กณิกนันท์ลืมตาตื่นนอนยามเช้าซึ่งสายกว่าช่วงเวลาปกติราวชั่วโมงเศษ เธอเตรียมเสื้อผ้าชุดทำงานสำหรับภัทรกรกับอาหารที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานจึงไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้า ไม่ใช่เพราะว่าเธอเริ่มขี้เกียจดูแลใส่ใจเขาหากแต่พ่ายแพ้อาการวิงเวียนที่เล่นงานตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาต่างหากทำให้หมดเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาปรุงอาหารเหมือนที่เคยทำเสมอมา
เธอคิดว่าสามีคงออกไปทำงานแล้วจึงไม่นึกประหลาดใจที่ตื่นมาแล้วไม่พบเขานอนอยู่บนเตียงนอน
เรือนร่างบางยันกายขึ้นนั่ง ยืดสุดแขนบิดไล่ความเมื่อยขบกับความอ่อนล้าแม้นอนเต็มที่ตลอดทั้งคืน
อุ๊บ!
มือเรียวยกขึ้นปิดริมฝีปาก สองสามวันนี้เองที่อาการคลื่นเหียนยามเช้าเริ่มจู่โจม
หญิงสาวสับเท้าเข้าไปในห้องน้ำ รีบหยิบกิ๊ฟตัวโตรวบผมลวกๆ ก่อนชะโงกหน้า เกาะขอบชักโครกแน่นรอให้น้ำดีขมๆ ตีขึ้นมาอีกรอบ
ลำคอแสบพร่าไปหมดหลังขย้อนเอาอาหารเมื่อคืนออกจนหมดไส้หมดพุง ดวงตาแดงก่ำอ่อนระโหยเรี่ยวแรงกว่าเดิม
เธอไม่ได้ยินฝีเท้าที่ย่างมาอย่างเงียบเฉียบของคนตัวโต ตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเหลือบเห็นสีหน้าเรียบเฉยของภัทรกรผ่านกระจกเงาบานใหญ่ในห้องน้ำ
“คุณภรีมยังไม่ไปทำงานเหรอคะ” เธอละล่ำละลักถาม
ชายหนุ่มมองตอบด้วยดวงตาแข็งกร้าว สันกรามขบนูน ไม่ยอมคำถาม
สันหลังของคนถูกจ้องเสียววาบ
รอบดวงตาของชายหนุ่มดูอิดโรยพอๆ กับสีหน้าซึ่งไม่สดใสเช่นปกติคล้ายกับคนไม่ได้นอนทั้งคืน
“คุณภรีม” หญิงสาวหันเผชิญหน้า หัวใจเต้นระรัวคล้ายลางสังหรณ์กำลังเตือนว่ากำลังมีเรื่องหนักหนารอให้รบราอยู่ข้างหน้า “ทะทำไมวันนี้ออกจากบ้านสายจังล่ะคะ”
เขายังสวมชุดนอนแต่คล้ายว่าล้างหน้าล้างตาแล้ว มีกลิ่นกาแฟกรุ่นๆ ลอยเตะจมูก
“คุณจะไปทำมันเมื่อไหร่!” เขากระแทกเสียง ระยะห่างของคนสองคนมีเพียงกระเบื้องแผ่นเดียวกั้น เขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างมากที่จะได้พลั้งมือทำอะไรรุนแรงกับคนที่กำลังอุ้มท้องลูกของตัวเองอยู่
“ทำอะไรคะ”
ยังแกล้งทำไขสือได้ถึงขนาดนี้อีกหรือ!
กำปั้นหนักๆ ทุบผนังเต็มแรง กระทั่งหญิงสาวตกใจอกสั่นขวัญแขวน
เขากักตัวเธอไว้ด้วยการตรึงแขนสองข้าง เท้ามือกับผนัง มองสำรวจใบหน้าด้วยท่าทางเดือดดาล เต็มไปด้วยความโกรธขึ้งคล้ายไม่ใช่ภัทรกรคนเดิม
“คุณตั้งใจจะเอาไปเด็กคนนี้ออกเมื่อไหร่!”
