เรากลับมาถึงเรือนที่ป่าไผ่เขียวเห็นเสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิง กำลังนั่งรออยู่ที่ชานบ้าน หยงเป่าเมื่อกลับถึงบ้านจึงกลายร่างเป็มนุษย์ แล้วเดินไปนั่งที่ชานบ้านจิบน้ำชาแก้กระหายน้ำ
เมื่อเสวี๋ยฉีเห็นฉันพาคนแปลกหน้ากลับมาด้วย ก็ลุกขึ้นเดินปรี่เข้ามาหาแล้วถามแกมประชดประชันว่า “เ้าเก็บมนุษย์กลับมาเลี้ยงอีกแล้วเหรอ?!!” ฉันรีบโผกอดเสวี๋ยฉีทันทีกลัวเขาวีนแตก หมอหวังและจิ้นฝานจึงรีบแนะนำตัว พร้อมกับบอกจุดประสงค์ของพวกเขา และบอกว่าฮ่องเต้จะประทานทองคำและของมีค่ามากมายให้
เมื่อเสวี๋ยฉีได้ฟังก็ตอบแบบไม่ต้องคิดเยอะว่า “ไม่อนุญาต!! จงกลับไปซะ!!” ฉันจึงบอกเสวี๋ยฉีว่าอยากจะไปรักษาท่านอ๋อง เพราะอยากไปสอบถามถึงเื่เกี่ยวกับปีศาจเยือกแข็ง อีกทั้งของรางวัลที่จะได้รับก็น่าสนใจ แต่เสวี๋ยฉียังคงตอบว่าไม่สน พร้อมกับบอกว่าถ้า้าเงินทอง เขามีเยอะแยะจะเสกใบไม้ในป่าเป็เงินเป็ทองมาให้
ฉันจึงถามว่าเสื้อผ้า อาหาร และเหล้าที่เสวี๋ยฉีซื้อมาจากในเมืองใช้เงินอะไรซื้อ เขาตอบหน้าตาเฉยว่าเงินใบไม้ที่เขาเสก เมื่อผ่านข้ามคืนเงินและทองที่เสกจะกลับเป็ใบไม้ตามเดิม ทำฉันอึ้งและนึกสงสารเ้าของร้านที่เสวี๋ยฉีเอาเงินใบไม้ไปซื้อของมาเหลือเกิน แถมซื้อกลับมาเยอะเสียด้วยคงขาดทุนป่นปี้
ฉันจึงอธิบายว่าสิ่งที่เสวี๋ยฉีทำนั้นไม่ถูกต้อง และยังยืนยันว่าจะไปรักษาท่านอ๋องในวัง เพราะ้ารู้ข้อมูลและวิธีรับมือปีศาจเยือกแข็งถ้าพวกมันบุกมาที่ป่าไผ่เขียวอีก ซิ่นหลิงจึงอาสาจะไปด้วยกันกับฉันอีกหนึ่งคน ทำให้เสวี๋ยฉีต้องจำใจยอมติดตามไปด้วย เพราะทุกคนสนับสนุน และอยากเข้าไปเที่ยวในเมืองหลวงด้วยกัน
เมื่อเสวี๋ยฉียอมตกลงด้วยความจำใจ หมอหวังจึงเร่งให้เราออกเดินทางกันโดยเร็ว เพราะหมอหวังเป็ห่วงท่านอ๋องที่มีอาการทรุดหนัก แต่เสวี๋ยฉีกลับทำหน้าดุใส่หมอหวัง พูดจาไม่เกรงใจใครทั้งนั้นว่า ต้องให้ฉันกินอาหารให้อิ่มท้องเสียก่อน ค่อยเดินทางเพราะเขาทำอาหารไว้ให้ฉันกินนานแล้วจนอาหารเย็นชืด
ฉันจึงรีบนั่งลงกินอาหารที่เสวี๋ยฉีทำไว้ให้ แม้ในใจอยากจะไปลิ้มลองกินอาหารหรูๆในวังบ้างก็ตาม แต่ก็ต้องกินอาหารฝีมือของเสวี๋ยฉีเสียก่อน เพื่อที่เขาจะไม่รู้สึกเสียใจที่ฉันเริ่มเบื่อกินอาหารป่า
