หลินซีซึ่งอยู่ในลานบ้าน ได้ยินเสียงเรียกนั้นก็ชะงักไปชั่วขณะ
จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นางจำได้ว่าสตรีผู้นี้คือ ‘แม่สื่อเฉิน’ ที่โด่งดังในหมู่บ้านเฉินหยาง ด้วยเพราะนางเคยจัดการจับคู่ให้หลายคู่จนแต่งงานกันสำเร็จ จึงนับว่ามีชื่อเสียงอยู่พอสมควร
แต่คราวนี้แม่สื่อเฉินกลับมาหาเสิ่นเฉินถึงที่บ้าน มีธุระอะไรกันหนอ?
หลินซีหยิบถ้วยยาบนโต๊ะขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วลุกขึ้น เดินตรงไปยังประตูรั้ว
นางหารู้ไม่ว่า ในตอนนั้นประตูห้องนอนของเ้าตัวน้อยทั้งสี่ที่อยู่ด้านหลังถูกแง้มออกเล็กน้อย สี่ใบหน้ากลม ๆ กำลังชะโงกออกมาชะเง้อมองเหตุการณ์ข้างนอกด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มที่
แม่สื่อเฉินที่รออยู่หน้ารั้วไม่เห็นเสิ่นเฉินออกมาเสียที จึงอดรนทนไม่ไหว ถือวิสาสะก้าวเข้าผ่านประตูบ้านคนอื่นเข้าไปอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหลินซีที่เดินมาถึงประตูรั้วพอดี แม่สื่อมีชื่อก็สะดุ้ง ฝีเท้าหยุดกึกทันใด ปากพลั้งเผลอถามออกไปด้วยความใ
“อ้าว? เ้ายังไม่ตายอีกหรือ!?”
“...” หลินซีสาดสายตามอง
แม่สื่อเฉินจึงได้สติกลับคืนมา ใบหน้าร้อนผ่าว รีบกล่าวแก้ “อุ๊ย! ดูปากข้าสิ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะสะใภ้เสิ่น ก็ได้ยินมาว่าเสิ่นเฉินเชิญหมอมารักษาเ้าหลายคนแล้วแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ข้าเลยคิดว่าเ้าคงล้มป่วยติดเตียงไปเสียแล้วน่ะสิ”
หลินซีแปลความหมายในใจอย่างรวดเร็ว ‘อ้อ ในหมู่บ้านคงมีข่าวลือกันหนาหูว่าสะใภ้บ้านนี้กำลังจะป่วยตายสินะ’ มุมปากบางกระตุกเล็กน้อยก่อนจะแสร้งเอ่ยยิ้ม ๆ “คงต้องขอบคุณ์ที่เมตตา ข้ายังบุญหนักอยู่เ้าค่ะ แม่สื่อเฉิน วันนี้ท่านมาหาสามีข้าถึงที่นี่ มีเื่อะไรจะฝากบอกหรือเ้าคะ?”
แม่สื่อเฉินชำเลืองผ่านไหล่หลินซีเข้าไปในบ้าน “แล้วเสิ่นเฉินเล่า?”
“เขาเข้าอำเภอไปซื้อของเ้าค่ะ” หลินซีตอบ “หากท่านมีเื่อะไรก็ฝากข้าไว้ก่อนก็ได้ รอเขากลับมาข้าจะบอกเขาให้”
แม่สื่อเฉินพลันหน้าเจื่อนสนิท
นางเป็แม่สื่อ บุกมาถึงบ้านคนอื่น จะมีธุระอะไรได้อีกนอกจากเื่ทาบทามสู่ขอ!
ทั้งหมู่บ้านเฉินหยางตอนนี้ต่างลือกันสนั่นว่าสะใภ้เ้าปัญหาของบ้านเสิ่นป่วยหนักไร้ทางเยียวยาและกำลังจะตายอยู่รอมร่อ นางจึงตกลงรับงานนี้มา แต่ดูสตรีที่เขาว่าใกล้จะตายในตอนนี้สิ! ยังดูแข็งแรงสดใสดีอยู่เลย แถมเสิ่นเฉินก็ยังไม่ได้จัดการเื่หย่า แบบนี้นางจะกล้าพูดออกไปได้อย่างไร?