หัวใจคนฟังกระตุก ตัวแข็งทื่อในบัดดล
ยังไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวก็ถูกคนแข็งแรงกว่าดึงกึ่งลากออกไปพ้นห้องน้ำ
ภัทรกรชี้มือสั่นๆ ไปยังแล็ปท็อปที่วางทิ้งไว้ตรงหัวเตียง เธอจำได้ว่าเมื่อคืนก่อนเข้านอนว่างมันไว้บนโต๊ะทำงาน แต่ไม่ได้ปิดหน้าต่างเบราว์เซอร์ที่กำลังค้นเกี่ยวกับข้อมูลแหล่งทำแท้ง
เขาเห็นมัน!
ดวงตาของกณิกนันท์แห้งผาก กลืนน้ำลายไม่ลงคอ
เธอเงยหน้ามองเขามันแดงก่ำเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธกับความเสียใจอย่างสุดซึ้งเกินคำบรรยาย
แข้งขาเธอเริ่มอ่อนแรง หัวใจบีบรัด คิดอะไรไม่ออกเลยสักอย่างนอกจากปล่อยให้น้ำตาร่วงเผาะจากขอบตา
“คุณอย่าเล่นละครตบตาผมเลยบัว คุณเสียใจที่ถูกผมจับได้ก่อนที่จะได้กำจัดเด็กคนนี้ใช่มั้ยล่ะ หึ!” เขากระตุกยิ้มใบหน้าฉาบด้วยความเจ็บปวดเข้มข้น
เธอไม่ตอบหากแต่ก้มหน้านิ่งด้วยความรู้สึกผิดท่วมท้นหัวใจ
“คุณน่าจะบอกผมดีๆ เราจะได้ตกลงกันเพราะผมอยากได้เด็กคนนี้ ส่วนคุณ ถ้ากลัวว่าจะเสียอนาคต หรือมีพันธะผมจะไม่รั้งให้คุณอยู่ดูแลเขาเลย แต่ขอร้องได้มั้ยว่าให้เก็บเด็กคนนี้ไว้จนกว่าเขาจะคลอด” น้ำเสียงของเขาสั่นพร่า ใบหน้าคมคายโน้มลงเล็กน้อยเพื่อให้แขนอ่อนแรงยกขึ้นปาดน้ำตาออกด้วยปลายหัวแม่โป้งมือ
เขาสูดจมูกไม่ปิดบังว่ากำลังร้องไห้ต่อหน้าผู้หญิงเลือดเย็นใจร้าย
ไหล่กณิกนันท์สั่นโยน
“บัวไม่รู้ว่าคุณอยากได้แกบัวก็เลยไม่รู้จะทำยังไงดี” เธอพรั่งพรู พลางสั่นหน้า น้ำหูน้ำตาเปรอะเปื้อน เจ็บปวดพอกันเมื่อคิดว่าต้องเชือดเลือดเนื้อตัวเองทิ้งทั้งที่เธอรักพ่อของเด็กคนนี้หมดหัวใจแต่กลัวว่าลูกจะกลายเป็นบ่วงขังตัวไม่ให้เขากลับไปใช้ชีวิตอิสระเช่นเดิมหลังสัญญาจบลง
“คุณก็เลยตัดสินใจเองอย่างนั้นเหรอมันเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณแล้วใช่มั้ย!” เขาถาม ผิดหวังยิ่งขึ้น
เธอตอบคำถามนั้นไม่ได้
เขาเงยหน้าขึ้น กลืนน้ำตาลง แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกกระทั่งซี่โครงบานออก
“อย่าทำร้ายเขา แลกกับอะไรในชีวิตของผมก็ได้ผมจะยกให้คุณทั้งหมดถ้ามันใช้ชดเชยสิ่งที่คุณสูญเสียไปได้ระหว่างอุ้มท้องลูกให้ผม หลังจากเด็กคลอดกลับไปใช้ชีวิตของคุณผมจะเลี้ยงดูเด็กคนนี้เองถ้าคุณไม่อยากทำหน้าที่แม่”
ชายหนุ่มหมุนตัวหันหลัง ก้าวแต่ละก้าวอย่างหนักอึ้งออกไปทิ้งให้อีกคนที่หัวใจแหลกสลายไว้เบื้องหลัง
ร่างของหญิงสาวทรุดลงบนเตียงนอนทั้งตัวสั่นเทาจากแรงสะอื้น ร้องไห้กระทั่งเบ้าตาปวดหนึบและหน่วงชาไปทั้งหัวใจ