ซึ่งในระหว่างที่หมอหวังรอฉันกินอาหาร หมอหวังก็ถามว่าฉันมีนกพิราบสื่อสารหรือไม่ เพราะหมอหวัง้าเขียนจดหมายไปแจ้งข่าวในวังว่า จะพาฉันกับพวกพี่ๆไปรักษาท่านอ๋อง เพื่อให้คนในวังเตรียมอาหารและที่พักไว้ให้
ฉันจึงตอบว่านกพิราบสื่อสารไม่มี แต่มีลิงที่เฉลียวฉลาดและเก่งกว่านกพิราบเสียอีก แต่ลิงจะไปส่งจดหมายได้แค่ที่ชายป่าเท่านั้น หมอหวังจึงบอกว่าเป็ลิงก็ได้ จะให้ไปส่งจดหมายให้ทหารกลุ่มหนึ่งที่รออยู่ชายป่า จากนั้นทหารจะนำจดหมายไปส่งให้ในวังอีกที เฟยเจินที่นั่งอยู่ข้างๆฉันจึงเดินไปหยิบกระดาษกับภู่กันมาให้หมอหวังเขียนจดหมาย ระหว่างรอฉันกินอาหาร
เมื่อฉันกินอาหารเสร็จจึงะโเรียกสองลิงน้อยให้มาหาที่เรือน ยื่นจดหมายที่หมอหวังเขียนให้ แล้วชี้มือชี้ไม้พูดคุยกับสองลิงน้อยอยู่ครู่หนึ่งจนเข้าใจ สองลิงจึงห้อยโหนกิ่งไม้ออกไปจากป่า หมอหวังจึงถามว่าลิงจะได้ความไหม เพราะดูเหมือนลิงจะสื่อสารไม่ค่อยเข้าใจ
ฉันตอบหมอหวังว่าไม่ต้องห่วง ลิงเข้าใจเื่ที่ให้ไปส่งจดหมาย แต่ที่ฉันพยายามอธิบายบางอย่างกับลิง เพราะลิงสองตัวนี้รู้ว่าฉันจะเข้าไปในเมือง จึงขอติดตามไปด้วย จึงต้องพูดอธิบายหลอกล่อกันนิดหน่อยว่าลิงติดตามไปไม่ได้ จากนั้นฉันจึงเดินไปหยิบยาจำเป็ต่างๆ และไม่ลืมหยิบชาร่ำสุราใส่เข็มขัดเวทย์
ซึ่งในระหว่างที่ฉันกำลังเตรียมสิ่งของจำเป็อยู่นั้น ก็ถามหมอหวังว่าท่านอ๋องมีอาการเป็อย่างไร หมอหวังจึงบอกถึงอาการและยังเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อสามวันก่อนท่านอ๋องและฮ่องเต้ออกไปสู้รบกับปีศาจเยือกแข็งที่มารุกรานเมือง ท่านอ๋องถูกพิษเกล็ดเยือกแข็งของปีศาจเพราะเอาตัวเข้าบังรับกระบี่พิษแทนฮ่องเต้
พวกเขาต้านทับของปีศาจกันทั้งวันทั้งคืนจนพวกปีศาจล่าถอยไป แต่ท่านอ๋องาเ็สาหัส มีอาการหนาวปากสั่นตัวซีดอาการเป็ตายเท่ากัน ทั้งหมอหวังและหมอเก่งๆจากเมืองอื่น ต่างเดินทางมารักษาอาการก็ไม่ดีขึ้น จนปัญญาจะรักษาจนเขาต้องเดินทางมาหาผลอัคคี เพื่อไปรักษาพิษเกล็ดเยือกแข็ง ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะเจอผลอัคคีหรือไม่ แต่พวกเขาก็พร้อมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อจะช่วยท่านอ๋องให้ได้
จึงทำให้รู้ว่าที่พวกสุนัขเยือกแข็งไม่มาบุกที่ป่าอัคคี เป็เพราะพวกมันไปบุกในวัง แต่ที่ฉันสงสัยก็คือในวังมีอะไรสำคัญ ปีศาจเยือกแข็งผู้นำจึงออกโรงออกศึกด้วยตัวเอง หรือบางทีปีศาจเยือกแข็งอาจจะอยากเป็ฮ่องเต้เสียเองก็ได้ หมอหวังจึงส่ายหัวเพราะเขาเองก็ไม่รู้จุดประสงค์เหมือนกัน