จะให้พูดถึงว่าที่ภรรยาใหม่ต่อหน้าภรรยาคนปัจจุบันอย่างนั้นรึ?... ใคร ๆ ก็รู้ว่าฮูหยินเสิ่นผู้นี้เป็พวกชอบก่อเื่ หาได้กลัวเื่ใหญ่ไม่
แม่สื่อเฉินอ้าปากแล้วหุบ อ้าแล้วหุบ ซ้ำ ๆ ก่อนจะกล่าวตะกุกตะกัก “มะ ไม่มีเื่สำคัญอะไรหรอก ในเมื่อเสิ่นเฉินไม่อยู่ ข้ากลับก่อนดีกว่า เอ่อ…วันหลังข้าค่อยมาเยี่ยมใหม่นะ!”
หลินซีมองนางคล้ายเห็นคนประหลาด ก่อนจะพยักหน้ารับ “เช่นนั้นเดินทางกลับดี ๆ นะเ้าคะ ข้าป่วยอยู่ขอไม่ส่ง”
แม่สื่อเฉินใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย รีบสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือ แล้วหันหลังวิ่งหนีออกไปทันที
หลินซีมองตามหลังผู้มาเยือนจนลับสายตา ไม่บอกก็พอจะเดาได้เลา ๆ ว่าเื่ราวเป็มาอย่างไร
แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
อย่างไรเสียตัว ‘เธอ’ หลินซีคนใหม่นี้กับเสิ่นเฉินเ้าของบ้านก็ไม่ได้มีเยื่อใยอะไรต่อกัน เพียงแค่การรักษาชีวิตน้อย ๆ ของตนเองให้รอดปลอดภัยมีอนาคตต่อไปให้ยืนยาว ไม่ตายอนาถเหมือนชะตากรรมของตัวละคร ‘หลินซี’ ตามเนื้อเื่ในนิยาย ก็นับเป็ภารกิจอันหนักหนาและยาวไกลมากเกินพอ… เธอตอนนี้ไหนเลยจะมีแก่ใจไปใส่ใจว่าเสิ่นเฉินจะแต่งภรรยาใหม่เป็ใครหลังจากหย่ากัน?
หลินซีส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันหลังกลับเข้าบ้าน แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็พลันเห็นหัวเล็ก ๆ สี่หัวกับดวงตากลมโตสี่คู่ ของคนตัวเล็กทั้งสี่ที่กำลังชะเง้อชะแง้แลมองมาจากประตูห้อง
เมื่อสายตาของทั้งสองฝ่ายสบกัน เด็กทั้งสี่ก็มีสีหน้ากระดากอาย จะหดหัวกลับเข้าไปในห้องก็ไม่ทันเสียแล้ว จึงรีบปิดประตูห้องลงทันที
หลินซีแอบขำอยู่ในใจ นางเดินกลับไปนั่งลงที่โต๊ะอย่างไม่รีบร้อน
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หญิงสาวก็เริ่มรู้สึกถึงความเบื่อหน่าย ในตอนนั้นสายตาเบื่อ ๆ ก็พลันเหลือบไปเห็นวัชพืชที่ขึ้นรกอยู่เต็มลานบ้าน ความคิดหนึ่งก็วูบขึ้น ร่างบางลุกขึ้นออกไปถอนวัชพืชเ่าั้อย่างขะมักเขม้น
++++++++++
อีกด้านหนึ่ง
แม่สื่อเฉินรีบรุดเดินทางมาถึงบ้านของฟางซิ่งเอ๋อร์ด้วยความร้อนใจ
