่ต้องจากกันต่างฝ่ายต่างรู้สึกใจหายไม่ใช่น้อย
“เดินทางปลอดภัยนะเ้าหนู ข้าจะรอฟังข่าวของพวกเ้า”
ทั้งจั่วซู่ ทั้งผู้าุโหวัง แกว่งฝ่ามือร่ำลาเด็กทั้งคู่อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินคอตกกลับเข้ามาในรอบรั้วทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ ได้แต่ภาวนาว่าเด็กสองชีวิต จะฝ่าฟันภยันตราย ไปถึงเมืองกัวฉู่ทางตอนใต้ภายในเวลาเจ็ดวันตามที่กำหนดไว้
“โอ๊ย!!! ข้าหิวอีกแล้ว พวกเราพักกันก่อนเถอะ”
ไฉหรงฉ่างเดินเอื่อยเฉื่อยเหมือนคนี้เี พลางลูบหน้าท้องเพื่อขอความเห็นใจจากสหาย
“หรงฉ่าง! ข้าขอถามเ้าในฐานะสหาย เ้าซ่อนหลุมเหวเอาไว้ในปากใช่หรือไม่ เหตุใดกินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม อีกอย่างพวกเราใช้เท้าเดินทาง ไม่ได้ใช้ปากเดินทางเสียหน่อย ขอร้องล่ะ...เ้าพูดให้น้อย บ่นให้น้อย สำคัญที่สุดคือกินให้น้อยลงด้วย ไม่อย่างนั้นเสบียงกับเงินที่เตรียมมา มีหวังหมดก่อนที่พวกเราจะเดินทางไปถึงจวนปรมาจารย์กงแน่ ๆ” ไป๋หลิงเยี่ยหัวเสียกับพฤติกรรมเห็นแก่กินของไฉหรงฉ่างจนต้องหยุดยืนเพื่อเท้าสะเอวพูด
“หลิงเยี่ย! เ้าโง่” หรงฉ่างเชิดหน้าขึ้น แล้วเลียนแบบท่าเท้าเอวของหลิงเยี่ย
“เ้าสิโง่” อย่าคิดว่าหลิงเยี่ยจะยอมน้อยหน้า ด่ามาก็แค่ด่ากลับ
โดยหารู้ไม่ ว่าคนศีลเสมอกันเท่านั้นถึงจะคบหากันได้ เมื่อนึกถึงข้อเท็จจริงข้อนี้ ทั้งคู่มองตากันอย่างฉาบฉวยจึงหลุดหัวเราะร่วนออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย
“หลิงเยี่ย เ้าไม่สังเกตหรือ? ว่าหลังจากทลายผนึกได้สำเร็จ ข้าก็หิวบ่อยขึ้น ทั้งยังกินเยอะขึ้น บางทีอาการเหล่านี้อาจเป็ผลข้างเคียงจากการทลายผนึกก็เป็ได้”
ไฉหรงฉ่างหาทางลงให้ตัวเองจนได้ แต่จะว่าไป ั้แ่ทลายผนึกได้สำเร็จ หรงฉ่างก็หิวบ่อยจริง ๆ คล้ายว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่พอ เป็ไปได้สูงว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายของหรงฉ่าง เพียงแต่หลิงเยี่ยยังหาคำตอบไม่ได้
“จริงอย่างที่เ้าว่า เช่นนั้นพวกเราก็แวะริมทาง กินบะหมี่สักชามน่าจะดี” หลิงเยี่ยชี้นำให้อุดหนุนพ่อค้ารถเข็นที่ดูยากจนคนนั้น มากกว่าเข้าไปกินบะหมี่ในโรงพักม้าที่อยู่ใกล้ ๆ กัน
สองผู้เยาว์หย่อนก้นจับจองที่นั่งตามปกติ เวลานี้คนหนึ่งอาสาลุกไปสั่งบะหมี่ คนหนึ่งนั่งเกยพุงพลุ้ยอยู่ริมขอบโต๊ะ ดวงตากลมโตดุจไข่ห่านต่างจ้องมองไปทั่วอาณาบริเวณ หวังชื่นชมทิวทัศน์ใหม่ ๆ ในยุทธภพ กระนั้นม่านจักษุเ้าปัญหาของไฉหรงฉ่างดันเล็งเห็นสองแม่ลูกถูกลากออกมาจากหอเสี่ยงโชคซึ่งอยู่เยื้องกับร้านบะหมี่แค่สามจั้ง
“พวกเราชดใช้ครบแล้ว ปล่อยพวกเราไปเถอะ” เสียงเว้าวอนของคนเป็แม่ดังระงมน่าสงสาร
“ไม่ได้! อย่างนั้นเ้าไสหัวไป แต่ให้เด็กอยู่ก่อน” ทว่าฝ่ายผู้คุมของหอเสี่ยงโชคกลับไม่สนใจในคำร้องขอ สนใจแค่ผลประโยชน์ของตัวเองอยู่ท่าเดียว
“ขอร้องล่ะ ปล่อยพวกเราสองแม่ลูกไปเถอะ” คนเป็แม่ถึงขั้นต้องคุกเข่าขนานพื้น ตามด้วยโขลกศีรษะติดต่อกันสามครั้ง
“พวกเ้า! เอาตัวเด็กนี่เข้าไปทำงาน อย่าไปสนใจเสียงสะอื้นไร้ประโยชน์ของผู้หญิงคนนี้” ชายร่างใหญ่ออกสีหน้าเอือมระอาพร้อมกวักมือให้บริวารคนสนิทลากเด็กกลับเข้าไปด้านใน
“แม่จ๋า~ เสี่ยวอิ๋งไม่อยากไป” เด็กหญิงวัยสามขวบร่ำไห้สะอึกสะอื้นไม่ต่างจากผู้เป็มารดา
“ท่านลุงขอรับ! คนทั้งสองทำอะไรผิดงั้นหรือ? ไยต้องโดนบุรุษพวกนั้นรังแก”
หรงฉ่างค่อนข้างให้ความสนใจกับภาพตรงหน้าจนเกินความจำเป็ ส่วนหนึ่งเป็เพราะหรงฉ่างเติบโตอยู่ในหุบเขาเจี้ยนฝู ที่มีท่านอาจารย์ กับศิษย์พี่ศิษย์น้อง ดังนั้นเื่ยุ่งยากในยุทธภพจึงค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับหรงฉ่าง