หมอหวังจึงถามถึงวิธีการรักษาว่าฉันจะรักษาท่านอ๋องอย่างไร ฉันจึงตอบว่าก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ต้องไปดูอาการและาแเสียก่อนจึงจะวินิจฉัยอกมาได้ เมื่อฉันเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยพร้อมออกเดินทางไปในวัง หยงเป่าจึงเรียกหลี่เฉียงงูเห่าดำ ให้มาเป็พาหนะพาหมอหวังกับจิ้นฝานไปส่งในวังอีกครั้ง
จากนั้นพี่ชายทั้งสี่จึงกลายร่างเดิม เพื่อความรวดเร็วและคล่องตัวในการเดินทางออกจากป่าอัคคี เพราะในยามค่ำคืนจะมีสัตว์ปีศาจกินเนื้อออกหากินเยอะกว่าเวลากลางวัน ส่วนฉันก็ขึ้นขี่หลังเสือดำแล้วกระโจนวิ่งออกจากป่าไผ่ มุ่งหน้าไปยังพระราชวังแห่งเมืองหลวนเซียน
สักพักใหญ่พวกเราเดินทางมาถึงพระราชวัง เมื่อเท้าเหยียบลงพื้นลานกว้างในพระราชวัง ทหารในวังพากันใแตกตื่นที่เห็นพวกเรายืนอยู่ที่ลานกว้าง เหล่าทหารถืออาวุธครบมือรีบวิ่งกรูกันออกมา เพราะคิดว่าเราเป็ปีศาจมาบุกวังหลวง
หมอหวังและจิ้นฝาน จึงรีบปีนลงจากหลังหลี่เฉียง ร้องะโบอกกลุ่มทหารว่าเขาพาหมอมารักษาท่านอ๋อง พร้อมกับสั่งทหารคนหนึ่งให้รีบไปรายงานฮ่องเต้เกี่ยวกับการมาของพวกเรา
ทหารคนนั้นหายไปสักพัก ก็มีทหารอีกคนหนึ่งแต่งตัวเต็มยศท่าทางมียศตำแหน่งสูง เพราะสังเกตุจากความอลังการของเครื่องแต่งกาย และมีทหารอีกกลุ่มหนึ่งกำลังขี่ม้าวิ่งตามออกมา ทหารยศสูงคนนั้นแสดงอาการใสีหน้าหวาดหวั่นทันทีที่เห็นเรา
เขาจึงแนะนำตัวว่าเป็ทหารองครักษ์ของฮ่องเต้ ชื่อฟู่เซียง และยังบอกอีกว่าขณะนี้ฮ่องเต้กำลังรออยู่ แล้วนำเราเข้าไปเขตพระราชวังด้านใน ซิ่นหลิงจึงสั่งให้หลี่เฉียงกลับไปที่ป่าไผ่เขียวตามเดิม
พระราชวังนี้โอ่อ่ากว้างขวางและงดงามอลังการมาก เมื่อเดินเข้ามาถึงด้านในพวกพี่ชายทั้งสี่จึงกลายร่างเป็มนุษย์ ด้านในโถงท้องพระโรงพบชายวัยกลางคน แต่ยังดูหล่อเหลา สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราชุดลายัสีทอง งามสง่า กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ัสีทอง ซึ่งมองดูก็รู้ว่าเขาคือฮ่องเต้