แม้ไม่เข้าขั้นเศรษฐี แต่บ้านสกุลฟางก็นับว่ามีฐานะดีที่สุดในหมู่บ้านเฉินหยาง ที่นาทั้งหมดล้วนเป็นาดินดีให้ผลผลิตสูง ฟางเซิง พี่ชายของฟางซิ่งเอ๋อร์ทำงานในตัวอำเภอ ทั้งยังกว้างขวาง รู้จักมักคุ้นกับคนของทางการหลายคน สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ฟางซิ่งเอ๋อร์รู้สึกว่าตนเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ
ยามย่างเข้าวัยออกเรือน ฟางซิ่งเอ๋อร์ผู้สูงส่งก็ยิ่งเย่อหยิ่ง ตั้งมาตรฐานสามีในอนาคตไว้สูงลิ่ว
แต่เมื่อมองไปทั่วทั้งตัวอำเภอและหมู่บ้านใกล้เคียง กลับมีบุรุษเพียงไม่กี่คนที่พอจะเข้าตานางบ้าง ทว่าในทั้งหมดนั้น คงมีแต่เสิ่นเฉินผู้เดียวที่นับว่ามีทั้งรูปลักษณ์และความสามารถเพียบพร้อมเข้าขั้นพอรับไหว และพอจะทำให้นางสนใจได้
แต่ปัญหาคือ…
เสิ่นเฉินมีลูกติดที่เป็ภาระน่ารำคาญถึงสี่คน ฟางซิ่งเอ๋อร์ไม่อยากเข้าไปเป็แม่เลี้ยงให้เด็กเ่าั้ อันที่จริงต้องกล่าวว่า สตรีเช่นนางไม่ควรต้องเป็แม่เลี้ยง เลี้ยงลูกให้ผู้ใดอย่างเด็ดขาด!
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อเวลาผ่านไป ใจนางกลับเอาแต่เฝ้าคะนึงใฝ่ฝันถึงเสิ่นเฉินผู้นั้นอยู่ตลอด สุดท้ายหญิงสาวเอาแต่ใจจึงตัดสินใจเด็ดขาด ยอมลดศักดิ์ศรีอ้อนวอนบิดามารดาให้เชิญแม่สื่อไปทาบทามสู่ขอเขา
แต่ใครจะคาดคิดว่า เสิ่นเฉินกลับปฏิเสธนางอย่างไม่ไยดี …ไม่ไว้หน้าสกุลของนางสักนิด
แต่ที่เจ็บใจคือ หลังจากนั้นไม่นาน เสิ่นเฉินก็แต่งงานใหม่ แถมยังแต่งกับสตรีที่ด้อยกว่านางในทุกด้านเสียด้วย!
แล้วฟางซิ่งเอ๋อร์จะทนกล้ำกลืนความอัปยศนี้ได้อย่างไร นางโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง สาบานกับตัวเองว่าจะต้องหาบุรุษที่ดีกว่าเสิ่นเฉินสิบเท่าร้อยเท่าให้ได้ แต่แม้จะเลือกแล้วเลือกอีก บุรุษที่บิดามารดาพามาให้ดูตัวกลับไม่มีผู้ใดสู้เสิ่นเฉินได้ ไม่หน้าตาย่ำแย่ไปก็ความสามารถไม่เข้าขั้น สุดท้ายนางก็ยังคงคิดถึงเขาอยู่ตลอด
จนกระทั่งได้ยินข่าวเื่ที่ว่าสะใภ้บ้านเสิ่นป่วยหนัก ฟางซิ่งเอ๋อร์ก็พลันรู้สึกสะใจบอกไม่ถูก
‘เห็นไหมเล่า สุดท้ายคนที่ด้อยกว่าก็คือด้อยกว่า เสิ่นเฉินต้องเสียใจแน่ที่ปฏิเสธข้าในวันนั้น!’
อีกอย่าง นางเองก็เป็สาวงามใจกว้าง ขอเพียงเสิ่นเฉินกลับมาอ้อนวอนเอ่ยเื่แต่งงานกับนางสักครั้ง นางก็พร้อมจะเล่นตัวพอเป็พิธีแล้วรีบตกลงโดยเร็วที่สุด กระนั้นก็ขอมีเงื่อนไขเพียงหนึ่งข้อ คือต้องกำจัดลูกติดพวกนั้นออกไปให้หมดเสียก่อน!