ข้างๆกันนั้นมีหญิงสาววัยกลางคนผิวขาวผุดผ่อง นวลเนียน สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราลายหงษ์สีทองสวยงามสง่านั่งอยู่ข้างๆ เดาได้ไม่ยากอีกเช่นกันหญิงสูงศักดิ์ผู้นี้ต้องเป็ฮองเฮา และถัดมาอีกคนหนึ่งก็เป็หญิงสูงศักดิ์เช่นกัน ได้ยินหมอหวังกับจิ้นฝานเรียกนางว่าพระชายา แต่ไม่รู้ว่าเป็พระชายาของใคร
ฉันมองไปรอบๆมีขุนนางและทหารน้อยใหญ่ยืนเรียงกันอยู่ในท้องพระโรง ไม่แน่ใจว่ายืนรอรับพวกเราหรือยืนรอเฝ้าฮ่องเต้กันแน่ แต่ที่แน่ๆท่านอ๋องน่าจะเป็บุคคลสำคัญมาก ถึงขนาดฮ่องเต้กับฮองเฮาออกมารอพบเราด้วยตัวเอง
หมอหวังค้อมตัวคำนับฮ่องเต้ และแนะนำต่อฮ่องเต้กับฮองเฮาว่าพวกเราเป็ใคร แต่พี่ชายทั้งสี่ก็ยืนฟังเฉยๆเหมือนไม่ใส่ใจฮ่องเต้กับฮองเฮาที่นั่งอยู่ตรงหน้า ฉันจึงพยักหน้ายิ้มเขิลๆเพราะไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติในวังว่าต้องทำยังไงต่อ
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากกลุ่มขุนนางที่ยืนอยู่ว่า “อยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ เมิ่งหลวนหลง ทำไมยังไม่คุกเข่า บังอาจนัก!!!” จึงทำให้เสวี๋ยฉีที่ยืนอยู่เริ่มมีอาการหงุดหงิดหันไปมองหน้าขุนนางคนนั้นด้วยแววตาเหยียดพูดขึ้นว่า “พวกข้าไม่คำนับใครทั้งนั้น ถ้าเ้ากล้ามาสั่งอีก ข้าจะตัดลิ้นเ้าไม่ให้พูดได้อีกต่อไป!”
ทุกคนต่างใกลัวกับพลังกดดันลึกลับบางอย่างที่เสวี๋ยฉีแผ่ออกมา พร้อมเสียงพูดคุยของขุนนางที่ไม่เห็นด้วยกับการพาเราที่เป็ปีศาจจากป่าอัคคีเข้ามาในวัง ฉันจึงจับแขนเสวี๋ยฉีเป็การบอกให้เขาใจเย็นๆ หมอหวังจึงพูดแทรกเสียงพูดคุยอื้ออึงตื่นตระหนกของเหล่าขุนนางว่า
พวกเรามาจากป่าอัคคีจึงไม่ทราบกฏระเบียบในวังหลวง และขอให้ฮ่องเต้พระราชทานอภัยโทษให้พวกเรา ฮ่องเต้จึงกล่าวว่าไม่เป็ไรจะละเว้นโทษให้ หมอหวังจึงพูดอีกว่าเขาพาฉันซึ่งเป็หมอเทวดา ไป๋อันฉี มารักษาท่านอ๋อง
พร้อมกับเล่าเหตุการณ์ในป่าอัคคีที่เกิดขึ้นกับหมอหวังและจิ้นฝานว่า ฉันสามารถรักษาอาการาเ็ที่เกิดขึ้นกับคนทั้งสองให้หายได้ในพริบตา แต่เหล่าขุนนางได้ฟังต่างทำหน้าไม่เชื่อ เพราะเห็นว่าฉันมีอายุน้อยเกินกว่าจะเป็หมอเทวดาได้ ต่างพากันทักท้วงไม่ให้ฉันไปรักษาท่านอ๋อง อีกทั้งยังคิดว่าฉันเป็ปีศาจมาหลอกลวงหวังจะฆ่าท่านอ๋อง