ฟางซิ่งเอ๋อร์รอฟังข่าวดีอย่างมั่นอกมั่นใจอยู่ที่บ้าน แต่คาดไม่ถึงว่าเื่ที่ได้ยินจากแม่สื่อเฉินจะทำให้นางตกตะลึงจนแทบลมจับ
“ท่านว่าอย่างไรนะ!? นังจิ้งจอกนั่นยังไม่ตาย แถมยังอยู่ดีมีสุขจนเดินเหินได้ปกติอีกหรือ?!”
“ใช่แล้วละ!” แม่สื่อเฉินพยักหน้า “นอกจากใบหน้าซีดไปสักหน่อย ก็ไม่มีเค้าเลยว่านางกำลังจะตาย!”
“แล้วเสิ่นเฉินเล่า?”
“เขาไม่อยู่! ได้ยินว่าเข้าอำเภอไปทำธุระน่ะ”
ฟางซิ่งเอ๋อร์เอ่ยถามในสิ่งที่อยากรู้ที่สุดทันที “เสิ่นเฉินยังไม่ได้หย่ากับนังจิ้งจอกนั่นอีกรึ?”
แม่สื่อเฉินทำสีหน้าจนใจ ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าว “ถ้าหย่าแล้วจริง ๆ หลินซีจะยังอยู่ในบ้านเสิ่นเฉินได้อย่างไรเล่า?”
จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของแม่นางผู้นั้น หากถูกเสิ่นเฉินหย่าขาดจริง นางคงอาละวาดจนวุ่นวายไปนานแล้ว ไหนเลยจะมาอยู่ในบ้านเงียบ ๆ เช่นนั้นได้?
ฟางซิ่งเอ๋อร์ได้ยินวาจาของแม่สื่อเฉินก็ถึงกับตาแดงก่ำ มือเรียวขาวบิดทึ้งผ้าเช็ดหน้าจนแทบขาด
แม่สื่อเฉินเห็นท่าทางของฟางซิ่งเอ๋อร์ก็เอ่ยหยั่งเชิงเสียงเบา “วันนี้เสิ่นเฉินไม่อยู่ หากวันหลังสะดวกแล้ว ท่านจะให้ข้าไปหาเสิ่นเฉินใหม่หรือไม่?”
“ไปสิ!” ฟางซิ่งเอ๋อร์กัดฟันตอบอย่างแน่วแน่ “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าตอนนี้เสิ่นเฉินจะยังทนนังจิ้งจอกนั่นได้อีก! เขาต้องหย่ากับนางแน่!”
‘…และสุดท้ายก็ต้องกลับมาแต่งงานกับนาง!’
แม่สื่อเฉินได้แต่ยืนอ้ำอึ้ง ในที่สุดก็พยักหน้ารับอย่างจำใจ
กล่าวตามตรง ค่าจ้างที่สกุลฟางให้มาครั้งนี้สูงมาก เพียงเงินมัดจำก็ยังมากกว่าค่านายหน้าจากการจับคู่สำเร็จในครั้งอื่น ๆ เสียอีก เงินมากมายที่รับมาแล้ว นางเองก็ไม่เต็มใจจะคืนกลับไปง่าย ๆ เช่นกัน
++++++++++
เมื่อเสิ่นเฉินเดินทางกลับจากตัวอำเภอมาถึงหมู่บ้านเฉินหยางก็เลยเวลามื้อเที่ยงไปแล้ว
พอเขาเปิดประตูบ้านเข้ามา ก็เห็นหลินซีนั่งอยู่ในลานบ้าน บนโต๊ะเบื้องหน้านางมีอาหารกลางวันวางเตรียมไว้เรียบร้อย เป็โจ๊กผักป่าที่เหลือจากเมื่อเช้า หมั่นโถวข้าวโพดที่ดูจะเย็นชืดไปสักหน่อย และกับข้าวประเภทผัดง่าย ๆ อีกสองจาน
อาหารเ่าั้ยังไม่มีใครแตะต้อง
หลินซีกำลังนั่งสานตั๊กแตนจากวัชพืชอย่างใจลอย พอได้ยินเสียงประตูเปิดจึงเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนลุกขึ้นยืนทันที
“กลับมาแล้วหรือ?”