หมอหวังกับจิ้นฝานจึงช่วยกันโต้เถียงว่า ฉันสามารถรักษาให้หายในพริบตาได้จริง และยังเป็ผู้ที่กินผลอัคคีได้อีกด้วย นั่นยิ่งทำให้ทุกคนต่างพากันใอีกรอบ พูดเป็เสียงเดียวกันว่าเป็ไปได้อย่างไร เพราะนกอัคคี์หายสาบสูญไปนานนับพันกว่าปีแล้ว
ฮ่องเต้ผู้มีใบหน้าอ่อนโยนดูใจดี ตวาดขึ้นเสียงดังให้เหล่าขุนนางเงียบปาก จนฉันสะดุ้งใไปด้วย จากนั้นฮ่องเต้ก็หันมาทำหน้าดุต่อว่าหมอหวังกับจิ้นฝานว่า อุตส่าห์ไว้ใจให้ไปหาหมอดีๆมารักษาท่านอ๋องผู้เป็น้องชาย ทั้งยังขันอาสาจะไปหาผลอัคคีมาแก้พิษ
แต่กลับพาฉันที่เป็เด็กสาวไม่รู้ประสา มาหลอกลวงกล่าวเท็จว่าเป็หมอเทวดา ทำให้ฮ่องเต้และฮองเฮาเสียเวลานั่งรออย่างมีความหวัง จึงมีคำสั่งให้ทหารคุมตัวหมอหวังกับจิ้นฝานไปลงโทษ
หมอหวังจึงรีบกล่าวทูลว่าเขาไม่ได้กล่าวความเท็จ ทั้งยังให้ฮ่องเต้พิสูจน์ความจริงด้วยตัวเอง เพราะฮ่องเต้เองก็ได้รับาเ็ที่แผ่นหลังครั้งที่ไปต่อสู้กับปีศาจเยือกแข็ง แต่เหล่าขุนนางต่างรีบห้ามปรามฮ่องเต้ทันที เพราะกลัวถูกฉันลอบทำร้าย
แต่ครั้งนี้ฮ่องเต้ยอมรับฟังหมอหวัง จะยอมพิสูจน์ด้วยตัวเอง พร้อมกับรับสั่งว่าถ้าฉันรักษาไม่ได้ตามที่หมอหวังกล่าวมา ฮ่องเต้จะลงโทษหมอหวังกับจิ้นฝาน รวมทั้งฉันกับพี่ชายทั้งสี่คนด้วย
นั่นยิ่งทำให้พี่ชายทั้งสี่คนมีอารมณ์โกรธไม่พอใจ กลายร่างเดิมส่งเสียงขู่คำราม ตั้งท่าจะเล่นงานทุกคนที่อยู่ในโถงท้องพระโรง หมอหวังกับจิ้นฝานจึงรีบเข้ามาห้ามปรามพี่ชายทั้งสี่ว่าให้ใจเย็นๆ ขอแค่รักษาาแที่แผ่นหลังของฮ่องเต้ได้ก็ไม่มีอะไรแล้ว พร้อมกับมองจ้องหน้าฉันแล้วพูดเสียงเข้มว่า “ข้ามั่นใจในตัวเ้าว่าเ้าต้องทำได้!”
ฉันจึงเปิดดวงตาปีศาจมองดูฮ่องเต้ ก็เห็นาแถูกสุนัขเยือกแข็งข่วนที่แผ่นหลังเป็รอยถากๆ แต่เพราะฮ่องเต้เป็มนุษย์จึงมีอาการาเ็ และหายช้ากว่าปีศาจทั่วไปจึงทำให้แผลอักเสบ พร้อมกับหันไปมองที่ฮองเฮาก็เห็นที่ข้อมือมีอาการเจ็บและบวมเล็กน้อย
ฉันจึงหันไปพูดกับฮ่องเต้และฮองเฮาว่า จะรักษาาแที่แผ่นหลังของฮ่องเต้ให้ และจะรักษาอาการาเ็ที่ข้อมือของฮองเฮาให้ด้วย ฮองเฮาทำหน้าใพูดขึ้นทันทีว่า รู้ได้ยังไงว่านางเจ็บที่ข้อมือ พร้อมกับบอกว่านางเจ็บข้อมือเพราะเกิดจากการปักผ้านานเกินไป
ฉันตอบว่าไม่รู้หรอกว่าฮองเฮาไปทำอะไรจึงเจ็บข้อมือ รู้แต่ที่ข้อมือนั้นบวมและเจ็บทุกครั้งที่ขยับมือ ฮ่องเต้จึงหันไปมองหน้าฮองเฮาผู้เป็ภรรยา แล้วถามว่าเจ็บข้อมือจริงรึ ฮองเฮาพยักหน้าตอบทันทีว่า “เพคะ!”
จากนั้นฮ่องเต้จึงเรียกให้ฉันเดินเข้าไปหาบนบัลลังก์ ฉันจึงหันไปบอกพี่ชายทั้งสี่คนว่าให้ยืนรออยู่ตรงนี้ และอย่าเพิ่งเปิดศึกกับใครถ้าฉันยังไม่ได้ถูกใครทำร้าย จากนั้นฉันก็เดินขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้
ฮ่องเต้มองหน้าฉันเพียงครู่หนึ่ง แล้วพูดบอกกับทุกคนในท้องพระโรงว่า จะให้ฉันรักษาาแให้เห็นต่อหน้าทุกคน จะได้รู้พร้อมๆกันว่าฉันเป็หมอเทวดาจริงหรือเป็เพียงปีศาจ จากนั้นฮ่องเต้ก็ถอดเสื้อฉลองพระองค์ออก แล้วหันหลังให้ฉันและทุกคนได้เห็นาแรอยข่วนเป็ทางยาวมีอาการบวมแดงอักเสบ
ฉันจึงพูดกับฮ่องเต้เบาๆว่า ฉันเป็เพียงคนเก็บสมุนไพรมิใช่หมอเทวดาอย่างที่หมอหวังเรียก แต่ที่รักษาาแให้หมอหวังกับจิ้นฝานหายได้นั้น เพราะรู้วิธีใช้สมุนไพรในป่าอัคคี แล้วฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอของฮ่องเต้ ซึ่งเป็น้ำเสียงฟังดูอ่อนโยนใจดี ไม่เหมือนตอนที่หันหน้ามาดุตวาดขุนนางกับหมอหวังก่อนหน้านั้นเลย
จากนั้นฉันจึงแกล้งล้วงหยิบใบชาร่ำสุราในกระเป๋าเวทย์ ออกมาอมไว้ในปากให้ใบชาคลุกเคล้ากับน้ำลายแล้วคลายออกมาวางไว้ในมือ แล้วโปะใบชาลงบนาแที่แผ่นหลังของฮ่องเต้ ทำทีว่ากำลังรักษาาแด้วยสมุนไพร พร้อมกับส่งพลังรักษาร้อนๆไปที่ฝ่ามือ ลูบมือลงเบาๆที่าแจนาแหายดีในพริบตา
ฮ่องเต้เมื่อไม่รู้สึกเจ็บที่แผ่นหลังอีกแล้ว ก็ยิ้มพร้อมกับหัวเราะตื่นเต้นดีใจ ที่าแหายไปเหมือนไม่เคยถูกกงเล็บข่วน หันมาเรียกฉันว่าหมอเทวดาตามที่หมอหวังเรียก ทำให้ขุนนางในท้องพระโรงต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น
จากนั้นฮ่องเต้ก็เรียกฮองเฮาให้มารักษาข้อมือที่ปวดบวม ฉันจึงแสร้งโปะใบชาแบบเดียวกันแล้วรักษาข้อมือให้ฮองเฮาก็ยิ้มดีใจ พร้อมกับรีบเตือนฮ่องเต้ว่าให้รีบพาฉันไปรักษาท่านอ๋อง ฮ่องเต้จึงเดินนำหน้าฉันไปที่ตำหนักของท่านอ๋อง เป็ตำหนักที่สวยงาม โอ่อ่า แต่เงียบคงเพราะท่านอ๋องป่วยจึงไม่มีการส่งเสียงดัง