เสิ่นเฉินวางถุงของใบใหญ่ที่แบกอยู่ลงกับพื้น แล้วกล่าวเสียงเรียบเฉย “พวกเ้าไม่จำเป็ต้องรอข้ากลับมากินข้าว ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเมื่อใด”
หลินซีถอนหายใจเบา ๆ สายตาเหลือบมองไปที่ประตูห้องของลูกเลี้ยงทั้งสี่ “เอ่อ...ถ้าเ้าไม่กลับ พวกเด็ก ๆ ก็คงไม่ยอมออกมา”
นางตระหนักอย่างลึกซึ้งแล้วว่า ในใจของเหล่าเ้าตัวน้อย ภาพลักษณ์ของเ้าของร่างเดิมช่างย่ำแย่ ไม่แน่ก็อาจถึงขั้นน่ารังเกียจถึงที่สุด
ตัวนางเองก็หิวจนท้องร้องโครกคราก แต่หากกินอาหารคนเดียว ก็อาจทำให้ภาพลักษณ์ของตนยิ่งเลวร้ายลง นางจึงได้แต่นั่งเฝ้ากับข้าวรอเ้าของบ้านกลับมาด้วยความอดทน
โชคดีที่เสิ่นเฉินกลับมาเร็วกว่าที่นางคาดไว้
แต่ถึงกระนั้น หลินซีก็เริ่มรู้สึกหน้ามืดตาลายขึ้นมาอีกแล้ว
ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอจริง ๆ นางจำเป็ต้องรีบเข้าป่าไปหาสมุนไพรเพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงโดยเร็วที่สุด
เสิ่นเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง เหลือบมองอาหารบนโต๊ะเล็กน้อย ก่อนจะขยับแขนขาที่ยังไม่คลายจากความเมื่อยล้า เดินไปยังห้องเด็ก ๆ เพื่อเรียกพวกเขาออกมากินข้าว
หลินซีสังเกตเห็นว่าเสิ่นเฉินเดินกะเผลกหนักขึ้น ในเวลาปกติที่เขาเดินช้า ๆ อาจเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น แต่พอเขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นก็เห็นได้ชัดเจนมาก
ในนิยายต้นฉบับ ไม่มีการกล่าวถึงเลยว่า เหตุใดเสิ่นเฉินจึงเดินขากะเผลกเช่นนี้
‘หรือ…นางอาจจะรักษาขาของเขาให้หายได้?’
หลินซีครุ่นคิดไปพลางยกอาหารบนโต๊ะกลับเข้าไปอุ่นในครัว ตอนนางยกอาหารกลับออกมาอีกครั้ง พวกเด็ก ๆ ก็พากันเดินตามเสิ่นเฉินออกมาพอดี
เ้าตัวน้อยทั้งสี่คนคงเผลอหลับกันไปในระหว่างรอ เสียงเรียกของเสิ่นเฉินจึงทำให้พวกเขาเดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางงัวเงีย เ้าตัวป้อมทั้งสี่เดินตามหลังบิดามาเป็แถวพลางขยี้ตากันยกใหญ่
ต้าเป่ายังคงรักษาความเ็าไว้บนใบหน้าได้อย่างดี เอ้อร์เป่าพยายามตบแก้มตัวเองเบา ๆ เพื่อเบิกตาให้กว้าง ซานเป่าตาปรือแทบปิด ส่วนซื่อเป่างัวเงียหนักที่สุด เดินตามหลังซานเป่ามาติด ๆ มือเล็กจ้อยกำชายเสื้อของพี่ชายไว้แน่น ปากเล็ก ๆ อ้าหาวหวอดด้วยความง่วงงุนอย่างน่าเอ็นดู
.
.
.