พวกเขาพาฉันและพี่ชายทั้งสี่ที่กลายร่างเป็มนุษย์ตามเดิม เดินเข้าไปด้านในตำหนัก ก็เห็นท่านอ๋องเมิ่งเหวินหลงที่กำลังนอนป่วยอยู่บนเตียง เขาเป็ชายหนุ่มรูปหล่อ ผิวขาว คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ปากเรียวบาง รูปร่างแข็งแรง จึงเปิดดวงตาปีศาจดูก็เห็นท่านอ๋องถูกกระบี่อาบยาพิษเกล็ดเยือกแข็ง แทงบริเวณหน้าอกข้างซ้ายเฉียดหัวใจไปนิดเดียว แต่พิษแทรกซึมไปเยอะแล้วจึงทำให้ร่างกายขาวซีดเซียวคล้ายถูกแช่แข็ง
ฉันจึงบอกให้ทุกคนออกไปรอข้างนอกห้องรวมทั้งพี่ชายทั้งสี่คนด้วย แต่อนุญาตแค่หมอหวังกับฮ่องเต้เท่านั้นที่สามารถอยู่ได้ เพื่อให้เป็พยานว่ารักษาจริง ไม่ได้แอบมาทำร้าย ส่วนพระชายาคนงามหน้าคมเข้ม ร้องขออยู่ดูการรักษาในห้องด้วย แต่ฉันก็ไม่อนุญาต ฮ่องเต้จึงสั่งผู้ติดตามทุกคนว่าให้ทำตามที่ฉันบอก พวกเขาจึงจำใจออกไปรออยู่นอกห้อง
จากนั้นฉันจึงขอร้องกับฮ่องเต้และหมอหวังก่อนทำการรักษาว่า ให้ปิดเป็ความลับเื่ขั้นตอนการรักษา เพราะอาจเกิดผลกระทบทางจิตใจกับใครหลายๆคน โดยเฉพาะกับพี่ชายที่ไม่ชอบให้ฉันรักษาด้วยวิธีการนี้ ห้ามให้รู้ถึงหูเด็ดขาด ฮ่องเต้และหมอหวังจึงรับปากว่าจะเก็บเป็ความลับ
●
●
●
หมายเหตุ
*พิษฝุ่นสุริยะ พิษทำลายระบบประสาท ทำให้ร่างกายอ่อนแรง เป็อัมพาตเฉียบพลัน
*เมิ่งหลวนหลง (ชื่อแซ่ของฮ่องเต้) แปลว่า ความฝันแห่งต้นไม้ชนิดหนึ่ง และั
*เมิ่งเหวินหลง (ชื่อแซ่ของท่านอ๋อง) แปลว่า ความฝันแห่งความดีงามอันสูงส่ง และั
*เฉินชิงจู (ชื่อแซ่ของฮองเฮา) แปลว่า ไข่มุกสีฟ้าดุจอรุณรุ่ง
*ฟู่เหม่ยหลัน (ชื่อแซ่ของพระชายาท่านอ๋อง) แปลว่า ความมั่งคั่งแห่งกล้วยไม้ที่แสนงดงาม
*หวังจิวซื่อ (ชื่อของหมอหลวงหวัง) แปลว่า โชคชะตาและนักปราชญ์
*ฟู่เซียง (ชื่อขององครักษ์ฮ่องเต้) แปลว่า ความมั่งคั่งร่ำรวยที่หอมหวาน
*จิ้นฝาน (ชื่อขององครักษ์ท่านอ๋อง) แปลว่า ความซื่อสัตย์นานัปการ
*หลี่เฉียง (ชื่อของงูเห่าดำั์) แปลว่า ความแข็งแรง แข็งแกร่ง
*เสี่ยวหลงเปา คือ ติ่มซำชนิดหนึ่งรูปร่างเหมือนซาลาเปาขนาดเล็ก ใส้เป็หมูสับมีน้ำซุปอยู่ข้างใน
*เหลียน ฮวา หมายถึง ดอกบัว ตำหนักเหลียนฮวาเป็ตำหนักที่ประดับตกแต่งด้วยสระบัวเป็หลัก เป็ตำหนักโปรดหนึ่งในหลายตำหนักที่ประทับสำหรับพักผ่อนของฮ่องเต้ (ฮ่องเต้โปรดปรานดอกบัว)